ศูนย์มะเร็งเต้านมครบวงจร


มะเร็งเต้านม…ภัยร้ายที่คุกคามผู้หญิงมาทุกยุคสมัย ทุกเชื้อชาติ ภาษา

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งในผู้หญิงที่พบมากเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปากมดลูก และเมื่อผู้หญิงรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านม ส่วนใหญ่มักคิดไปก่อนแล้วว่า ถ้าจะรักษาชีวิตไว้ก็ต้องยอมที่จะสูญเสียเต้านมไป

เพราะการผ่าตัด ยังคงเป็นทางเลือกแรกสำหรับการรักษาเนื้องอก ไม่ว่าจะเป็นเนื้องอกที่ไม่ร้ายแรงอย่างซีสต์ หรือเนื้อร้ายที่ร้ายมากอย่างมะเร็ง (Cancer) และการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ก็เป็นวิธีการรักษามะเร็งเต้านม ที่ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนกระทั่งเมื่อประมาณ 30 กว่าปีก่อนที่แพทย์เริ่มพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดมะเร็งเต้านม โดยไม่ต้องตัดเต้านมออกทั้งเต้า นับเป็นข่าวดีของสตรีเพศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำได้ทุกราย เพราะต้องขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของมะเร็ง รวมถึงแผนการรักษาของแพทย์แต่ละท่านด้วย

การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบัน จึงเป็นการรักษาที่ยืนอยู่บนโจทย์ที่ว่า จะทำอย่างไรให้การรักษาได้ผลดีที่สุด โดยที่สามารถเก็บรักษาเต้านมของผู้ป่วยเอาไว้ได้

คำตบคงจะเป็นอื่นไกลไปไม่ได้ นอกจากการมีศูนย์การรักษาที่พร้อมสรรพทั้งอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัย และบุคลากรทางการแพทย์มากประสบการณ์และเข้าใจจิตใจผู้ป่วย ที่สำคัญต้องเป็นที่ที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้

ทุกวันนี้ ในบ้านเมืองเรามีศูนย์การรักษาโรคนั้น โรคนี้เกิดขึ้นมากมาย นัยหนึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้า ของวิทยาการทางการแพทย์ แต่อีกนัยอาจหมายถึงการพยายามสร้างจุดเด่นให้กับตัวเอง ด้วยความสามารถเฉพาะทาง เพื่อสร้างความแตกต่างจากสถานพยาบาลอื่นๆ บางแห่งก็สร้างขึ้นมาด้วยความพร้อม บางแห่งก็สร้างขึ้นเพราะคิด (ไปเอง) ว่าพร้อม

คำถามอยู่ที่ว่า เรามีศูนย์การแพทย์เฉพาะทางอยู่มากมาย แต่มีสักกี่แห่ง ที่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย (กว่า) แต่มีภาวะการเจ็บป่วยที่เท่าเทียมหรืออาจจะมากกว่าคนอื่น สามารถเข้าไปใช้บริการศูนย์การรักษาที่พร้อมสรรพ และทันสมัยเหล่านั้นได้ …

ปัจจุบันมะเร็งเต้านมถูกจัดอยู่ในลำดับที่สองของมะเร็งในผู้หญิง ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก

ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงได้มีโครงการจัดตั้ง "ศูนย์มะเร็งเต้านม" ที่มีความพร้อมทั้งเครื่องมือและบุคลากรขึ้นเป็นแห่งแรกในเมืองไทย และจะเป็นศูนย์ที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย โดยศูนย์ที่จะเกิดขึ้นนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงเล็งเห็นความสำคัญของการรักษามะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่คุกคามสตรีไทยเป็นจำนวนมาก ศูนย์นี้จึงได้ก่อตั้งขึ้นจากพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ที่มีต่อ รศ.นพ.กฤษณ์ จาฎามระ หัวหน้าหน่วยศัลยแพทย์ทั่วไปสาย 4 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ว่า " ฉันอยากให้ศูนย์ฯ นี้เป็นที่พึ่งของผู้หญิง" โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานเงินส่วนพระองค์จำนวน 2 ล้านบาท เป็นทุนเริ่มต้นสำหรับสนับสนุนโครงการ

สถิติผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ปี 2541ปี 2542ปี 2543ปี 2544
ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม (ราย)
173
268
312
375


