สมอง ประสาทไขสันหลัง และเนื้อเยื่ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถติดเชื้อโรคต่างๆ เช่นเดียวกับอวัยวะอื่น
โดยมีเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเป็นตัวการใหญ่ แต่เชื้อรา ปรสิตและจุลินทรีย์ อื่นๆ
ก็คอยจ้องเล่นงานอยู่เวลาที่เราเผลอ
เนื่องจากระบบประสาทส่วนกลางประกอบด้วยชิ้นส่วนย่อยต่างๆ ซึ่งล้วนติดเชื้อได้
จึงควรทำความเข้าใจในเบื้องต้นเกี่ยวกับศัพท์แสง
มินิลไจติส (Miningitis) คือ การอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง
เอ็นเซฟฟาไลติส (Encephalitis) คือ การอักเสบของเนื้อสมอง
ไมอิไลติส (Myelitis) คือ การอักเสบของไขสันหลัง
แอ๊บเสส (Abscess) คือ ฝี ซึ่งเป็นการสะสมสารติดเชื้อและเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ
จุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต รา สาร Prion
- โดยทั่วไปแล้ว การอักเสบของเยื้อหุ้มสมองเนื่องจากไวรัสจะมีอาการไม่มาก
จึงไม่ต้องให้การรักษาที่จำเพาะเจาะจง ประคับประคองร่างกายไว้ก็จะหายเอง
การติดเชื้อไวรัสจะมีมากกว่าติดเชื้อแบคทีเรียราว 2-3 เท่า
- แต่ถ้าเป็นแบคทีเรียแล้ว อาการจะรุนแรงจนมีผลต่อพัฒนาการของร่างกาย
เช่น มีผลต่อการเรียนรู้ สูญเสียการได้ยิน สมองเสียหายถาวร หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต
ที่สหรัฐอเมริกามีเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากแบคทีเรียประมาณ 400 คน ต่อทารกแรกเกิด 100,000 คน
และ 1-10 รายต่อผู้ใหญ่ 100,000 คนต่อปี หรือประมาณปีละ 25,000 ราย โดย 2 ใน 3 จะเป็นเด็ก
และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
ส่วนสถานการณ์ทั่วไปรอบโลก การอักเสบของเยื้อหุ้มสมองจากแบคทีเรียพบได้บ่อย
โดยเฉพาะในทวีปอัฟริกา
เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากแบคทีเรีย มักเกิดจากเชื้อโรค 3 ตัว คือ
1. Streptococcus pneumonia
2. Neisseria meningitidis
3. Haemophilus Influenza b. (Hib)
ตัวที่สามคือ Hib นี้ ได้คลี่คลายไปมาก หลังจากการค้นพบวัคซีนป้องกัน
กลไกการติดเชื้อ
ถ้าเป็นไวรัสอย่างไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่แล้ว การติดเชื้อจะเกิดขึ้นได้ง่ายมาก จากการสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วย
เช่น สูดอากาศที่ปนเปื้อนละอองเสมหะหรือจากลมหายใจของผู้ป่วยหรือแม้แต่การสัมผัสมือ
ส่วนแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของเยื่อหุ้มสมองมักจะไม่แพร่เชื้อง่ายนัก คือต้องสัมผัสเสมหะที่มาจากการไอ
จาม หรือจูบกับผู้ป่วย
เด็กทารกและเด็กเล็กจะมีการเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ ดังนั้นในสถานเลี้ยงเด็ก รวมทั้งค่ายทหาร
และเรือนจำจึงมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคถ้าหากมีคนป่วยขึ้นมาในหมู่คนดังกล่าว
การติดเชื้อของสมองและไขมันหลัง ที่พบได้บ่อยมีอาทิเช่น
