12 ปี สร้างตัวตนบนอารมณ์สงบ


วัยนี้เป็นเวลาสบายๆ ของพ่อแม่ค่ะ
เพราะอายุสิบสองปี เป็นช่วงของความสดชื่นแจ่มใส อารมณ์ดี มีความสุขกว่าปีก่อนแยะ
คุณพ่อคุณแม่จะแปลกใจที่พบว่า ลูกคนเดิมคนเดียวกันนั้นแหละ ที่ไม่เคยลงรอยกันง่ายๆ เจ้าอารมณ์เป็นที่หนึ่ง แล้วก็หาเรื่องชวนทะเลาะได้กับทุกคน ตั้งแต่พ่อแม่ยันพี่น้อง และพี่เลี้ยง หรือแม้แต่เจ้าตูบที่บ้าน อารมณ์แปรปรวนราวคลื่นลมในฤดูมรสุม และขี้โมโหเป็นไฟตอน 11 ขวบนั้น เปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด อาการอย่างที่ว่าหายไปบ้าง แม้ไม่หายหมด แต่ก็หายไปเยอะ
ไม่ตั้งหน้าตั้งตาเป็นปฏิปักษ์อย่างปีก่อน

ปีนี้ลูกจะปรับตัวง่าย ไม่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาสุดขั้วอีกแล้ว มีเหตุมีผลพอสมควร ไม่ว่าพี่แกจะเจอะเจอสถานการณ์อย่างไร ดูเหมือนกับว่าแกพยายามทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ไม่ว่าเรื่องดีเรื่องร้าย ด้วยอาการอันสงบขึ้น ไม่ทำให้เรื่องยุ่งหรือปั่นป่วนวุ่นวายมากขึ้นอย่างแต่ก่อน

ทุกบ้านจะแอบชมเป็นเสียงเดียวกันว่า วัยสิบสองแสดงถึงพัฒนาการทางอารมณ์ที่มั่นคงขึ้น มีความรับผิดชอบสูงขึ้น เขาพอรู้และเข้าใจตัวตนของตนเองว่าที่บ้าน ตัวเป็นใคร เป็นสมาชิกของบ้านที่ต้องแสดงบทบาท ควรทำตัวอย่างไร และเขาก็ทำได้ดีทีเดียว

ที่โรงเรียน อารมณ์ของเขาต่อโรงเรียนก็เป็นไปในทางสร้างสรรค์ขึ้น ตั้งอกตั้งใจรับผิดชอบการงานที่คุณครูให้ ถึงบางครั้งจะเกิดหงุดหงิด ไม่ชอบอกชอบใจขึ้นมาบ้างกับการบ้านหรือการงานที่คุณครูให้ "ให้การบ้านเยอะจัง งานชิ้นนี้ไม่ค่อยเข้าใจเลย…" แต่เขาก็มักจะยินดีทำงานจนสำเร็จ กับโรงเรียนเขาอยากแสดงบทบาทให้ดี จนถึงกับอาจจะเป็นกังวลบ้าง เป็นต้นว่า กลัวจะทำการบ้านไม่ทัน ถ้าป่วยก็ไม่อยากหยุดเรียนด้วยซ้ำ…กลัวเรียนไม่ทันเพื่อน

สบายใจได้ใช่ไหมคะ ถ้าพัฒนาการพื้นฐานทางอารมณ์ของเขาในวัยสิบสองขวบ จะเป็นไปในรูปนี้
คุณพ่อคุณแม่โดยเฉพาะคุณครู อาจจะช่วยประคองพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดีๆ ของพรีทีนปีนี้ ให้มั่นคงยาวนานและเป็นฐานที่ดีก่อนขึ้นสู่วัยรุ่นปีหน้า ด้วยการส่งเสริมให้กำลังใจเขาและใกล้ชิดเขามากขึ้น

