วัย 12 ขวบ : สาวปรี๊ดกับเจ้าเปี๊ยก


ในที่สุด ลูกรักของเราก็เข้าสู่วัย 12 ปี
หลังจากที่รบรากับเจ้าตัวเก่งตัวร้ายวัยสิบเอ็ดมาพอแรง
ปีนี้คุณพ่อคุณแม่คงอยากรู้ว่า วัยสิบสองจะพัดเพไปทางไหน…บอกใบ้ให้ดีใจก่อนว่า
ปีนี้โดยพัฒนาการตามธรรมชาติลูกเขาจะสงบลงค่ะ

ความกระตือรือร้นยังเป็นลักษณะเด่นของวัยนี้อยู่ ยังมีพลังงานเหลือเฟือมหาศาลเหมือนเดิม แต่พลังงานที่ทะลักทลายออกมาอย่างกระจัดกระจายเมื่อปีกลายนั้น ปีนี้เขาจะรู้จักจัดการกับพลังงานของเขาได้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้น แทนที่จะใช้การกระทำ เช่น พุ่งไปสำรวจทุกสิ่งทุกอย่างในห้องใหม่ เขากลับจะใช้สายตาหรือภาษา…เข้ามาแทน เช่น หยุดกลางห้อง นิ่ง กวาดสายตามองไป ปากก็ถามในสิ่งที่อยากรู้อยากเห็น โดยไม่ต้องเข้าไปสัมผัสเองเสียทุกอย่าง

ซึ่งตรงนี้เอง ที่นักจิตวิทยาชี้ว่า มันเป็นการสะท้อนออกถึงความสามารถแบบใหม่ ในการรับรู้เชิงนามธรรม ซึ่งทำให้เขารับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้กว้างกว่า และมีความยืดหยุ่นกว่าการที่ลงไปจับทำเพียงอย่างเดียวเหมือนเดิม


พัฒนาการทางร่างกาย


ลูกสาวลูกชายวัยสิบสอง มีพัฒนาการร่างกายต่างกันราวกับเทียบผิดรุ่น

ดูจากส่วนสูงและน้ำหนักเฉลี่ยก็ได้ค่ะ สำหรับเด็กไทยโดยเฉลี่ย เด็กชายวัยสิบสองจะสูงประมาณ 141-151 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 32-42 กิโลกรัม แต่สาวน้อยวัยสิบสองนั้น จะมีความสูงพุ่งปรี๊ดไปที่ประมาณ 145-153 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 35-45 กิโลกรัม

แต่นี่ก็เป็นตัวเลขของเด็กไทยวัยสิบสองส่วนใหญ่ ซึ่งเก็บสถิติมาจากทั้งชนบทและในเมือง เล็กๆ ใหญ่ๆ เฉลี่ยกันไป…ดังนั้น ถ้าเป็นเด็กชนชั้นกลางขึ้นไปในเมือง ที่เติบโตมาพร้อมกับอาหารการกินและสุขภาพอนามัยที่ดี เราอาจพบว่าเด็กหญิงวัยสิบสองกลุ่มนี้สูงเฉลี่ยถึง 155-160 เซนติเมตร

และดูจากเพื่อนๆ ในห้องเรียนของลูก จะพบว่า โดยเฉลี่ยเด็กผู้หญิงจะสูงกว่า ยิ่งเด็กผู้หญิงในกลุ่มที่สูง อาจจะสูงกว่าเด็กผู้ชายในกลุ่มสูงเสียด้วยซ้ำ น่าจะพูดได้ว่า เด็กหญิงนั้นเป็นสาวปรี๊ดแล้ว ส่วนเด็กชายนั้นบางคนอาจจะสูง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเจ้าเปี๊ยกอยู่เลย


  ร่างกายลูกสาว

ส่วนใหญ่ช่วงวัยสิบสองนั้น ลูกสาวจะเริ่มเข้าสู่ก้าวที่ใหญ่ที่สุดในพัฒนาการทางร่างกาย อวัยวะต่างๆ จะฟอร์มตัวเป็นรูปร่างและทำหน้าที่แบบผู้หญิงแล้ว ทั้งความสูงและน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นพรวดพราดอย่างที่กล่าวไปแล้ว ปลายวัยสิบสองก่อนขึ้นสิบสาม เด็กหญิงส่วนใหญ่จะมีความสูงเป็น 95% ของความสูงของเธอเมื่อโตเต็มที่ ถ้าปลายปีนี้ น้องแอนสูง 160 เซนติเมตร นั่นหมายถึงว่าความสูงเมื่อโตเต็มที่ของน้องแอนน่าจะเป็น 168 เซนติเมตร

ลองวัดดูสิคะ วันนี้ลูกสาวของคุณสูงเท่าไร ?

