คุณพ่อคุณแม่คงจะสังเกตเห็นจากแนวพัฒนาการของเด็กวัยพรีทีน และทีนเอจ ที่นำเสนอในไลฟ์ แอนด์ แฟมิลี่
มาตลอดว่า เด็กๆ นั้นพัฒนาการของเขาจะเป็นจังหวะ เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงเหมือนอย่างน้ำขึ้นน้ำลง
จากพฤติกรรมก้าวออกสู่โลก แล้วก็ถดถอยเข้าสู่โลกของตัวเอง ก้าวหน้า แล้วก็ถดถอย
อย่างนี้หลายครั้ง
บางคนท้วงว่าไม่ใช่จังหวะแบบน้ำขึ้นน้ำลง เพราะพฤติกรรมเด็กนั้น เมื่อก้าวขึ้นมาแล้วจะไม่ได้กลับไปที่เดิม
หากเหมือนๆ ตะปูควง ที่มันหมุนควงจากทางซ้ายแล้วไปขวา กินเนื้อไม้ได้หน่อย แล้วก็กลับไปทางซ้าย
แล้วก็ไปทางขวาทุกครั้งที่หมุนก็จะกินเนื้อไม้ลึกลงไปเรื่อยๆ ปลายตะปูไม่ได้อยู่ที่เดิม
หรือย่ำอยู่กับที่ ปลายของมันแทงลึกลงไปตลอดเวลาที่ถูกหมุนควง
นั้นหมายถึงว่า แม้จะเข้าสู่ถดถอย แต่เด็กๆ ก็ไม่ได้ถอยกลับไปที่เดิม แต่เขาถอยเข้าไป
ณ ที่ใดที่หนึ่งที่เขาปลอดภัย แล้วจึงออกมาสู่โลกกว้าง
ฉะนั้น ทุกครั้งที่ผ่านช่วงถดถอย จึงไม่มีอะไรที่พ่อแม่จะต้องลำบากใจจนเกินไป
เพราะอีกไม่นานเขาก็จะก้าวหน้าเข้าสู่จังหวะใหม่ต่อไป
นี่คือจังหวะของธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตมนุษย์ทุกคน ต่างกันเพียงที่ระยะเวลา
และความหนักหน่วงของอาการแสดงออกเท่านั้นเอง
หาตัวตน
สิบสี่เป็นวัยที่กล่าวไปใน 2 ตอน ก่อนหน้านี้ว่า เขาจะออกสู่โลกกว้าง และเป็นช่วงชีวิตที่ค่อนข้างสมดุล
ตอนสิบสาม พี่แกหมกเป็นหมีดุอยู่ในถ้ำ ค้นหาตัวเองและสร้างเสริมพละกำลังกาย-ใจของตนเอง
เพื่อพยายามสร้างสำนึกแห่งความเป็นตัวเราขึ้น ถึงวันนี้ ประมาณสิบสี่ปี เจ้าหมีดุก็อยากเอาสำนึกแห่งตัวตนออกมาจากถ้ำ
มาติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นๆ
พออกมาสัมพันธ์กับคนอื่นแล้วได้เห็นคนอื่น ได้รู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไร
นี่เอง
จะเป็นแหล่งข้อมูลที่ยืนยันเข้มแข็งที่สุดแก่ตัววัยสิบสี่ว่า ตัวตนของเรานั้นน่าเป็นอย่างไร
ควรแตกต่างจากคนอื่นตรงไหน เขาจะเริ่มเล็งแล เปรียบเทียบตัวเองหรือตับคู่เทียบกับคนโน้นคนนี้
การเห็นคนอื่นๆ เยอะๆ เป็นวิธีหนึ่งที่เขาจะใช้ในการฟอร์มตัวของเขาเอง
ตามอย่างเพื่อน
อย่างไรก็ตาม ด้วยวัยที่ยังไม่แข็งกล้า ความเป็นตัวของตัวเองยังก่อรูปร่างได้ไม่แข็งตัวเต็มที่