ความจริงอารมณ์โกรธ อารมณ์กลัว ใช่ว่าจะหายไปเลยเป็นปลิดทิ้งดอกนะ ยังมีอาการฉุนเฉียวบ้าง กลัวบ้าง เพียงแต่ปฏิกิริยาในปีนี้ไม่รุนแรงเท่าปีก่อน เวลาโกรธมากๆ ไม่โวยวาย แต่อาจจะตอบสนองด้วยการเงียบ ขมุบขมิบอยู่ในลำคอ หรือกระแทกเท้าเดินออกไปเงียบๆ บางทีอาจจะโกรธจัดจนร้องไห้บ้าง แต่ไม่มากนักหรอกค่ะ เพราะวัยนี้ไม่ใช่วัยน้ำหูน้ำตา…โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย เขาจะรู้สึกว่าเขาโตแล้ว ต้องไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น… ปฏิกิริยาต่อความโกรธอย่างรุนแรง โดยการแสดงออกทางกาย เตะต่อย…จะมีหลงเหลือบ้าง วัยนี้นับว่าเป็นวัยสุดท้ายของการแสดงออกทางอารมณ์แบบนี้แล้ว จะหันมาทางวาจามากกว่า

อารมณ์กลัว วัยนี้อาจจะมีอยู่บ้าง กลัวความมืดบ้างละ อยู่บ้านไม่กี่คนเปิดไฟเสียสว่างโร่ กลัวการอยู่คนเดียวบ้างละ ขึ้นบ้านชั้นบนตามลำพังไม่ค่อยได้บ้างละ ต้องให้ใครขึ้นไปส่งเมื่อถามว่า อ้าว ไหนว่าไม่กลัวไง…เขามักจะตอบว่า " ไม่กลัวหรอก แต่มันรู้สึกยังไงไม่รู้…" หรือเขามักจะทำท่าเหมือนได้ยินเสียงแปลกๆ ที่หลังบ้าน แต่ถ้าเทียบกับปีก่อน อาการกลัวนับว่าดีขึ้นมาก วัยสิบเอ็ดที่ไม่กล้าเข้านอนตามลำพัง พอวัยสิบสองก็จะข่มความกลัว ยอมขึ้นนอนตามลำพังได้ แม้จะอิดๆ ออดๆ บ้างก็ตาม

วัยนี้คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นความไวในความรู้สึกของเขามากขึ้น เป็นต้นว่า เวลาพ่อเหนื่อยมาจากที่ทำงาน เขาจะรับรู้ได้เวลาแม่หงุดหงิดหรือเศร้า เขาจะช่างสังเกตมากขึ้น นั่นหมายความว่า เขาจะประณีตและใส่ใจในอารมณ์ของคนอื่นมากขึ้น นอกจากกับพ่อแม่หรือคนใกล้ตัวแล้ว เขายังไวกับความรู้สึกต่อคนอื่นๆ สะกิดใจ เช่น เด็กเร่ร่อนที่เห็นอยู่ริมทาง คนแก่ที่ไม่มีใครดูแล ฯลฯ
เขาเริ่มออกจากการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

ถึงแม้เขาจะมีอารมณ์ละเอียดละเมียดละไมกับคนอื่น โดยเฉพาะกับพ่อแม่มากขึ้น แต่ถึงวัยนี้แล้วอย่าหวังว่าเขาจะแสดงความรักกับพ่อแม่มากเท่าปีก่อนๆ และแม้จะชอบให้พ่อแม่แสดงความรัก กอด หอม ลูบหัว เวลาอยู่ที่บ้าน บางครั้งบางคราวเขาเป็นฝ่ายกระแซะเข้ามาให้พ่อแม่กอด แต่เวลาไปรับไปส่งที่โรงเรียน ก็อย่าได้คาดหมายว่า เขาจะยอมให้พ่อแม่หอมแก้มร่ำลาก่อนเข้าโรงเรียนเป็นอันขาด… อายเพื่อน…เรื่องนี้ซีเรียสนะ…

ส่วนอารมณ์มันส์กับการแข่งขัน ที่พร้อมจะแข่งขันทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างวัยสิบเอ็ด อะไรๆ ก็แข่งดะ…แข่งสอบ แข่งวิ่งเปี้ยว แข่งเตะบอล แข่งเล่นเกม แข่งตอบโจทย์คณิตศาสตร์ ฯลฯ อาจลดลงไปบ้าง เพราะเขาจะลดความรู้สึกอยากท้าทาย และอยากทำอะไรเกาะกลุ่มไปกับเพื่อน มากกว่าจะกระโดดลงไปแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
เขาน่ารักมากขึ้นตรงที่…อารมณ์ขันมากขึ้นด้วยละ

