จากฉบับที่แล้ว เรารู้ว่า กับพ่อแม่นั้น วัยสิบสามง่องๆ แง่งๆ เอาการ ถ้าเช่นนั้น หมายความว่า
วัยนี้เอาเพื่อนมากกว่าพ่อแม่หรือ
แน่นอนค่ะ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เพื่อนเป็นเป๊ปซี่ที่ดีที่สุด
จริงอยู่
เมื่อเทียบกับความสัมพันธ์ของวัยสิบสามกับคนอื่นๆ ก็นับว่าความสัมพันธ์กับเพื่อนดีกว่า
หลายคนยอมรับว่าปฏิบัติต่อเพื่อนดีกว่ากับคนในบ้านเสียอีก แต่กระนั้น รวมๆ แล้วความสัมพันธ์กับเพื่อนวัยนี้ก็แย่ลงกว่า
วัยนี้มีแนวโน้มที่จะเข้าสังคมกลุ่มเพื่อนน้อยกว่าตอนวัยสิบสองหรือสิบสี่
เด็กผู้หญิงยังเกาะกันเป็นกลุ่มเหมือนช่วงสิบสองขวบ แต่เนื่องจากอารมณ์ถดถอย ขึ้นๆ ลงๆ เหมือน
ผีเข้าผีออก ไม่คงเส้นคงวาดังที่กล่าวไปในตอนที่แล้ว ความสัมพันธ์กับเพื่อนผู้หญิงด้วยกันจึงตะกุกตะกัก
ไม่ราบรื่นอย่างที่ควร มีโกรธ มีงอน เคยมีเพื่อนสนิทก็อาจไม่มีเหมือนเคย หรือสนิทกันน้อยลง
และบ่อยครั้งอาจมีลักษณะเก็บตัวกับเพื่อนด้วยเหมือนกัน เช่น มีความลับต่อกัน
ด้วยเหตุที่เริ่มให้ความสนใจกับบุคลิกภาพของตนเองและเพื่อนร่วมวัย
บางส่วนเริ่มมองเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน วิพากษ์วิจารณ์และอาจนินทาคนนอกกลุ่ม
เรื่องการใช้โทรศัพท์นานๆ มากๆ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในยุคนี้ เด็กผู้หญิงบอกว่าคุยกันเรื่องการบ้าน
โรงเรียน เพื่อน ฯลฯ เมื่อผู้ใหญ่ถามว่าทำไมไม่คุยกันเสียให้เสร็จตั้งแต่ที่โรงเรียน มาคุยกันต่อทำไมนักหนา
ทั้งเสียเวลา อาจทำให้เสียเรื่องถ้าคนอื่นมีธุระต้องโทร.เข้ามาแล้วโทร.ไม่ติด เพราะสาวน้อยจองไว้คนเดียว
เธอบางคนอาจบอกว่า มันคุยได้ไม่หมด ที่โรงเรียนมีแต่เรียน เรียน เรียน
?? ไม่มีเวลาคุย
ส่วนเรื่องของสาวน้อยวัยสิบสามกับเพศตรงข้าม ส่วนใหญ่วัยนี้แบ่งเป็นสองพวก
พวกหนึ่งไม่ชอบยุ่งกับผู้ชาย มองว่าพวกผู้ชายงี่เง่า
ไม่สน พวกนี้อาจพอใจที่จะแสดงตัวว่าชอบผู้หญิงด้วยกัน
แต่ไม่ใช่รักร่วมเพศอะไรหรอกนะคะ แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เอาใจใส่กันเป็นพิเศษ
อยากมีใครสักคนที่เข้าอกเข้าใจและชื่นชมกันเป็นพิเศษมากกว่า อีกพวกหนึ่งเริ่มมีความรู้สึกเป็นสาวแล้ว
จึงแอบสนใจหนุ่มๆ บ้าง แต่ก็ไม่ยอมแสดงตัว ไม่ต้องการให้เจ้าหนุ่มรู้ ยังเป็นแค่ชอบๆ เท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม สาวน้อยวัยสิบสามส่วนใหญ่ไม่ปฏิเสธการคบเพศตรงข้าม แต่ในวันนี้ ยังไม่มี
และบางทีเมื่ออยู่ต่อหน้าหนุ่มๆ ก็ขัดเขิน วางตัวไม่ค่อยจะถูกเหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าสาวเจ้าไม่ค่อยมีเพื่อนเป็นเพศชาย
เรียนมาในโรงเรียนแบบหญิงล้วน อาจจะรู้สึกวางตัวลำบาก แต่สำหรับสาวน้อยที่คุ้นเคยเล่นหัวมีเพื่อนเป็นผู้ชายมาบ้าง
พฤติกรรมดังที่ว่ามาก็จะลดลง
ส่วนเด็กผู้ชายยังเกาะกลุ่มกันเป็นแก๊งเป็นกลุ่มก้อนดี บางคนมีเพื่อนซี้หลายคน
แต่ส่วนใหญ่แล้วความสัมพันธ์กับเพื่อนรวมๆ แล้วไม่ดีเท่าตอนสิบสองขวบ
