ตามทฤษฎีพฤติกรรมเด็กของสถาบันจีเซลล์ ว่าด้วยพัฒนาการของมนุษย์นั้น นักวิชาการเห็นว่า
การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมมนุษย์ในช่วงวัยต้นของชีวิต มีแบบแผนที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน
ว่าจะมีระยะพัฒนาไปในทำนองเดียวกัน ซึ่งสามารถจัดเป็นวงจรได้ดังตารางข้างล่าง
ทั้งนี้อาจจะวิเคราะห์ได้ว่า ที่เป็นแบบแผนดังนี้เพราะเผ่าพันธุ์มนุษยเรานั้นมีธรรมชาติแบบเดียวกัน
ลักษณะของพัฒนาการจึงมีความใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ เนื่องจากมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่มีลักษณะ dynamic
กล่าวคือมีศักยภาพภายในที่จะแปรเปลี่ยนพัฒนาได้ ตามเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
ไม่ใช่วัตถุสิ่งของซึ่งไม่มีศักยภาพในการพัฒนาภายในตนเอง
ฉะนั้น เมื่อเติบโตขึ้นในแต่ละระยะ มีสมองที่จะเรียนรู้มากขึ้น และเผชิญกับสภาพแวดล้อม
ที่แตกต่างไปจากช่วงก่อนๆ เด็กก็มักมีปฏิกิริยาต่อสภาพแวดล้อมแตกต่างกันไป ถ้าปรับตัวได้ลงตัว
ก็เป็นภาวะสมดุล ถ้าไม่ลงตัว เด็กอาจจะถดถอยกลับเข้าไปอยู่โลกที่เขาคุ้นเคย (inwardization) ก่อนที่จะถูกศักยภาพภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกชักจูงให้ต้องออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้งหนึ่ง
|
วงจรการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมเด็กวัย 2-16 ปี |
| อายุ |
สมดุล (ปรับตัวได้ดี) | ขัดแย้ง |
สมดุล เปิดกว้าง | ถดถอย |
ขยายตัว งอกงามเต็มที่ | ถดถอย |
สมดุล |
| 2 | 2.6 | 3 |
3.6 | 4 | 4.6 |
5 |
| 5 | 5.6-6 | 6.6 |
7 | 8 | 9 |
10 |
| 10 | 11 | 12 |
13 | 14 | 15 |
16 |
|
( จาก Your Ten to Fourteen-Year-Old, Louise Bates Ames Ph.d., Dell Publishing, 1988, p.10 ) |
มาถึงเรื่องของเราในวัย 11 ขวบ ก็จะเห็นจากตารางข้างต้นว่า เป็นช่วงที่เขาจะขัดแย้ง ต่างไปจากช่วง 10 ขวบที่เขาจะสมดุล
ปรับตัวได้ดี และอีกไม่นานนัก เพียง 1 ปีข้างหน้าเขาก็จะปรับตัวเปิดกว้างสู่โลกภายนอกได้ดีขึ้นอีกครั้ง
เขาจะวนเวียนขึ้นลงอย่างนี้ไปอีกหลายปีทีเดียว ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปกังวลมากมายแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น คุณพ่อคุณแม่ลองนึกย้อนไปถึงสมัยลูกอายุ 2 ขวบครึ่ง
ที่เราเรียกว่าเป็นช่วง terrible Two กับ ช่วง 4 ขวบครึ่ง ที่ลูกแสนจะเฮี้ยว ไม่ร่วมมือสักอย่าง
อะไรก็ "ไม่" ลูกเดียว โยเยโวยวายเป็นประจำ
ยังพอจำได้ไหมคะ
เห็นไหมคะว่า ในที่สุดเขาก็กลับมาเข้าที่ พัฒนาการของเด็กก็จะวนเวียนขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้แหละค่ะ
จากเดิมที่สมดุลดีระยะหนึ่ง ก็จะตามด้วยช่วงที่ไม่สมดุลเลย
11 ขวบนี่
เป็นช่วงที่ไม่สมดุลอย่างยิ่งช่วงหนึ่งค่ะ
วัย 10 ขวบ ที่แสนจะน่ารักน่าเอ็นดู วันนี้เปลี่ยนไปมากพอควร ร่างกายเติบโตขึ้น
เด็กผู้หญิงจะมีน้ำหนักราวๆ 29-30 กิโลกรัม ความสูงประมาณ 136 เซนติเมตร
ส่วนเด็กผู้ชายน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 29-30 กิโลกรัม และความสูงประมาณ 135 เซนติเมตร
จะเห็นว่า ผู้หญิงเริ่มสูงขึ้นเร็วกว่าผู้ชาย และจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
แต่พฤติกรรมนั้นกลายเป็นเจ้าตัวเบี้ยวไปแล้ว ค่อนข้างจะต่อต้าน พ่อแม่ชี้ไม้
เจ้าตัวก็อธิบายเป็นนกได้เป็นประจำ ขัดคอกัน ขัดแย้งกัน ความไม่ลงรอยมีอยู่พอสมควร
ทั้งที่ความจริงเขายังไม่ใช่วัยรุ่นสักหน่อย แต่อาการประมาณๆ นั้นเลยทีเดียว
ลักษณะของเขาอาจจะอธิบายได้ว่า เป็นด้วยสาเหตุ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง กับ พลังงานเหลือล้น
เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
ระดับการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางนั้น เรียกได้ว่าสุดยอด
" ป้องจะดูทีวีช่องนี้ คนอื่นอย่ามาเปลี่ยนนะ" ฉันจองเอาไว้คนเดียว
" พ่อกับแม่อย่ายุ่งกับป้อง ป้องไม่มีสมาธิอ่านหนังสือแล้ว" นี่เมื่อพ่อกับแม่เรียกมากินข้าวเย็น
" ลูกไปช่วยแม่จ่ายของหน่อยนะ" "ไม่ฮะ
ขี้เกียจ"
" วันนี้ลูกช่วยเอาถังขยะไปเทหน่อยนะลูกนะ รถขยะจะมาแล้ว" "
" ไม่มีคำตอบจากสวรรค์ ???