วัยสิบสี่จึงดูเหมือนจะสร้างความปลอดภัยในใจ ด้วยการพุ่งเข้าหาคนอื่น หาเพื่อน (ต่างจากปีก่อนที่ตีตัวออกห่าง
หมกตัวอยู่คนเดียว) เขาจะพยายามทำตัวให้เหมือนเพื่อนเอาไว้ให้มากที่สุด แต่งตัวให้เหมือนกัน
ทำท่าทางคล้ายๆ กันพูดจาภาษาเดียวกัน หรือแม้แต่คิด ก็พยายามจะคิดคล้ายกับเพื่อนที่เลือกสรรแล้วให้มากที่สุด
ความคิดของวัยสิบสี่เขาจะวนเวียนอยู่กับว่า
ตัวเองเหมือนเพื่อนไหม ถ้าเหมือน
ก็จะสบายใจว่าฉันนั้นเป็นปกติ และถ้าไม่เหมือน ส่วนมากก็จะไม่ชอบใจในสิ่งที่ตนเองเป็น
รูปร่างหนูไม่เหมือนของนุ่นเลย ทำไมผมจะซื้อเสื้อแบบโจ้ไม่ได้ ใครๆ ในกลุ่มเขาก็ใส่กันทั้งนั้น
หนูต้องไปขึ้นรถพร้อมเพื่อน พ่อแม่ไม่ต้องไปส่งค่ะ ไม่มีพ่อแม่ของใครไปส่งหรอก
เจอเข้าแบบนี้
พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็เซ็ง
ไปตามๆ กัน
เป็นทาสของเพื่อนไปแล้วหรือไร
ทีพ่อแม่พูดอะไรไม่ถูกใจไปหมด
แต่เพื่อนพูด
ไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าผิดหรือถูก
ตามอย่างกันไว้ก่อนทุกเรื่อง
อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเพื่อนละก็ จะเป็นจะตายได้ง่ายๆ ทีเดียว
ถึงตรงนี้ ผู้ใหญ่เราควรเข้าใจว่า การเข้าหาเพื่อนเป็นช่วงจังหวะที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง
สำหรับการเริ่มต้นสร้างตัวตนในวัยรุ่น ถ้าไม่มีเพื่อนในวัยเดียวกันให้เขาเรียนรู้
ก็เป็นการยากที่เขาจะสร้างตัวตนของเขาขึ้นมา
เอาชนะพ่อแม่
และเราจะเห็นกับตาทีเดียวว่า ในวัยที่ก้าวออกมาจากถ้ำนั้น พวกเขาจะออกมาอย่างมีชีวิตชีวาผิดหูผิดตา
มีความสนุกสนานขึ้น มีเรื่องเยอะแยะมากมายที่อยากจะไปทำกับเพื่อนกับสังคมกับโลกกว้าง
อยากเล่นกีฬา ชอบออกเดินทาง สนใจทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ เอาจริงเอาจังกับการฟังดนตรี
ตรงนี้น่าดีใจใช่ไหมคะ เห็นลูกมีความสุขขึ้น พ่อแม่คนไหนๆ ก็ดีใจ คราวนี้จะได้ไม่ต้องเห็นหน้านิ่วหน้าบูด
ที่วันๆ มีแต่เรื่องไม่ชอบอกชอบใจ แว้ดๆ ใส่กันอย่างปีก่อนๆ
แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องทำใจในประเด็นใหม่ ค่ะ
เพราะเมื่อถึงวัยที่เขาออกจากถ้ำ นอกจากสำนึกของความเป็นตัวของตัวเอง
ที่จะออกไปเรียนรู้กับคนอื่นในโลกกว้างแล้ว สิ่งที่พัฒนามาพร้อมๆ กันก็คือ
ความต้องการแยกตัวออกจากโลกของผู้ใหญ่
โดยเฉพาะโลกของพ่อแม่!!!