อาจจะมีที่เคยรวมกันเป็นกลุ่มได้ดีเมื่อปีก่อน แต่มาปีนี้เริ่มกระจัดกระจายไปตามความสนใจเฉพาะของตนเอง
หรือจากการที่อยากอยู่คนเดียวมากขึ้น
สำหรับเด็กผู้ชาย มีรายงานว่าใช้โทรศัพท์น้อยกว่าเด็กผู้หญิง
การพูดคุยก็เป็นไปในลักษณะที่ไม่ยืดเยื้อยาวนานอย่างของสาวน้อย ที่ยืดออกเป็นชั่วโมงๆ
ส่วนใหญ่ถามไถ่เรื่องราว การบ้าน นัดหมาย แล้วก็วางหู
เด็กผู้ชายยังไม่สนใจกับเพศหญิงเท่าไร มีเพียงส่วนน้อยที่เริ่มออกอาการ เป็นหนุ่ม ส่วนใหญ่ยังไม่มีแฟน
สำหรับพวกที่ริจีบสาว ไปไหนก็ยังเอาเพื่อนตามไปเป็นเพื่อนด้วย ยังไม่ใจกล้าพอที่จะจีบสาวเพียงลำพัง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวัยสิบสามชอบหมกตัวอยู่คนเดียวในห้องเมื่ออยู่ที่บ้าน เขาอาจจะทำการบ้าน
อ่านหนังสือ นอนเล่น หรือฟังวิทยุ วัยนี้เริ่มชอบฟังวิทยุ เพราะเป็นกิจกรรมที่เขาทำได้คนเดียว
โดยคนอื่นไม่ต้องมายุ่งด้วย วัยนี้บางบ้านอาจจะพบว่าลูกเริ่มติดดี.เจ. และอยู่ดึกๆ เพื่อฟังรายการวิทยุ
ความสัมพันธ์กับครู ถ้าโกรธ ไม่พอใจ จะไปแสดงออกด้วยการเอาครูไปนินทา
หาเรื่องเอาครูไปล้อเลียนสนุกสนาน หรือทำหน้าเง้าหน้างอเข้าใส่ บางคนอาจใช้วิธีเดินหนี
ไม่ยอมพูดด้วย บางคนหาเรื่องแกล้งครูกลับถ้าไม่พอใจหนักๆ
ปกติวัยนี้จะไม่ค่อยเข้าหาครู เห็นครูเดินมาหลบได้เป็นหลบกันพรึ่บพรั่บ
การวิพากษ์วิจารณ์หลายครั้งจะลามจากครูที่สอนไปถึงผู้บริหารโรงเรียน
นั่นแสดงว่าเขาเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของระบบแล้ว
วัยสิบสามเขาไม่ชอบการควบคุมแบบเข้มงวด ยอมรับไม่ได้แล้วกับการลงโทษที่ทำให้เขาอับอาย
เขาต้องการให้ครูปฏิบัติต่อเขาอย่างที่ ผมโตแล้ว ผมก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ไม่ใช่เด็กเล็ก
ขณะเดียวกันก็ต้องการความช่วยเหลือ การอธิบายหรือการปฏิบัติต่ออย่างเป็นเหตุเป็นผล
รวมทั้งมีความยุติธรรมผิด-ถูกต้องชัดเจน
เพราะวัยนี้คือวัยอารมณ์ถดถอย ดังนั้น เด็กบางคนอาจจะรู้สึกว่าโรงเรียนน่าเบื่อ
หลายคนอาจไม่สนใจการเรียน และถอยกลับเข้าไปอยู่ในโลกของตัวเอง กลายเป็นคนใจลอบ
ไม่ได้ยินเสียงครูพูดจากหน้าห้อง แล้วก็เลยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับครูเข้าไปอีก
อาการขยัน ทบทวนบทเรียน ดูหนังสือ ฯลฯ เป็นเรื่องที่ครูบอกว่า
หาได้ยากสักหน่อยในนักเรียนวัยนี้ทั่วๆ ไป
แต่สำหรับบางคน โรงเรียนอาจเป็นที่ที่พวกเขามีความสุขมากกว่าวัยสิบสองปีที่ผ่านมา
ถ้าโรงเรียนนั้น หรือครูที่สอนมีความเข้าใจในพัฒนาการของเด็ก และสร้างโรงเรียนที่มีบรรยากาศเปิดกว้าง
เพราะดังกล่าวแล้วว่าวัยสิบสามต้องการอิสระ หลายคนจึงรู้สึกว่า โรงเรียนหรือครูให้ความไว้ใจเขา
เขาจึงพยายามดูแลตัวเอง วางแผนเรื่องเวลา และแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องต่างๆ ดีขึ้น
แต่คำว่า ดี ของเขากับของคุณครูหรือพ่อแม่อาจจะไม่ตรงกัน เพราะผู้ใหญ่ก็มักรู้สึกว่า
เจ้าตัวถดถอยไม่เห็นจะดูแลตัวเองเลย !!
(update 30 กันยายน 2002)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 5 ฉบับที่ 56 พฤศจิกายน 2543 ]
|