วัยนี้คุณพ่อคุณแม่จะพบว่า เขามีความเชื่อมั่นในตัวเองดีขึ้น ดูเหมือน เป็นผู้ใหญ่ ขึ้นในสายตาพ่อแม่ เขาดูแลตนเองได้ เรื่องประจำวันไม่ต้องปากเปียกปากแฉะกันอีก รับผิดชอบตัวเองได้มากขึ้น อารมณ์แจ่มใสและเป็นมิตร ช่างคิดเจ้าไอเดีย รู้จักวางแผน ถ้าจะทำอะไรร่วมกันไม่ว่าในบ้าน ในกลุ่มเพื่อน เขามักจะชอบออกไอเดียกัน " เอางี้มั้ยครับ เราจะ…"

กระบวนการค้นหาตัวเองของเด็กวัยสิบสองปีนั้น ทำขึ้นด้วยวิธีสร้างการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน
เขาจะใส่ใจว่า ตัวเองนั้นมีความเหมือนหรือแตกต่างจากเพื่อนหรือเปล่า ทั้งทางร่างกาย-รูปร่าหน้าตา ท่าทาง และมีกิจกรรม มีโอกาส หรือมีประสบการณ์เหมือนเพื่อนบ้างไหม เขาไม่อยากให้ตัวเองผิดแผกแปลกแตกต่างไปจากเพื่อน ช่วงนี้ละ ที่จะเริ่มกังวลว่าตัวเองจะเฉิ่ม เชย พิลึก เพราะไม่เหมือนเพื่อน

ขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มเรียนรู้และมองตัวเองเปรียบเทียบกับโลกรอบตัว แล้วเขาจะเริ่มตระหนักความเป็นตัวเองชัดขึ้น รู้ว่าตัวเองเก่งหรือมีดีตรงไหน และมีจุดด้อยอะไร เมื่อเทียบกับคนอื่น

ความเป็นเหตุเป็นผลของเขาจะมีมากขึ้น ด้วยความรับรู้ที่มากขึ้นตามวัย เขาพอจะเข้าใจว่าทำไมเรื่องนั้นเรื่องนี้จึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และทำไมไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พอเข้าใจเหตุผล เขาก็พอที่จะยอมรับสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ตามสมควร นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงมองวัยนี้ว่า เป็นวัยที่มีความยืดหยุ่นและปรับตัวง่าย

ด้วยความรับรู้ที่มีต่อโลกกว้างขวางขึ้น วัยสิบสองจะเข้าใจเรื่องอนาคตมากขึ้น ไปคุยเรื่องอนาคตกับเขาได้รู้เรื่องขึ้น เช่น ถ้าถามเขาว่า จะเข้ามหาวิทยาลัยไหม จะทำงานอาชีพอะไร จะมีครอบครัวไหม…ฯลฯ เขาจะสนใจตอบคำถามเหล่านี้ เช่น ถ้าถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เขาอาจจะตอบว่า เป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นครู เป็นพ่อครัว

เมื่อถามว่า " ทำไมถึงอยากเป็นนักบิน…เป็นพ่อครัว…" เขาจะมีความชัดเจนมากกว่าปีก่อน สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมถึงอยากมีอาชีพอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะเขาคิดฝันไปเอง แต่เขาเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงบางอย่างจากตัวตนของเขาเอง เช่น เขารู้ว่าตนเองสนใจอะไร มีความถนัดอะไร…

จุดนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่บอกให้พ่อแม่และผู้ใหญ่เรารู้ว่า วัยสิบสองปี หรือพรีทีนปีสุดท้ายนี้ เขามีพัฒนาการทางจิตใจที่มั่นคงขึ้นนั่นเอง

(update 19 ธันวาคม 2002)
[ ที่มา.. life & family   ปีที่ 6 ฉบับที่ 62 พฤษภาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600