รักษากาย

การดำเนินการจัดตั้งศูนย์มะเร็งเต้านมเริ่มมาจากการรวมกลุ่มกันทำงานของแพทย์ทุกสาขาที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม อาทิ ศัลยแพทย์ พยาธิแพทย์ แพทย์รังสีวินิจฉัย และแพทย์รังสีรักษา เพื่อให้เกิดการประสานความร่วมมือในการรักษาอย่างครบวงจร โดยได้ทุ่มเทความพยายามในการจัดหาเครื่องมือที่มีความทันสมัยมาให้บริการ จนกลายเป็นศูนย์ที่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ Ultrasound และ Mammogram เพื่อการตรวจทางรังสีที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย เมื่อปี 2542

เหตุผลสำคัญที่ต้องจัดหาเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ ก็เพราะหากสามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะแรกๆ จะทำให้การรักษาโรคเป็นไปได้อย่างรวดเร็วก่อนที่โรคจะลุกลามจนถึงขั้นต้องตัดเต้านมทิ้ง โอกาสที่จะรักษาเต้านมไว้ได้จะมีถึง 80-90% ทีเดียว ก้าวแรกของศูนย์ฯ จึงเน้นในเรื่องของการตรวจวินิจฉัยที่ได้คุณภาพและแม่นยำ

ในส่วนของเครื่องมือการรักษานั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถยังได้พระราชทานเครื่องโคบอลต์-60 รุ่นใหม่มาทดแทนเครื่องมือรุ่นเดิมที่ทางโรงพยาบาลใช้มากว่า 34 ปี และได้ทรงเสด็จฯ ทอดพระเนตรการสาธิตการใช้เครื่องโคบอลต์รักษาผู้ป่วยด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2543

พระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นจากพระองค์สร้างแรงบันดาลใจและกำลังใจให้แก่คณะแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน ได้เป็นอย่างดีประกอบกับความตั้งใจของ รศ.นพ.กฤษณ์ จาฎามระ หัวหน้าหน่วยศัลยแพทย์ทั่วไปสาย 4 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษามะเร็งเต้านม ที่เข้าใจความรู้สึกและเห็นถึงความสำคัญของการรักษาเต้านมของผู้ป่วยเอาไว้ " สิ่งที่ผมพยายามต่อสู้มาตลอด คือ พยายามจะเก็บเต้านมไว้ให้ได้ ไม่ใช่ว่าพอเป็นมะเร็งเต้านมแล้วก็ตัดทิ้ง การผ่าตัด (Surgery) เป็นเพียงส่วนเดียวของการรักษา ความจริงแล้วเมื่อมีการผ่าตัดเราถือว่าเราล้มเหลว ยิ่งผ่ามาก เรายิ่งล้มเหลวมาก ถ้าตัดออกหมดยิ่งถือว่าไม่ประสบความสำเร็จเลย เมื่อมีการรักษาเราจึงพยายามจะเก็บเต้านมไว้ให้ได้ "

การรักษามะเร็งเต้านม จะมีแนวทางการรักษาอยู่ 5 แนวทาง คือ
  • การผ่าตัด (Surgery)
  • การฉายแสง (Irradiation)
  • การให้เคมีบำบัด (Chemotherapy)
  • การบำบัดด้วยฮอร์โมน (Hormone Therapy)
  • การรักษาโดยไบโอโลจิคอล โมดิฟายเออร์ส (Biological Modifiers)
การรักษามะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ก็จะเป็นการรักษาโดยผสมผสานทั้ง 5 วิธีการ ที่เรียกว่า Multi Disciplinary Treatment (มัลติดิสพลินารี่ ทรีทเม้นท์) ซึ่งนับเป็นการรักษาที่ค่อนข้างยุ่งยาก โดยเฉพาะในแนวทางการรักษาโดยไบโอโลจิคอล โมดิฟายเออร์ส ซึ่งเป็นการให้ยาชีวภาพเข้าไปเพื่อช่วยให้ร่างกายสร้างสารขึ้นมากำจัดเซลล์มะเร็งด้วยตนเอง และเป็นวิธีการที่ต้องใช้งบประมาณในการรักษาสูง เพราะยามีราคาแพง

แต่ศูนย์ฯ แห่งนี้กำลังจะเป็นที่รวมความพร้อมทุกด้านของการรักษามะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งเต้านม