1. การติดเชื้อปรสิต Toxoplasma gondii จนเกิดภาวะ Toxoplasmosis ซึ่งมักเกิดกับทารกในครรภ์ติดเชื้อจากแม่
หรือการรับประทานผักหรือเนื้อที่ล้างไม่สะอาด หรือสัมผัสขี้แมวซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อ
2. พยาธิตัวตืดขึ้นสมอง (Cerebral Cysticercosis) เกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารไม่สุกที่ปนเปื้อนตัวปรสิต
3. พยาธิตัวกลมขึ้นสมอง (Trichinosis) เกิดจากการรับประทานเนื้อหมูไม่สุก
4. ฝีในสมอง (Cerebral Abscess) มักจะเป็นโรคแทรกซ้อนของคนที่เป็นไซนัสอักเสบหรือหูน้ำหนวกเรื้อรัง
หรือเกิดจากเชื้อโรคเดินทางมาจากที่อื่น เช่น มาจากปอด จากอุบัติเหตุต่อสมองหรือหลังผ่าตัดสมอง
5. ฝีในไขสันหลัง (Spinal Abscess) เกิดจากแบคทีเรีย หลายตัว
6. โปลิโอ (Pliomyelitis) เกิดจากการติดเชื้อโปลิโอไวรัส ซึ่งป้องกันได้ถาวรด้วยการให้วัคซีน 3 ครั้ง
ในขวบปีแรกของชีวิต
7. หัดเยอรมัน (German Measles) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหัดเยอรมัน (Rubella Virus)
ซึ่งถ้าหากเกิดกับหญิงตั้งครรภ์ในไตรมาสแรกของอายุครรภ์และจะมีผลกระทบร้ายแรงต่อทารก
เช่น หูหนวก ปัญญาอ่อน และหัวใจผิดปกติ
8. หัดและคางทูม (Measle และ Mump) เกิดจากเชื้อไวรัสทั้งคู่ โดยส่วนใหญ่จะเป็นกับเด็กเล็ก
ซึ่งติดกันผ่านทางเดินหายใจ
9. โรคกลัวน้ำ (Rabies) เกิดขึ้นเมื่อถูกสัตว์ที่มีเชื้อนี้กัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุนัขบ้า แต่สัตว์อื่นๆ ก็เป็นได้
เช่น แมว แรคคูน สกั้งส์ สุนัขจิ้งจอก หมาป่า ส่วนหนูและกระต่ายนั้นยังไม่เคยมีรายงานการแพร่เชื้อนี้
โรคนี้เป็นแล้วตายทุกราย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน
10. เอดส์และไวรัส HIV ที่ขึ้นสมองจนเนื้อสมองอักเสบ
อาการและอาการแสดง
การติดเชื้อทางสมองแต่ละชนิดจะมีอาการต่างๆ กันไป แล้วแต่อายุ ชนิด
รูปแบบของการติดเชื้อและความเฉียบพลันของโรค
- แต่โดยทั่วไปแล้ว คนที่มีอายุกว่า 2 ปีที่ติดเชื้อแบคทีเรียเฉียบพลัน
- ถ้าเป็นเด็กทารกแรกเกิดจะมีอาการขี้แง กวน และง่วงนอน
ป้อนนมหรืออาหารลำบาก อุ้มก็ไม่ดีขึ้น ในระยะท้ายๆ ของโรคจะมีอาการชัก
- การติดเชื้อแบคทีเรียของเยื่อหุ้มสมองที่รุนแรง อาจก่อให้เกิดอาการช็อก
หมดสติจนเกิดโคม่าได้
- คนที่ติดเชื้อไวรัสจะมีอาการเบาหน่อย โดยอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด
ทำอย่างไรถ้าสงสัย
สมองติดเชื้อ ?
ถ้าท่านมีญาติ พี่น้องร่วมครอบครัวที่สงสัยว่าสมองติดเชื้อ ก็มีมาตรการที่จะช่วยในเบื้องต้นดังนี้คือ
- มาตรการลดไข้ด้วยการเช็ดตัวหรือให้ยาลดไข้
- ถ้าผู้ป่วยอาเจียน ก็ควรให้นอนตะแคงเพื่อป้องกันการสำลัก
- หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ใช้กำลังมาก แล้วให้นอนพักบนเตียง
- ปรึกษาคุณหมอหรือตามโรงพยาบาลฉุกเฉิน แล้วปฏิบัติตาม คำแนะนำ
แต่ปัญหามีอยู่ว่า เมื่อไรจึงควรหาหมอ ?