รูปร่างของลูกจะกลมกลึงขึ้น มีหน้าอกหน้าใจเห็นชัดเจนกว่าปีก่อน ที่เคยเป็นกังวลเรื่องหน้าอก ปีนี้จะรู้สึกเป็นปกติขึ้นกับส่วนอกของตนเอง แล้วก็จะมีขนรักแร้ปรากฏขึ้นด้วย

ปีนี้ เรื่องที่สนใจมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องการมีประจำเดือน ส่วนใหญ่จะต้องมีแล้ว และสมัยนี้ความกังวลก็ลดลงกว่าสมัยก่อน อาจจะด้วยความคุ้นเคยจากการโฆษณาผ้าอนามัยที่ดูเป็นธรรมดาไปแล้ว ต่างจากสมัยพ่อแม่ที่เรื่องประจำเดือน ยังเป็นเรื่องที่น่ากลัว น่าวิตกกังวล

โดยทั่วไป ช่วงแรกของการมีประจำเดือนอาจจะไม่สม่ำเสมอ และมีมาเพียงเล็กน้อย หลังจากนั้นไปสัก 2-3 เดือน อาจจะค่อยๆ มาเต็มที่ ช่วงวัยนี้เอง ใครที่มีลูกสาวและยังไม่เคยคุยกับลูกสาวในเรื่องประจำเดือน อันเป็นสัญญาณว่าร่างกายของเธอพร้อมต่อการเจริญพันธุ์ตามธรรมชาติแล้ว ก็คงจะเป็นเวลาที่ต้องคุยกัน

ลูกสาววัยสิบสองควรจะเรียนรู้ระบบร่างกายของเพศหญิงจากแม่ รู้ว่าอวัยวะต่างๆ ทำงานอย่างไร แรงกระตุ้นทางเพศเป็นอย่างไร ฯลฯ ไปจนถึงว่า หากมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นอาจจะเกิดผลต่อเนื่องอย่างไรบ้าง จากนั้นก็ควรนำไปสู่เพศศึกษาที่พึงประสงค์ การจัดความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามที่เหมาะสม ทัศนะที่ถูกต้อง

คุณแม่ควรช่วยให้ลูกเห็นว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา ตามธรรมชาติที่ใครๆ เขาก็เป็นกันทั้งนั้น ไม่ใช่ความผิดปกติเฉพาะของเราแต่อย่างใด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องชี้ให้ลูกตระหนักถึงความระมัดระวังในการวางตัวที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะตามแบบวัฒนธรรมไทยที่สอนให้ลูกสาวรักนวลสงวนตัว ไม่ส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เพราะนั่นจะหมายถึงการทำลายโอกาสพัฒนาตนเองของลูกสาวในทุกๆ ด้าน

(คุณแม่ท่านใดยังไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรกับลูกดี อาจจะหาข้อมูลจากหนังสือ เซ็กซ์สดใสวัยแรกรุ่น ของสำนักพิมพ์ ไลฟ์ แอนด์ แฟมิลี่ เพื่อเป็นแนวทางในการคุยกันได้ค่ะ)
วัยนี้คุยได้แล้วค่ะ ช้ากว่านี้อาจจะไม่ทันการณ์


  ร่างกายลูกชาย

ในขณะที่เด็กผู้หญิงวัยนี้ส่วนมากสูงใหญ่กันไปทั้งกลุ่มอย่างที่ว่าไปตอนต้นแล้ว แต่เด็กผู้ชายนั้นเราจะพบว่า พอถึงวัยสิบสองพวกหัวแถวสูงปรี๊ดไปเลยก็ไม่น้อย และที่ตัวกะเปี๊ยกๆ ดูไม่ต่างจากปีกลายก็ยังมาก

พวกหัวแถวอำพวกท้ายแถวได้ง่ายๆ…"อากาศข้างล่างเป็นไงบ้างล่ะ พวก…"
ในกลุ่มที่เจริญเติบโตได้ดี ร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยทั่วไปองคชาตและอัณฑะจะมีขนาดใหญ่ขึ้น มีขนขึ้นปกคลุมในบริเวณดังกล่าว ในวัยนี้บางทีจ้าวโลกก็มีอาการผงกหัวขึ้นเป็นครั้งคราว โดยที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับอารมณ์เพศ หรือการกระตุ้นทางเพศใดๆ จากภายนอกเลยก็เป็นได้ บางทีมันอาจจะเกิดขึ้นเพราะอารมณ์กลัวหรืออารมณ์โกรธก็เป็นได้ (ปรากฏการณ์แบบนี้มักจะหายไปเมื่อโตเป็นวัยรุ่นเต็มที่ แต่มีบ้างประปรายในวัยสิบเอ็ดสิบสอง)

พอฮอร์โมนเพศเริ่มทำงาน ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงกลไกทางสมองก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

อารมณ์เป็นหนุ่ม ชักจะทำท่ามาเยือน หลายคนในวัยนี้ที่มีรูปร่างเริ่มเป็นหนุ่ม จะเริ่มมีอาการเหลือบแลชะแง้ดูสาว (ทั้งๆ ที่บางทีตอนอยู่บ้านยังเปลือยกายโทงๆ วิ่งออกมาหยิบของนอกห้องน้ำอยู่เลย) แต่มันก็เป็นอาการสปาร์กแวบๆ เท่านั้นเอง ปิ๊งเร็วแล้วก็ไปเร็ว…