" เราจะสร้างศูนย์มะเร็งแห่งนี้ให้ครบวงจร ไม่ใช่แค่ว่า ที่นี่ผ่าได้ ฉายแสงได้ นั่นเป็นการรักษาแค่ส่วนเดียว ที่ผมพูดว่าครบวงจร ก็เพราะโรคทุกโรค รวมทั้งมะเร็งเต้านมนั้นมีการรักษาหลายขั้นตอน นับตั้งแต่การวินิจฉัย (Diagnosis) ว่าเป็นโรคอะไรแน่ เป็นมะเร็งเต้านมจริงหรือเปล่า คนไข้ที่เข้ามานี่ก็จะมีก้อนบ้าง มีเจ็บบ้าง เราต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าคนไหนที่เป็นมะเร็งเต้านม อย่านึกว่าง่าย…จริงๆ ไม่ง่าย ถ้าเป็นก้อนตรงไปตรงมา ที่เป็นลักษณะมะเร็งมันก็ง่ายหน่อย แต่ว่ามันไม่ง่ายแบบนั้นทั้งหมด เพราะบางคนไม่มี สิ่งที่เราต้องการคือ ในส่วนของการวิเคราะห์นี่ต้องดีที่สุด ซึ่งเวลานี้เราก็ทำแล้ว เราเป็นแห่งแรกในโลกที่มี Whole Breast Digital Mammography (โฮลว์เบรสต์แมมโมกราฟี่) เครื่องแรกของโลกมาติดที่นี่ เมื่อราวปี 2540 เรื่องของการวิเคราะห์นั้น เราทำมาดีตลอด เราเริ่มสร้างจากที่ไม่มีอะไรเลย มีเครื่องแมมโมแกรม (Mammogram) เก่าๆ อยู่อันหนึ่ง เราเอามาปัดฝุ่นทำให้ดีแล้วก็เริ่มใช้ แล้วพัฒนามาเรื่อยๆ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อเราทำการวิเคราะห์ได้ดีแล้ว ชั้นต่อไปคือการรักษา (Surgery) การให้ยา การฉายแสงเราก็มี แต่สิ่งที่ผมคิดว่ายังไม่ดีพอคือเครื่องมือเกี่ยวกับการฉายแสง ไม่ใช่ว่าที่มีอยู่ตอนนี้ไม่ดี เราทำมาดีแล้วแต่หากเราจะรักษาแบบที่สามารถรักษาเต้าไว้ได้นั้น จะต้องใช้เครื่องมือ (Equlipment) คือเครื่องฉายแสงที่มีคุณภาพสูงทีเดียว เครื่องที่เรามีอยู่เวลานี้ก็ใช้ได้ดี แต่เวลานี้มันมีที่ดีกว่านี้เยอะ " รศ.นพ.กฤษณ์ จาฎามระ หัวหน้าหน่วยศัลยแพทย์ทั่วไปสาย 4 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อธิบายถึงความพร้อมสรรพของศูนย์มะเร็งเต้านม

เมื่อศูนย์ฯ นี้สร้างเสร็จสมบูรณ์สิ่งที่ประชาชนคนไทยผู้ใช้บริการจะได้รับบริการอย่างเท่าเทียมกันทุกคน คือ
      1. การวินิจฉัยที่ถูกต้อง แน่นอน ตั้งแต่เริ่มเป็นมะเร็งระยะแรกๆ
      2. การรักษาแบบ Multi Disciplinary Treatment คือผสานทุกแนวทางการรักษาเข้าด้วยกัน ทั้งการผ่าตัด การฉายแสง การให้เคมีบำบัด ฮอร์โมนบำบัด และการรักษาด้วยยาในรูปแบบของไบโอโลจิคอล

ภายใต้เงื่อนไขของการรักษาที่ไม่เพียงแต่จะให้หายจากโรคร้ายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความพยายามที่จะเก็บรักษาเต้านมของผู้ป่วยไว้ให้เหมือนเดิม


ดูแลใจ

กำลังใจคือสิ่งที่สำคัญ…สำคัญกว่ากำลังกายเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นน่าแปลกใจ ที่เรื่องของจิตใจบางครั้งก็ถูกมองข้ามไปอย่างง่ายๆ ทั้งที่มีผลต่อร่างกายอย่างน่าอัศจรรย์