นักวิชาการฝรั่งจาก Gesell Institute of Human Development ตั้งข้อสังเกตทางจิตวิทยาว่า ดูๆ ไปคล้ายกับว่าวัยสิบสี่นั้นจะไม่มีทางรู้สึกว่าตัวเองสำเร็จและเป็นคนที่สมบูรณ์แล้ว ตราบที่ยังไม่เทียบเท่าหรือนำหน้าพ่อแม่ แต่ไอ้การที่จะเอาชนะพ่อแม่ได้จริงนั้นเป็นเรื่องยาก วิธีที่จะสร้างความรู้สึกชนะได้ก็มีแต่ต้องเอาพ่อแม่ให้ลงในทางจิตวิทยา
ด้วยการแสดงท่าทีว่า ชนะ
พ่อแม่วัยนี้จึงมักจะเผชิญเรื่องหงุดหงิดใจตรงที่ว่า ไอ้เจ้าท่าทางขี้หงุดหงิดเบื่อโลกเมื่อปีที่แล้ว
ของไอ้หนุ่มวัยสิบสามมาปีนี้กลับกลายเป็นท่าทางยโส อวดดี จองหองกับพ่อแม่
ในบ้านนอกบ้าน
คนละคน ?
โปรดเข้าใจว่า วัยสิบสี่จะประพฤติตัวในบ้านกับนอกบ้านต่างกัน ที่บ้านพ่อแม่อาจจะบอกว่า
เอาแต่เรื่องของตัวเองไม่ดูแลคนอื่น ไม่ดูแลบ้าน แล้วก็ขี้เกียจ (งานบ้าน)
ถ้าไปตำหนิติว่าเขาอย่างนั้นเข้า
เขาเป็นโกรธปุดๆ " ทีเพื่อน ทีคุณครู ทีคุณแม่ของนุ้ยไม่เคยว่าหนูอย่างนี้ มีแต่ชมว่าหนูมีน้ำใจ
ช่วยเหลือคนอื่น กระตือรือร้น ให้ทำอะไรก็แข็งขัน
ฮือ ฮือ คุณแม่น่ะจับผิดหนู เกลียดหนู ใส่ร้ายหนู
"
ความจริงก็คือ เพื่อนๆ กับคุณครู กับคุณแม่ของนุ้ยคงจะเห็นสาวน้อย น่ารัก อย่างนั้นจริงๆ
ส่วนภาพที่คุณพ่อคุณแม่เห็นสาวน้อย ก็เป็นอย่างที่เข้าใจนั่นแหละค่ะ
ทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครมองผิดหรอกค่ะ เพราะสาวน้อยทำตัวในบ้านกับนอกบ้านไม่เหมือนกัน
!!!
แต่ไม่ใช่ความผิดหรืออาการหน้าไหว้หลังหลอกอะไรทำนองนั้นนะคะ
แต่มันเป็นพัฒนาการตามธรรมชาติอย่างที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น เขาต้องการจะออกสู่โลก เขารู้สึกดี เป็นมิตรกับโลก
เขากระตือรือร้นต่อโลก แต่ขณะเดียวกัน เขาก็เกิดปมทางจิตวิทยาที่ต้องการเป็นอิสระจากพ่อแม่
เขาอยากเอาชนะ เขาไม่อยากเชื่อถือ ไม่อยากให้ความร่วมมือ
เพื่อที่เขาจะบอกตัวเองได้ว่า ฉันก็เป็นตัวฉันแล้ว
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือพัฒนาการที่เราพบเห็นได้ในเด็กวัยสิบสี่ ในด้านที่เกี่ยวกับการบ่มเพาะ
ความเป็นตัวของตัวเองค่ะ
แต่อาการเหล่านี้ก็ยังมีขึ้นมีลง เหวี่ยงเปะปะไปมาอยู่บ้างนะคะ อย่าไปเข้าใจว่า
เมื่อพัฒนาตามนี้แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ไปตลอดกาล
อาจจะเหวี่ยงกลับไปเป็นอาการวัยสิบสามบางครั้งบางคราวก็ได้
มันเป็นระยะแรกของการพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองค่ะ
แล้วพ่อแม่เราจะทำอย่างไรดี
