ฝีในสมองปรากฏเป็นข่าวครึกโครมในประเทศไทยตลอดเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
เมื่อดารานักร้องวัยรุ่นยอดนิยมที่รู้จักกันในนามของ บิ๊ก ดีทูบี ล้มป่วยหนักจากการประสบอุบัติเหตุขับรถยนต์
ตกลงไปในคูคลองสกปรกจนสำลักน้ำและเชื้อโรคเข้าสู่ปอดแล้วลามไปสมองในที่สุด
โรคติดเชื้อซึ่งมนุษย์คิดว่า สามารถพิชิตได้แล้วนั้นได้กลับมาแสดงอิทธิฤทธิ์เป็นระยะๆ
เพื่อเตือนชาวโลกว่า พวกมันยังอยู่และพร้อมที่จะกลายพันธุ์ให้มีความร้ายแรง
และดื้อยามากขึ้นอย่างกรณีไข้หวัดซาร์สแล้วตามมาด้วยข่าวฝีในสมองนี้
ฝีในสมองเป็นภาวะความผิดปกติที่ร้ายแรงเนื่องจากเชื้อที่สร้างหนองกระจายหลุดเข้าไปในเนื้อสมอง
โดยส่วนใหญ่จะแพร่มาจากส่วนต่างๆ ของร่างกายบริเวณใกล้เคียง หนึ่งในสามจะตามกระแสเลือด
เมื่อเชื้อแบคทีเรียเดินทางมาจากปอดหรือลิ้นหัวใจที่ติดเชื้อ
ฝีในสมองคือ ภาวะที่มีหนองคั่งอยู่ในเนื้อสมอง เนื่องจากติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา
หรือเป็นภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อ หรือระหว่างการผ่าตัดสมอง
ดังนั้นแนวทางการเกิดฝีในสมองจึงประกอบด้วย
- การกระจายของเชื้อจากบริเวณใกล้เคียง เช่น หูน้ำหนวก ไซนัสอักเสบ
- เชื้อโรคมากับกระแสเลือด แล้วเดินทางถึงสมอง
- เชื้อโรคเข้าสู่สมองตามการบาดเจ็บที่ทะลุเข้าไปในสมอง เช่น แผลถูกกระสุนปืนหรือการผ่าตัดสมอง
อาการ
ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของฝี แต่กว่าร้อยละ 75 จะมีอาการปวดศีรษะแบบตื้อๆ
แต่หลายคนอาจไม่มีอาการเลยก็ได้ อาการปวดมักจะเป็นที่ด้านข้างของสมอง
ประมาณครึ่งหนึ่งของคนที่เป็นฝีในสมองจะมีไข้ต่ำ ส่วนอาการอื่นๆ มีอาทิเช่น คลื่นไส้อาเจียน
คอแข็ง ชัก บุคลิกเปลี่ยน ร่างกายข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแอลง
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยฝีในสมองไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในระยะแรกของโรค เพราะอีกหลายโรคก็ทำให้ปวดศีรษะได้
แต่ถ้าอาการปวดศีรษะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กินยาแล้วก็ไม่บรรเทา แถมมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น
ชักหรือกล้ามเนื้อแขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนกำลังลงก็จะทำให้คุณหมอได้เบาะแสเพิ่มขึ้น
โดยคุณหมอจะสั่งการตรวจเพิ่มเติม เช่น ถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือ MRI ของสมอง
ทำให้คุณหมอเห็นฝีในสมอง
การป้องกัน
ฝีในสมองส่วนใหญ่เกิดจากสุขอนามัยประจำตัวที่ไม่ดี มีการติดเชื้อของไซนัสที่สลับซับซ้อน
มีภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง การป้องกันจึงมุ่งสร้างสุขอนามัยที่ดี มีเวลาไปตรวจฟันบ่อยๆ หากมีโรคไซนัสก็รักษาเสีย
ฝีในสมองอาจแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
1. Epidural Abscess เป็นฝีที่เกิดระหว่างเยื่อหุ้มสมองกับกะโหลกศีรษะ
มักจะเป็นโรคแทรกซ้อนของการติดเชื้อไวรัสหรือจากการบาดเจ็บที่ทะลุกะโหลกศีรษะ
2. Subdural Empyema หรือ Abscess เป็นการติดเชื้อใต้เยื่อหุ้มสมอง
มักจะเป็นผลจากการติดเชื้อทางโพรงอากาศคู่หน้าผากหรือข้างจมูก
3. ฝีในสมอง เป็นการติดเชื้อของเนื้อสมองจากเชื้อแพร่กระจายมาโดยตรงจากโพรงอากาศที่ติดเชื้อ
หรือมากับอาวุธที่ทะลุกะโหลกศีรษะ แต่อาจเกิดจากเชื้อโรคที่เดินทางมาตามกระแสเลือดก็ได้
อย่างในรายที่เป็นโรคหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด
ชนิดของเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดฝีในสมองขึ้นกับแหล่งของการติดเชื้อ
อย่างเช่นที่โพรงอากาศก็มักจะเป็นเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส สแต็ฟ ออเรียส
ถ้าเป็นที่จมูกก็มักเป็นเชื้อแบคทีเรียรอยดีส์ และฮีโมฟิลุส
การรักษา
1. มักจะต้องใช้วิธีการผ่าตัดเข้าไประบายหนอง ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมนาน 4 เดือน
หรืออย่างต่ำ 8 สัปดาห์ เพื่อให้แน่ใจว่า กำจัดเชื้อโรคได้หมด
2. ยาป้องกันการชักนาน 6-12 เดือน เพราะร้อยละ 20-30 ของคนที่เคยเป็นฝีในสมองจะมีอาการชัก
3. เพื่อยืนยันว่าการรักษาประสบความสำเร็จ หมออาจต้องถ่ายภาพสมองด้วยเอกซเรย์หรือ MRI
การพยากรณ์โรค
ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา ฝีในสมองมักจะคร่าชีวิตผู้ป่วย แต่ถึงแม้จะระบายหนองหรือผ่าฝีออกไปได้
แต่ผลตามมาอาจจะค้างคาอยู่ เช่น บุคลิกอาจจะเปลี่ยนหรือมีอาการชัก
เนื่องจากสมองส่วนที่เคยเป็นฝีกลายเป็นแผลเป็นแล้วระคายเคืองประสาทการทำงานของแขนขา
เคยมีรายงานว่า คนไข้ฝีในสมองบางรายอาจไม่ต้องรักษาโดยการผ่าตัด
แต่หมอผู้รักษาจะต้องเลือกใช้ยาปฏิชีวนะได้เหมาะสมและมีข้อบ่งชี้ที่สนับสนุนให้รักษาโดยใช้ยา เช่น
1. เป็นฝีหลายแห่ง
2. คนไข้ไม่เหมาะสมที่จะผ่าตัด
3. ฝีในสมองบริเวณที่สำคัญจนเสี่ยงต่อการผ่าตัดมาก
4. มีเยื่อหุ้มสมองอักเสบด้วย
ในการรักษาด้วยยานี้ ร้อยละ 95 ของฝีจะมีขนาดลดลงใน 1 เดือน
ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด
1. ก้อนมีขนาดโตจนไปกดสมองส่วนสำคัญอื่นๆ
2. มีก้อนที่ปรากฏในเอกซเรย์แล้วไม่แน่ใจว่าเป็นก้อนจากอะไรกันแน่
3. มีแรงดันภายในช่องกะโหลกศีรษะสูงขึ้น
4. อาการทางประสาทเลวลง
วิธีการผ่าตัด
อาจใช้วิธีเจาะดูดฝีหรือตัดฝีออกในรายที่มีเปลือกหนา
ฝีที่ไม่ได้เกิดจากแบคทีเรีย
1. ฝีที่สมองอาจเกิดจากเชื้อรา ซึ่งเดินทางมาตามกระแสโลหิต เชื้อราที่พบบ่อยคือ
1.1 Aspergillus
1.2 Candida Albicans
1.3 Cryptococcus
2. ฝีจากปรสิต เช่น เชื้ออมีบา ท็อกโซพลาสมา
(update 22 พฤศจิกายน 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 8 กันยายน 2546 ]
|