มะเร็ง ยังคงเป็นโรคที่มนุษย์ทั่วโลกกลัวไม่แพ้โรคเอดส์
และมะเร็งที่ผู้หญิงกลัวที่สุดเห็นจะเป็นมะเร็งเต้านม
เพราะเป็นอวัยวะสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้หญิงที่ไม่มีใครอยากสูญเสีย
เรียกว่าเสียมดลูกยังไม่ช้ำใจเท่า
เมื่อสิบกว่าปีก่อน ชาวอเมริกันมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม 1 ใน 13 พอถึงปี 2537
โอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 1 ต่อ 9 แล้วกลายเป็น 1 ต่อ 10 ในปี 2544 นี้
ทำให้ฟังดูน่าตกใจเหมือนกับว่าควมเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมทำไมจึงมากมายเช่นนั้น
ความจริง 1 ต่อ 9 หมายความว่าผู้หญิงอายุ 18 ปีทั้งหมดในวัยนี้ถ้าหากมีอายุยืนยาวไปจนถึง 85 ปีแล้ว
1 ใน 9 คนจะต้องเป็นมะเร็งเต้านมอย่างแน่นอน ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต
ความจริงที่น่ากลัวกว่านั้นคือมะเร็งปอดและโรคหัวใจคร่าชีวิตผู้หญิงอายุ 55-74 ปี
มากเป็น 4 เท่าของที่ตายจากมะเร็งเต้านม
อย่างไรก็ตาม พอผู้หญิงปลอดจากมะเร็งเต้านมจนอายุย่างเข้า 50 ปีแล้ว
มะเร็งดังกล่าวจะมาถามหาเธอน้อยลง คือ 1 ต่อ 50 แล้วพออายุ 60 ปี โอกาสจะเพิ่มเป็น 1 ต่อ 24
ก็เป็นตัวเลขให้อ่านแล้วเกิดความรู้สึกว่าเป็นมะเร็งตัวสำคัญที่จะต้องจับตาดูและทำความเข้าใจ
เผื่อว่าหากโชคไม่ดี เกิดเป็นขึ้นมาจะได้มีทางหนีทีไล่เหมือนอย่างที่หญิงชาวอเมริกัน 2 แสนคนต่อปี
ต้องประสบข่าวร้าย โดย 1 ใน 5 ของจำนวนนี้จะเสียชีวิตในแต่ละปี
พฤติกรรมของมะเร็งเต้านมในหญิงแต่ละคนแตกต่างกันไป
มะเร็งในหญิงคนหนึ่งอาจเติบโตอย่างเชื่องช้าใช้เวลาหลายปีกว่าจะคลำได้ ในขณะที่บางรายมะเร็งมีความก้าวร้าวเจริญเติบโตและแพร่กระจายไปตามต่อมน้ำเหลืองอย่างรวดเร็ว
วงการแพทย์แบ่งประเภทของมะเร็งเต้านมได้หลายแบบ
แบบที่ 1 คือ แบ่งตามที่ตั้งของมะเร็งและการแพร่กระจาย ออกเป็น
1. มะเร็งเต้านมระยะแรกเป็น (early) มักจะเป็นมะเร็งของเซลล์บุท่อน้ำนม
ที่เชื่อมระหว่างต่อมน้ำนมไปยังหัวนม ถ้าหากตรวจพบขณะที่ยังอยู่ที่ท่อหรือที่กลุ่มท่อน้ำนม (lobule)
แล้วผ่าตัดออกได้ โอกาสหายจะสูงกว่า 95%
2. มะเร็งเต้านมระยะรุกราน (invasive) เป็นช่วงที่เซลล์มะเร็งลุกลามจากท่อ
หรือกลุ่มท่อน้ำนมไปยังเนื้อเยื่อเต้านมและต่อมน้ำเหลืองข้างเดียว
เวลาเราคลำก้อนมะเร็งที่เต้านมได้มักจะหมายความถึงมะเร็งในระยะนี้
3. มะเร็งเต้านมระยะลุกลาม (metastatic) เป็นระยะที่มะเร็งได้ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ
ของร่างกายนอกเต้านมแล้ว เช่น ไปกระดูก ตับ ปอด หรือสมอง
แบบที่ 2 คือ แบ่งตามชนิดของเซลล์
เต้านมอาจแบ่งเป็นส่วนๆ คือ
1. ต่อมน้ำนม เรียกว่า lobules (อ่านว่า โล้บ-บูล)
2. ท่อน้ำนม นำน้ำนมจากต่อมไปเปิดที่หัวนม
3. เนื้อเยื่อประสานต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเต้านม
ได้แก่ เนื้อเยื่อไขมัน เส้นโลหิต ท่อน้ำเหลือง รวมทั้งต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้
ชนิดของมะเร็งเต้านมตามส่วนต่างๆ ดังกล่าวคือ
1. Infiltrating (invasive) ductal carcinoma ร้อยละ 70 ของมะเร็งเต้านมทั้งหมดจะเป็นชนิดนี้ โดยมะเร็งจะเริ่มที่ท่อนำน้ำนมแล้วรุกรานผ่านผนังท่อไปสู่เนื้อเยื่อไขมันข้างเคียง
หรือแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายของเส้นเลือดหรือท่อน้ำเหลือง