หลักการคือ ถ้ามีการติดเชื้อที่สมองแล้ว การวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ เป็นเรื่องสำคัญมาก
แต่อาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบและการติดเชื้อของสมองคล้ายกับโรคอื่นๆ หลายโรค ดังนั้นทางที่ดีคือ
อย่าตื่นตระหนก ถ้าสงสัยว่าเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือมีการติดเชื้อสมองก็ขอให้ไปรับการตรวจรักษาจากคุณหมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีสติสัมปชัญญะของผู้ป่วยเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่เลวลง มีไข้สูง หายใจไม่สะดวก
ปวดหัวมากและอาเจียน มีอาการชัก เป็นต้น
การตรวจวินิจฉัยของแพทย์
เวลาสมองติดเชื้อเฉียบพลันจนเกิดอาการชัดเจนตามตำราแล้ว คุณหมอส่วนใหญ่จะวินิจฉัยได้ไม่ยาก
แต่ในกรณีที่การอักเสบไม่รุนแรงมาก หรือเป็นมาจนเรื้อรัง ก็อาจจะวินิจฉัยได้ช้าลง
- การตรวจวินิจฉัยของคุณหมอนั้น ท่าจะดูว่ามีอาการแสดงอะไรเป็นพิเศษบ้าง ระดับสติสัมปชัญญะเป็นอย่างไร
พฤติกรรมและบุคลิกเปลี่ยนไปพร้อมกับมีไข้จะช่วยให้คุณหมอมุ่งการวินิจฉัยไปในทิศทางของสมองติดเชื้อ
คนที่มีการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองจะมีไข้ ปวดต้นคอหรือคอแข็ง
- คุณหมอจะใช้กล้องส่องตรวจตาเพื่อดูว่า ประสาทตาบวมหรือตาเคลื่อนไหวผิดปกติหรือเปล่า
เพราะจะแสดงว่าความดันภายในช่องกะโหลกศีรษะสูงขึ้น
- ต่อไปจะมีการตรวจเลือดและปัสสาวะตามปกติ รวมทั้งการเพาะเชื้อจากเลือด ปัสสาวะ น้ำมูกและเสมหะ
- การถ่ายภาพรังสีของสมอง CT Scan หรือ MRI จะช่วยให้คุณหมอทราบความเป็นไปในสมองได้ดีขึ้น
- การวินิจฉัยที่แน่นอนมักจะต้องอาศัยการเจาะน้ำไขสันหลังไปวิเคราะห์ โดยคุณหมอจะใช้เข็มเล็กๆ
เจาะเข้าไปในช่องไขสันหลัง แล้วดูดน้ำไขสันหลังออกมาเล็กน้อยเพื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ
ว่าเป็นการติดเชื้อชนิดไหน
การรักษา
ถ้าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย
- รักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะขนานที่ถูกกับเชื้อ
- ให้ยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดศีรษะ
- ให้ออกซิเจนหากหายใจไม่ดี
- ให้น้ำเกลือ
- ให้ยากันชัก
- ให้ยาที่ทำให้สลบ
- ให้สเตียรอยด์ในกรณีที่สมองบวม
การผ่าตัดฝีในสมองเป็นเรื่องสลับซับซ้อน เพราะขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของฝี
ผู้ที่จะตัดสินใจผ่าตัดคือ ประสาทศัลยแพทย์
ถ้าเป็นเชื้อไวรัส
ส่วนใหญ่จะหายได้เอง ยกเว้นไวรัสเฮอร์ปีซึ่งต้องใช้ยาต้านไวรัสเป็นพิเศษ
การพยากรณ์โรค
การตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเฉียบพลันจะทำให้คนส่วนใหญ่ฟื้นจากเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อแบคทีเรีย
แต่การฟื้นสภาพขึ้นอยู่กับอายุ สภาพร่างกายของผู้ป่วยและความรุนแรงของโรค ตลอดจนชนิดของแบคทีเรีย
- ในรายที่รุนแรงมาก โรคจะดำเนินไปรุนแรงจนผู้ป่วยเสียชีวิตภายใน 48 ชั่วโมง แม้จะเริ่มการรักษาแต่เนิ่นๆ
- ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในภายหลังมีอาทิเช่น การชัก เนื้อสมองอักเสบ ส่วนเชื้อโรคอื่นๆ เช่น
ปรสิตและเชื้อราไม่ค่อยคุกคามชีวิต
การป้องกัน
เยื่อหุ้มสมองอักเสบส่วนใหญ่ป้องกันไม่ได้ยกเว้นแบคทีเรียบางตัว เช่น
- วัคซีน Hib ซึ่งปลอดภัยและได้ผลจนใช้ทั่วไปในเด็ก
- วัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส สำหรับคนอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือคนหนุ่มสาวที่โรคเรื้อรัง
(update 22 พฤศจิกายน 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 8 กันยายน 2546 ]
|