แต่อย่างไรก็ตาม ความสนใจในเรื่องเซ็กซ์ก็มีปรากฏขึ้นได้ในเด็กชายที่อยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งส่งเสริมในเรื่องนี้ เจ้าตัวเปี๊ยกหลายคนอาจจะเริ่มแอบดูรูปโป๊ บางคนอาจรู้จักทำมาสเตอร์เบชั่น

ภาพเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ บทโป๊ บทรักอีโรติกทั้งหลายนั้น…ยุคนี้พบเจอได้ง่ายนัก เราไม่สามารถกันออกไปจากความรับรู้ของลูกได้ง่ายๆ เพราะมันมีอยู่เต็มไปหมดในสื่อต่างๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นภาพยนต์ โทรทัศน์ หรือแม้แต่จากของจริงๆ ที่เห็นตามถนน ตามห้างสรรพสินค้า ดังนั้นลูกวัยสิบสองมีโอกาสรับรู้เรื่องนี้โดยปริยายมาตลอดเวลา

ปัญหาก็คือ เราจะให้เขารับรู้อย่างที่เขาเห็นและตีความไปเอง เข้าใจไปเอง…ให้เพื่อนช่วยอธิบายให้…ฯลฯ หรือจะให้พ่อแม่เข้าไปเกี่ยวข้อง

เด็กๆ นั้นต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง และควรได้รับมุมมอง ทัศนคติที่เหมาะสม เพื่อเป็นการวางรากฐานที่ดี ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเพศต่อไปในอนาคต ต่อไปเขาจะต้องมีคนรัก มีคู่ครอง มีครอบครัว…มีลูกเต้า หากเขามีพื้นฐานความคิดความเข้าใจทางเพศที่เหมาะสม ชีวิตของเขาก็จะมีความสุข แต่ถ้าวางรากฐานไว้ไม่ดี ผ่านประสบการณ์ทางเพศครั้งแรกๆ ที่ล้มเหลว อาจจะมีผลทางจิตวิทยาที่กระทบต่อชีวิตคู่ของเขาไปได้มากมาย

ในวัยนี้จึงเป็นวัยที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะหาโอกาสคุยกับลูกทั้งหญิงและชายในเรื่องเพศ

ลูกชายก็ต้องการข้อมูลและทัศนะที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องทางเพศจากพ่อแม่เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ปล่อยให้เขาออกไปหาความรู้เอาเองจากเพื่อน จากสื่อ หรือจากประสบการณ์ (ที่อาจนำไปสู่ความผิดพลาดในชีวิตโดยไม่รู้ตัว)

คนที่เหมาะที่จะคุยกับลูกชายในเรื่องนี้มากที่สุดก็คือ…คุณแม่… โดยอาจจะเริ่มการคุยอย่างเป็นธรรมชาติ ถึงความรู้ที่เป็นวิชาการว่า ร่างกายเด็กชายจะเติบโตอย่างไร มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง "แม่อ่านหนังสือมาว่า…ลูกจะมี… " ชวนคุยถึงการดูแลอวัยวะ บทบาทของแต่ละส่วน ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ไปจนถึงเพศสัมพันธ์ที่จะนำไปสู่การปฏิสนธิได้

ตรงนี้ คุณแม่ (คุณพ่อหาโอกาสเสริมด้วย) น่าจะถือโอกาสชวนกันคุยถึงทัศนะต่อเพศหญิงที่ควรจะเป็น การปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาคและยุติธรรม การให้ความเคารพต่อเพศหญิง รวมทั้งการระมัดระวังตนเองในเรื่องนี้ เพื่อที่จะป้องกันการเกิดปัญหาตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของฝ่ายหญิง ซึ่งไม่เป็นประโยชน์แก่ใครสักฝ่ายเดียว

นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องคุยกับลูกชายถึงปัญหาที่มักเกิดขึ้น เช่น การละเมิดทางเพศที่ผู้ชายสูงวัยกว่า บางรายเข้ามาลวนลามโดยเขาไม่รู้ตัว หรือการตกเข้าไปในวงของการมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนชายด้วยกันโดยเขาไม่เข้าใจ

และก็น่าจะคุยกันถึงการเบี่ยงเบนทางเพศด้วย…อะไร อย่างไร ทำไม…มีข้อดี ข้อด้อยอย่างไร…อย่างน้อยๆ ก็ให้ลูกรับรู้และเข้าใจสภาพต่างๆ
ในอนาคตเขาจะตัดสินใจอย่างไรก็ค่อยมาว่ากัน


(update 22 พฤศจิกายน 2002)
[ ที่มา.. life & family   ปีที่ 6 ฉบับที่ 61 เมษายน 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600