" ทำการบ้านเสียทีดีไหมลูก" "
" ก็ไม่มีคำตอบจากสวรรค์เช่นเดียวกัน
ทั้งหมดทั้งปวงก็ประมาณว่า "เรื่องของผม คนอื่นอย่ายุ่ง เรื่องของคนอื่น อย่าเอาผมไปยุ่ง"
วัย 10 ขวบจะไม่ค่อยเอาเรื่องกับอะไรของใครอื่น งานบ้านเหรอ เมินเสียเถอะ ไม่ใช่เรื่องของผม
ถ้าพ่อกับแม่ทู่ซี้จู้จี้จะให้ทำมาก เป็นได้มีเรื่องมีราว "ทีพี่ปุ้มไม่เห็นทำ ทำนิดเดียว ตัวโตกว่าป้องตั้งเยอะ"
"ยายแป้งก็ไม่เห็นทำอะไร พ่อแม่ไม่ยุติธรรม"
ไปโน่นเลย
แต่ใครอย่าเข้ามาแหยมเรื่องของเขา ถ้าผิดท่าผิดทางเข้ามาละก็ โดนโวยแหลก วิจารณ์แหลก
เข้าทำนองเข้มงวดคนอื่น ผ่อนปรนตัวเองนั่นเอง "ใครเข้ามารื้อของเล่นป้อง เนี่ย
ชิ้นส่วนหายเลย
ไปเอามาใช้เดี๋ยวนี้นะ ไม่รู้ล่ะ ไม่ยอม
" ประมาณนี้
โดยเฉพาะกับแม่ จะโดนเข้มงวดเป็นที่สุด
ไม้เบื่อไม้เมากับแม่
แม่จะเป็นฝ่ายถูกติ ถูกโวยวาย และถูกวีน..??..มากกว่าใครเพื่อน ไม่ว่าจะรักกันจี๋จ๋ามาสักเท่าไร
จะดูแลปรนนิบัติพัดวีกัน ถูกอกถูกใจแต่อ้อนแต่ออก เคยฉอเลาะ "คุณแม่คนดีที่หนึ่งเลย"
วันนี้ แม่
ตกเป็นจำเลยรักไปทุกกรณี
แม่บางคนอาจจะรู้สึกเหมือนกับว่า ถูกลูกต่อว่าต่อขานทุกเรื่อง กับข้าวก็ไม่อร่อย สอนการบ้านก็ไม่รู้เรื่อง
ขับรถไปส่งที่โรงเรียนก็ขับช้า เสื้อผ้าเก่าแล้วก็ไม่เห็นเปลี่ยนให้สักที แถมบางทียังบอกว่าแม่แต่งตัวไม่เอาไหน
แน่ะ
สารพัดล่ะค่ะ
เข้ากันไม่ได้เหมือนขมิ้นกับปูน
ส่วนแม่ก็อาจจะเริ่มหงุดหงิด ทำอะไรก็ไม่ถูกใจสักอย่าง ถูกว่าสารพัด แถมยังไม่ให้ความร่วมมือ
ไม่ช่วยงานบ้านแม้สักนิด แม่อุตส่าห์ทำหน้าที่ให้เรียบร้อย ปรนนิบัติพัดวีบริการให้เนี้ยบ
แต่อย่าหวังว่าจะมีอะไรตอบแทนกลับมา..