2. Infiltrating lobular carcinoma พบได้ราว 10-15% ของมะเร็งเต้านม
โดยเริ่มต้นที่ต่อมสร้างน้ำนมแล้วกระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย
3. Ductal carcinoma in situ เกิดขึ้นที่ท่อนำน้ำนม หากทิ้งไว้จะกลายเป็นประเภทที่ 1
4. Lobular carcinoma in situ เกิดขึ้นที่ต่อมผลิตน้ำนม ทิ้งไว้จะกลายเป็นประเภทที่ 2
5. Inflammatory breast cancer มะเร็งชนิดนี้เกิดขึ้นน้อย ลักษณะจะมีการอักเสบดูแดง
ร้อน ผิวหนังไม่เรียบ แพร่กระจายเร็ว
6. Recurrent หลังจากรักษาแล้วกลับเป็นอีกที่เต้านมข้างเดียวกันหรือที่ผนังทรวงอกที่เต้านมเคยอยู่
การตรวจวินิจฉัย
1. SBE (self breast Examination) วงการแพทย์เชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุด
และเนิ่นที่สุดในการค้นหามะเร็งเต้านมคือ การที่ผู้หญิงตรวจคลำเต้านมของตัวเองอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน
คือถ้ายังอยู่ในวัยที่มีประจำเดือนก็ตรวจที่ 5-7 วัน หลังประจำเดือนหมด เพราะเต้านมจะไม่ตึงคัดและไม่บวม แต่ในหญิงวัยหมดประจำเดือนจะตรวจวันไหนก็ได้ในแต่ละเดือนโดยให้กำหนดวันขึ้นเอง
หากพบการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ให้ไปปรึกษาคุณหมอเพื่อการตรวจยืนยัน
สิ่งที่จะให้มองหาหรือคลำหาตลอดชีวิตก็คือ
- ก้อนหรือการหนาตัวขึ้นเป็นหย่อมๆ บนเต้านมหรือที่รักแร้
- ผิวหนังบนเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีรอยบุ๋มลง หรือมีสีแดงเป็นจ้ำๆ
- หัวนมหรือบริเวณรอบหัวนมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีสารเหลวเยิ้มออกมาที่ไม่ใช่น้ำนม
ข้อสำคัญที่อยากจะเรียนท่านผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้คือ สิ่งที่คลำพบในเต้านมแล้วคิดว่าผิดปกติ
เช่น มีก้อนหรือรู้สึกตะปุ่มตะป่ำนั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง แต่ก็ต้องให้คุณหมอช่วยยินยัน
เพราะถ้าเป็นมะเร็งก็จะได้รีบรักษา โดยไม่ปล่อยให้ลุกลามไปกว่านั้น ตรงนี้คือกลยุทธ์ของการจัดการกับมะเร็งเต้านม
2. Mammography
ได้มีการพัฒนาวิธีการถ่ายภาพเต้านมด้วยเอกซเรย์มาหลายสิบปีแล้วจนสรุปได้ว่า
ขณะนี้ปริมาณรังสีที่ใช้ถ่ายภาพต่ำมากจนไม่เป็นอันตราย ผู้หญิงส่วนใหญ่สามารถไปรับการถ่ายภาพปีละครั้งได้
โดยไม่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งจากรังสี เราเรียกการถ่ายภาพรังสีของเต้านมว่า Mammography
และภาพถ่ายที่ได้ว่า Mammogram
ภาพรังสีจะช่วยค้นหาความผิดปกติของเต้านม เช่น มีก้อนก่อนที่จะคลำได้ด้วยมือ
แม้กระนั้นก็ยังตรวจหาไม่ได้ 100%
ทางที่ดีที่สุดจึงต้องผสมผสานระหว่างการตรวจด้วยตนเอง + การใช้เอกซเรย์ + การตรวจของคุณหมอ
แต่เนื่องจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ยังมีราคาแพง ครั้งละกว่า 1,000 บาทขึ้นไป จึงต้องเลือกถ่ายเฉพาะบางคน
ใครควรถ่ายเอกซเรย์เต้านมบ้าง ? แนวทางปฏิบัติคือ
ในผู้หญิงอายุระหว่าง 20-39 ปี ควร
1. ตรวจเต้านมของตนเองทุกเดือน
2. ให้คุณหมอตรวจเต้านมให้อย่างน้อยทุก 3 ปี
ในผู้หญิงอายุต่ำกว่า 40 ปี แต่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น มีพี่น้องหรือคุณแม่เป็นมะเร็งเต้านมตั้งแต่อายุยังน้อย หมอก็อาจพิจารณาเพิ่มเอกซเรย์เต้านมปีละครั้งอีกอย่างหนึ่ง
ในผู้หญิงอายุ 40-49 ปี ที่ไม่มีความเสี่ยงสูง