ภารกิจหนึ่งที่ศูนย์มะเร็งเต้านมให้ความสำคัญไม่แพ้วิทยาการอันทันสมัยก็คือ ผลกระทบทางด้านจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
" เวลารักษาคนไข้ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมนั้น มันผิดกับโรคอื่น อย่างมะเร็งลำไส้ถ้าตัดลำไส้ไปก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่หากเกิดอะไรขึ้นกับเต้านม ที่มีอยู่เพียง 2 และต้องเห็นทุกครั้งที่ส่องกระจก มันเป็นเรื่องใหญ่นะ จิตใจมันสำคัญมาก เพราะฉะนั้นเราต้องรักษาจิตใจของเขาด้วย" รศ.นพ.กฤษณ์ จาฎามระ กล่าวถึงเหตุที่ทำให้เกิดการฝึกอบรมอาสาสมัคร เพื่อช่วยเหลือในด้านจิตใจผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง มักจะต้องเผชิญกับสภาพจิตใจจะท้อแท้ หดหู่ ความเจ็บปวดจากการเข้ารับการรักษาและความสิ้นหวังในชีวิต โดยอาสาสมัครส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้ป่วยที่มีประสบการณ์ชีวิต กับโรคมะเร็งเต้านมมาแล้ว

" ผมเริ่มฝึกอบรมอาสาสมัครขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ที่เรียกว่า กลุ่มช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกรุงเทพฯ หรือ BBC (Bangkok Breast Cancer Support) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไข้ของผมด้วย เราเทรนเขาให้รู้ถึงเรื่องมะเร็งเต้านม พอมีคนไข้ใหม่เข้ามา อาสาสมัครกลุ่มนี้เขาก็จะเข้าไปประกบให้ ไปคุย ไปช่วยเหลือ เป็นเพื่อนให้ เขาไม่ต้องการเงิน และข้อมูลที่คนไข้ต้องการเขาก็จะให้ได้ถูกต้อง กลุ่มนี้จะช่วยคนไข้ได้ดี บางทีดีกว่าผมอีก เพราะถ้าเป็นหมอหรือพยาบาลคนไข้บางคนไม่อยากพูดด้วย แต่นี่เหมือนเป็นเพื่อนเขา ธรรมดาเวลามีญาติเป็นมะเร็งเต้านม เพิ่งเป็น เพื่อนควรจะเข้าไปให้ความเห็นใจ ส่วนใหญ่ก็ทำแต่มักจะพูดโดยที่ไม่รู้จริง คนนั้นว่าอย่างนี้ คนนี้ว่าอย่างนั้น ซึ่งไม่ได้ช่วยคนไข้เลย คนไข้ได้อย่างเดียวคือได้คุย แต่กลุ่มนี้เขาเข้าไปเป็นเพื่อน พาไปให้เห็นตัวอย่างคนที่เคยผ่านช่วงเวลาตรงนี้มาแล้ว เห็นมั้ย! ไม่เห็นเป็นไรเลย รักษากันได้ จะช่วยจิตใจได้มหาศาล"

กลุ่มช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกรุงเทพฯ หรือ BBC (Bangkok Breast Cancer Support)

กลุ่มช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกรุงเทพฯ หรือ BBC ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2542 จากการรวมตัวของผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม ที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วย และต้องการที่จะช่วยเหลือผู้อื่นที่อยู่ในภาวะเดียวกับที่ตนเองเคยประสบมา

" เราเน้นให้การช่วยเหลือในด้านอารมณ์ (Emotional Support) เพราะคนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง จะตกใจ กลุ้มใจ อาสาสมัครก็จะให้ความช่วยเหลือ อธิบาย สร้างความมั่นใจ ให้ความหวังเพื่อให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี และเน้นการให้การศึกษาสำหรับผู้หญิงไทย เรามีการจัดประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิด การลงพื้นที่ให้ความรู้ คือ ไปตามโรงเรียน โรงงาน ชุมชนแออัด เพื่ออธิบายและสอนให้ผู้หญิงมีความรู้เรื่องมะเร็งเต้านม" คุณหญิงฟิโนลา จาฎามระ แกนนำกลุ่ม BBC เล่าถึงภารกิจหลักของกลุ่มให้ฟัง พร้อมเน้นย้ำว่า การช่วยเหลือทุกรูปแบบนั้น ผู้ป่วยไม่ต้องเสียสตางค์แม้สักบาท เนื่องจากนโยบายของกลุ่ม คือ การให้ความช่วยเหลือโดยไม่รับเงิน