อย่ากังวลไปเลยค่ะ คุณแม่ที่มีประสบการณ์รู้ดีว่า พัฒนาการของลูกนั้น
ถึงที่สุดก็เพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งและความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองของลูก
เพราะฉะนั้นวันนี้ในวัย 11 ขวบ ความท้าทาย ความไม่ลงรอยก็คือ
ส่วนหนึ่งของกระบวนการการเป็นตัวของตัวเองนั่นเอง
พลังงานเหลือล้น
มันเหมือนกับว่าเขามีพลังงานที่เหลือเฟือ ต้องทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา เด็ก 11 ขวบ
น้อยนักที่จะนั่งอยู่เฉยๆ ถ้าไม่เดินก็ต้องกิน ไม่ก็ต้องเล่น เล่นทุกชนิดเท่าที่จะสรรหาได้ เตะฟุตบอล
เล่นกีฬา เล่นเกมต่างๆ หรือไม่ก็ต้องพูดคุยกับเพื่อน
พลังงานที่มานั้นก็มาจากการกินอย่างพายุบุแคมของเขานั่นเอง
เด็กวัยนี้คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตว่าเขาจะเริ่มกินจุขึ้น กินได้บ่อยๆ และกินคราวละมากๆ
ในเด็กผู้หญิงจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนทางร่างกายได้ง่าย ลูกสาวจะสูงขึ้น ตัวยาวขึ้น
แต่ส่วนพ่อลูกชายวัยนี้อาจจะเหมือนพวกกระสอบก้นรั่ว ใส่ไปเท่าไรก็หายต๋อม
ไม่มีวี่แววของการเติบโตทางร่างกายสักเท่าไร
เขากำลังสะสมค่ะ พอเข้าช่วงวัยรุ่นตอนต้นอาจจะพุ่งจู๊ดๆ โดยไม่รู้ตัว
ที่บ้านไม่เห็นเอาไหน ทีที่อื่นล่ะก็
ที่พูดๆ มา ดูเหมือนเจ้าตัวร้ายวัย 11 ขวบ จะไม่มีเรื่องดีเลยหรือนี่ เปล่าเลยค่ะ
เห็นที่บ้านเอาแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง เข้ากับใครไม่ใคร่ได้ดี แต่พอออกนอกบ้าน
กลับกลายเป็นเด็กดีขึ้นมาทีเดียว ใครๆ ไม่ว่า คุณครู ลุงป้าน้าอา ต่างชมกันเปาะ ว่าวัยนี้น่ารัก
มารยาทดี แล้วก็มีน้ำจิตน้ำใจ ใครทำอะไรอาสาเข้าไปช่วยทุกอย่าง แล้วก็เปิดกว้าง สังคมดี
แม่ได้ยินน้ำตาแทบจะไหลพราก
แต่นี่ไม่ได้หมายถึงที่โรงเรียนด้วยนะคะ คุณครูของเด็กวัย 11 หรือระดับชั้นป.5
ยังบ่นอยู่ว่าเด็กชั้นนี้เฮี้ยวหน่อยตอนป.4 ก็ดีๆ อยู่หรอก พอขึ้นป.5 เป็นลิงเป็นค่างขึ้นมาเชียว
ที่จริงนักจิตวิทยาบอกว่าถึงจะเฮี้ยว ซ่า
ที่โรงเรียน แต่ก็ยังดีกว่าปฏิกิริยาที่ดูเรื่องมากนั้น
แท้ที่จริงส่วนใหญ่ก็ใส่ใจกับการเรียน อยากสอบได้คะแนนดีๆ และพฤติกรรมโดยรวมก็ไม่สร้างปัญหาหนักๆ
ให้คุณครู
อย่างมากก็กวนให้ปั่นป่วนเล่นเล็กน้อยเท่านั้น
ทั้งหมดนี้คือสภาพทั่วไปของเจ้าตัวเบี้ยวๆ วัย 11 ขวบ ที่มักพบเห็นกันได้บ่อยๆ
แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะต้องมีพฤติกรรมตามนี้เป๊ะๆ
นี่เป็นเพียงแนวทางของแบบแผนพฤติกรรม
ที่เรามักพบเห็นได้ในเด็กวัยนี้เป็นส่วนใหญ่ ลูกของคุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่เป็นไปตามนี้ทั้งหมด
ก็อย่ากังวลหรือตกอกตกใจ ดังที่เราทราบกันว่า แม้เด็กส่วนใหญ่จะมีพัฒนาการไปในทำนองเดียวกัน
แต่ก็จะไม่เหมือนกันเสียทุกอย่าง เพราะเด็กแต่ละคนนั้นมีความเป็นปัจเจกบุคคล
มีศักยภาพภายในและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน
ดังนั้น ก็ย่อมที่จะมีความแตกต่างไปบ้าง บางคนเป็นแบบนี้แต่ช้า บางคนเร็ว บางคนเป็นบ้างแต่น้อย
บางคนอาจจะเป็นเอามากเสียจนพ่อแม่กลุ้มใจ
ไม่ว่าจะเป็นมากน้อยอย่างไร สิ่งของที่ฝากเอาไว้ก็คือ ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา
เป็นพัฒนาการที่เป็นไปโดยปกติของเด็ก เป็นสิ่งที่จะช่วยให้เด็กมีประสบการณ์ชีวิตที่อุดมสมบูรณ์
ดังนั้น อย่าไปกังวลจนเกินไป
เข้าใจแล้วก็ค่อยปรับแต่งกันไปก็ไม่มีปัญหา
ยังไงๆ ปีหน้าโดยพัฒนาการเขาก็จะกลับมาเข้าที่
ที่จุดสมดุลอยู่แล้ว
(update 15 ตุลาคม 2002)
[ที่มา..
life & family ปีที่ 5 ฉบับที่ 57 ธันวาคม 2543 ]
|