1. ตรวจเต้านมของตัวเองทุกเดือน
2. ให้คุณหมอตรวจเต้านมให้ทุกปี
3. เรียนถามคุณหมอว่าจะให้ถ่ายเอกซเรย์เต้านมบ่อยแค่ไหน (ในคนที่มีความเสี่ยงสูงควรถ่ายทุกปี)
ในผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ไม่มีความเสี่ยงหรือมีความเสี่ยงสูง
1. ตรวจเต้านมของตัวเองทุกเดือน
2.ให้คุณหมอตรวจเต้านมให้ทุกปี
3. ตรวจแมมโมแกรมทุกปี
ถ้าตรวจพบก้อนในเต้านมแล้ว คุณหมออาจจะต้องขอส่งตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมเช่น ใช้อัลตราซาวนด์ ตัดชิ้นเนื้อหรือใช้เข็มเจาะเนื้อหรือสารเหลวมาตรวจล่าสุดมีการใช้เทคโนโลยีสนามแม่เหล็กไฟฟ้ามาถ่ายเต้านม (MRI)
การรักษา
1. เมื่อราว 20-30 ปีก่อนหน้านี้
ผู้หญิงที่มีมะเร็งเต้านมจะได้รับการผ่าตัดชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า
Radical Mastectomy (อ่านว่า แร-ดิ-คอส-ม้าส-เต็ก-โต-มี่) ซึ่งจะมีการตัดเต้านมออกทั้งเต้า
ตัดต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ข้างเดียวกันออกทั้งหมด ตัดกล้ามเนื้อทรวงอกใต้เต้านมออก
มีผลทำให้หน้าอกด้านนั้นแบนราบ มีแผลเป็น มีร่องที่หน้าอก ต่อมาแขนข้างนั้นอาจจะบวม
เพราะน้ำเหลืองระบายไม่ได้ ต่อมาจึงตัดเต้านมให้น้อยลง เช่น ถ้าตรวจเจอก้อนที่เต้านมตั้งแต่มีขนาดเล็ก ศัลยแพทย์ก็อาจจะตัดเฉพาะก้อนและเนื้อเยื่อข้างเคียงออกบ้างโดยเต้านมยังคงรูปเดิม
เรียกว่า Lumpectomy (อ่านว่า ลั้ม-เป๊ก-โต-มี่) แต่ต้องฉายรังสีตาม
หรือตัดแต่เพียงเต้านมข้างนั้นออก เรียกว่า Total หรือ Simple Mastectomy
(อ่านว่า โต-ต้าล-หรือ-ซิม-เปิ้ล-มาส-เต๊ก-โต-มี่)
2. รังสีวิทยา มี 2 แบบคือ
1. ฉายจากภายนอกสู่ทรวงอก หรือเต้านมข้างนั้น (External Radiation)
2. ฉายจากภายใน โดยฝังแร่กัมมันตรังสีเข้าไปในเนื้อเต้านม
(เรียกว่า Brachytherapy = อ่านว่า เบร-คี่-เทอ-รา-ปี่)
3. เคมีบำบัด ส่วนใหญ่จะใช้ฉีดเข้าเส้นเลือดดำ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ยาไปทำลายเซลล์มะเร็ง
ที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายส่วนต่างๆ
4. ฮอร์โมนบำบัด โดยให้ยาต้านฮอร์โมนที่ช่วยการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
ความคืบหน้าของการผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านม
เนื่องจากมะเร็งเต้านมชอบลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ข้างเดียวกัน
หลักการรักษาโดยการผ่าตัดจึงต้องครอบคลุมต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ด้วย แต่ถ้าตัดออกหมดจะทำใหห้แขนบวมเพราะน้ำเหลืองระบายไหลเวียนผ่านรักแร้ไม่ได้อีกต่อไป
หลังๆ นี้จึงมีการพิจารณาหาทางเลือกตัดต่อมน้ำเหลือง เฉพาะต่อมที่มีมะเร็งลุกลามไปถึงเท่านั้น
โดยฉีดสีพิเศษเพื่อตามไปดูว่ามะเร็งลุกลามไปต่อมไหน ก็ตัดต่อมนั้น
เรียกต่อมน้ำเหลืองดังกล่าวว่า Sentinel Node (อ่านว่า เซ็น-ติ-เนล-โหนด)
ขณะนี้กำลังมีงานวิจัยขนาดใหญ่เพื่อศึกษาผลดีผลเสียอยู่
การเสริมสร้างเต้านมใหม่
มีความเป็นไปได้สูงที่ศัลยแพทย์ตกแต่ง จะสามารถสร้างเต้านมใหม่ทดแทนของเก่าที่ถูกตัดออกไปแล้ว
โดยอาจทำพร้อมกันไปหรือทำทีหลังก็ได้
ดังนั้น ขออย่าได้ตัดสินใจเด็ดขาดในการไม่ยอมให้หมอตัดเต้านมที่เป็นมะเร็ง
เพียงเพราะกลัวสูญเสียของสำคัญ
(update 2 มิถุนายน 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2544 ]
|