อาสาสมัครของกลุ่ม BBC มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่จะเคยเป็นหรือกำลังเป็นผู้ป่วยของคุณหมอกฤษณ์ จาฎามระ ที่ประสงค์จะทำงานเพื่อช่วยเหลือเพื่อนผู้ป่วยด้วยกัน โดยไม่แบ่งชั้นวรรณะ เชื้อชาติ ศาสนา

สำหรับขั้นตอนการติดต่อกับกลุ่ม BBC นั้น จะมีจุดเริ่มต้นมาจากคุณหมอกฤษณ์ ที่จะต้องเจอกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมอยู่ทุกวัน คุณหมอจะให้ข้อมูลเบื้องต้นและเบอร์โทรศัพท์ของกลุ่ม BBC เพื่อเป็นทางออกของคนไข้หากเกิดความรู้สึกท้อแท้หรือสิ้นหวัง

หลังจากที่ผู้ป่วยติดต่อเข้าไปที่กลุ่มฯ เลขากลุ่มฯ ก็จะจัดอาสาสมัครเพื่อประกบกับผู้ป่วยแบบตัวต่อตัว อาสาสมัครจะไปเยี่ยมผู้ป่วยถึงบ้านหรือโรงพยาบาล และพร้อมให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน เพราะอาสาสมัครทุกคนเคยผ่านช่วงเวลาแห่งความกลุ้มใจ ตกใจ สิ้นหวังเหล่านั้นมาแล้ว จึงเข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี

กลุ่มช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกรุงเทพฯ โทร.0-2652-4519


ให้ความรู้

นอกจากความพร้อมในเชิงรับ ทั้งการรักษาทางกายและทางใจแล้ว ศูนย์มะเร็งเต้านมแห่งนี้ ยังเตรียมพร้อมใจเชิงรุก ด้วยการผลิตบุคลากรที่มีความพร้อมทั้งความรู้และประสบการณ์ โดยศูนย์ฯ จะทำหน้าที่ในการฝึกอบรมแพทย์ที่จบมาแล้ว เพื่อให้มีความเข้าใจในการปฏิบัติจริง จนสามารถที่จะนำไปขยายผลต่อเนื่องได้ เพื่อให้ผู้ป่วยที่อยู่ต่างจังหวัด ได้มีโอกาสรับการรักษา ในระดับที่เท่าหรือใกล้เคียงกัน

" ที่อยากเน้นมากๆ คือ เราจะเป็น Center of Excellence คือ ใครมีปัญหาถามเราได้ เรายินดี ที่นี่จะเป็นศูนย์มะเร็งเต้านมของประเทศไทย และค่อยๆ ก้าวไปเป็นเซ็นเตอร์ของภูมิภาคนี้ เครื่องมืออย่างเดียวมันไม่พอ เราต้องสร้างคนด้วย เราสร้างคนมา 10 ปีแล้ว เหตุผลก็คือ โรคนี้ไม่ใช่หมอคนเดียวรักษาได้ บางเคสนั้นยากมากเลย ต้องใช้การรักษาแบบผสมผสาน ที่เราเรียกว่า Multi Disciplinary Treatment"

ภาพรวมของศูนย์มะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อแล้วเสร็จจะประกอบไปด้วยภารกิจหลักๆ 4 ประการ คือ
  • เป็นศูนย์รักษามะเร็งเต้านมแบบครบวงจร
  • เป็นศูนย์ Multi Disciplinary Treatment
  • เป็นศูนย์รวมความรู้
  • เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
"ศูนย์มะเร็งเต้านม" โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กำหนดให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2547 เพื่อถวายแต่สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ เนื่องในวโรกาสที่ทรงพระชนมายุครบ 72 พรรษา และนั่นหมายความว่า หญิงไทยหลายล้านคนมีโอกาสที่จะได้รับการรักษาในรูปแบบที่ทันสมัย ในราคาที่เหมาะสม และการให้บริการที่เท่าเทียมกัน ดังพระราชประสงค์ที่ต้องการให้ "ศูนย์มะเร็งเต้านม" โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นที่พึ่งของสตรีทั่วไป โดยเฉพาะผู้ยากไร้ให้ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด


(update 12 ธันวาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 7 สิงหาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600