ก่อนอื่น ถ้าคุณพ่อคุณแม่เข้าใจในพัฒนาการตามธรรมชาติของเขา ตามที่อ่านมาทั้ง 3 ตอน
เข้าใจว่า "เออ
มันเป็นทำนองนี้เอง" (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนต้องเป็นแบบนี้ทั้งหมดนะคะ
แนวใหญ่ๆ จะคล้ายกัน แต่รายละเอียดของแต่ละบุคคลยังมีต่างๆ กันไป
ตามธรรมชาติอันเป็นปัจเจกบุคคลของมนุษย์เรา)
คงจะพอทำให้เราไม่หงุดหงิดด้วยความไม่รู้ "มันจะเอายังไงของมัน (วะ)"
ฉะนั้น
1. เมื่อเรารู้
เราก็พอจะทำใจได้กับสภาพที่เห็นและเป็นอยู่ของเขา เวลาเขาทำท่าจองหองก็จะได้ไม่โกรธ
"
เด็กเอ๋ยเด็ก
อยากแสดงตัวว่าเก่ง ก็ต้องทำท่ายังกะลูกแมวขู่หมา
" พอไม่โกรธไม่โมโห เรื่องราวก็ไม่เกิด
ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาใหญ่โตจนเข้าหากันไม่ได้ มันคงจะทำให้เราใจเย็นขึ้น
2. เมื่อรู้ว่าเขาพร้อมที่จะออกสู่โลกกว้าง พ่อแม่เราคงจะต้องเตรียมตัวออกคู่ไปกับเขาบ้าง
ชวนเขาออกไปทำกิจกรรมที่เขาชอบด้วยกัน ทำให้เขาเห็นว่าพ่อแม่ก็ทำตัวสบายๆ ไปกับเขาได้
เขาอยากมีเพื่อน
เราก็เป็นเพื่อนกันได้
3. เพื่อนของเขาเป็นอะไร อย่างไร เรารับฟังได้ หาวิธีที่จะสื่อสารกับเพื่อนๆ ของเขา การเชิญเพื่อนๆ
ลูกมาเล่นกันทำกิจกรรมกันที่บ้านของเรา โดยเราเปิดโอกาส สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร
ก็จะทำให้เขารู้ว่าพ่อแม่นั้นยอมรับเพื่อนของเขานั่นคือยอมรับเขานั่นเอง
4. วัยนี้เขาไม่อยากให้พ่อแม่มา ข่ม ก็เขากำลังจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว???!! ดังนั้น
ท่าทีสั่งสอนว่ากล่าวตำหนิอย่างกับเขาเป็นเด็กเล็กๆ ไม่เหมาะเสียแล้ว
เขาต้องการท่าทีที่ยอมรับว่าเขาก็เป็นคนคนหนึ่ง จะตำหนิติว่าก็ขอให้เป็นแบบผู้ใหญ่พูดกับผู้ใหญ่ด้วยกันเถอะคร้าบบ
5. แต่กับท่าทีที่ไม่งามของเขา ไม่ว่าจะเป็นการตีตัวออกห่าง ท่าทีแบบไม่เคารพ ฯลฯ นั้น ค่อยๆ
หาทางพูดกันเมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะของคนไทยเรา
แม้เราจะเข้าใจพัฒนาการธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องยอมรับอย่างยอมจำนน
ลูกจะเอายังไงก็ได้ หากแต่เราจะต้องช่วยให้เขาค่อยๆ เข้าใจว่า การจะเป็นผู้ใหญ่นั้น
เนื้อแท้อยู่ที่ใด
หาใช่ด้วยท่าทีที่ไม่เคารพหรือรุกรานพ่อแม่แต่อย่างใด
คุณพ่อคุณแม่คงจะเห็นนะคะว่า วัยสิบสี่กับความเป็นตัวของเขา
ไม่ยากอย่างที่คิดหรอกค่ะ
(update 25 พฤศจิกายน 2002)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 6 ฉบับที่ 61 เมษายน 2544 ]
|