ชัก หยาบคาย ใหญ่แล้ว


" โจ ไปอยู่ในห้องนอน ห้ามออกมาจนกว่าแม่จะอนุญาต "

ต้องข่มใจอยู่พักใหญ่กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ รู้สึกว่า ตังเองปากคอสั่นไปหมด ในหนึ่งก็อยากจะลงโทษแรงๆ ให้เข็ดหลาบ แต่ก็กลัวจะกลายเป็นการเอาน้ำมันไปราดบนกองไฟ ก็แม่เป็นแฟนประจำของไล้ลี่ นี่นา เขาเขียนบอกอยู่บ่อยๆ ว่ อารมณ์วัยรุ่นนี่ประมาทไม่ได้เชียว

อันที่จริง แม่ก็เข้าใจอยู่หรอกว่า การพูดคำหยาบคายไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนักหนา โดยเฉพาะสำหรับเด็กผู้ชาย ซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังต้องการการยอมรับจากเพื่อนฝูง และบางทีการพูดหยาบคายเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละ เป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันกับเพื่อนๆ ฉะนั้นที่ผ่านมา แม่จึงพยายามมองข้ามคำหยาบคาย ระหว่างลูกกับเพื่อนๆ ไป นานๆ จึงจะปรามสักครั้ง แม้จะอดใจสั่นไม่ได้ทุกทีเวลาได้ยินลูกคุยโทรศัพท์… แบบว่าแทบจะยกเอาเขาดินมาไว้ที่บ้าน

แม้เข้าใจดีว่า คำหยาบคายกับความก้าวร้าวไม่ใช่หมายถึงสิ่งเดียวกันเสมอไป และจากที่เลี้ยงมากับมือ แม่เชื่อมั่นว่าโจของแม่ไม่ใช่เด็กก้าวร้าว

ปัญหาจริงๆ ของเรื่องนี้อาจอยู่ที่เมื่อลูกพูดคำหยาบคายบ่อยๆ จนติดปาก และกลายเป็นความเคยชิน อย่างคราวนี้ เมื่อมามองดูหลังจากที่อารมณ์ค่อยสงบลงแล้ว แม่คาดเดาเอาว่า ลูกคงไม่ได้ตั้งใจจะหยาบคายกับแม่หรอก (มั้ง) แต่อาจเป็นเพราะอารมณ์โกรธที่พุ่งจี๊ดขึ้นมา เลยทำให้คำพูดไม่ค่อยน่าฟังหลุดปากออกมาโดยอัตโนมัติ แม่เห็นนะ แววตารู้สึกผิดแวบหนึ่งของลูกในตอนนั้น ถึงจะรีบกลบเกลื่อนด้วยท่าทีไม่ยี่หระก็เถอะ

แต่เอ๊! แล้วเจ้าสีหน้าสะใจเล็กๆ ตอนท้ายที่แพลมออกมานี่มันหมายความว่าไงกัน…ฮึ

พอเล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟัง พ่อให้ความเห็นว่า บางทีการพูดจาหยาบคายก็อาจจะหมายถึงการท้าทายต่ออำนาจของผู้ใหญ่ด้วย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่จะมีความรู้สึกต่อต้านสูงกว่าปกติ พวกเขาอยากจะช็อกอารมณ์ของผู้ใหญ่อยู่แล้ว
" ตอนเป็นวัยรุ่น พ่อก็เคยทำ ทั้งๆ ที่รู้อยู่นะว่ามันไม่ดี และก็รู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้ใหญ่และมีพลังมากๆ เลยแหละ"

อืม…ก็คงจะจริงอย่างที่พ่อพูด งั้นเด็กที่แสดงท่าทางหรือพูดไม่ดีกับพ่อแม่คงจะสับสนในอารมณ์ตัวเองอยู่ไม่น้อย ความเป็นเด็กดีกับความต้องการที่จะเป็นตัวของตัวเองตีกันให้ยุ่งไปหมด

ถ้ามองและเข้าใจอย่างนี้แล้ว แม่ก็คิดว่าคงรับมือปัญหาได้ไม่ยากเย็น คราวหลังถ้าถูกลูกท้าทายอำนาจด้วยวิธีแบบนี้ หรือวิธีอื่นๆ อีก แม่จะท่องไว้ว่า จะไม่ระเบิดความโกรธหรือแสดงความตกอกตกใจเกินเหตุจนเหมือนจะเป็นลมล้มพับ เพราะมันจะยิ่งทำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจเหนือพ่อแม่ สามารถควบคุมพ่อแม่ให้ทำอย่างที่เขาคาดหวังได้ ที่สำคัญคือ ท่าทีอย่างนั้นจะกระตุ้นให้เขาทำสิ่งเหล่านั้นบ่อยยิ่งขึ้น…ถึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ก็ต้องพยายาม ไม่งั้นก็จะเท่ากับว่า เราหลงกลตะครุบเหยื่อที่ลูกวางไว้

พ่อแนะนำวิธีให้ว่า ถ้ารู้สึกอารมณ์มันเกินสะกดจริงๆ ก็เดินออกจากห้องไปเสีย หรือถ้านั่งอยู่ในรถ ก็เร่งเสียงวิทยุให้ดังอีกนิด ไม่ก็ลองใช้อารมณ์ขันเข้าช่วย เช่น ลองถามเขากลับสิว่า " คำที่ว่านั่นน่ะ สะกดยังไงลูก" แต่แม่ว่าใช้ทางพระเข้าข่มก็ไม่เลวเหมือนกันนะ ท่องไว้ว่า ไม่โกรธหนอ…ไม่โกรธหนอ…วิธีนี้แม่ใช่บ่อยๆ ตอนที่พ่อกลับบ้านผิดเวลา ได้ผลชะงัดนักล่ะ

แต่ที่ว่ามาก็เป็นเพียงแค่การแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น ซึ่งแม่คิดว่าคงไม่พอ สิ่งที่ควรต้องทำต่อจากนี้ก็คือ ทั้งแม่และพ่อจะช่วยกันสังเกตโจมากขึ้น (แต่อย่าสังเกตจนผิดสังเกต) อย่างเช่น สังเกตกลุ่มเพื่อนที่สนิทด้วย ดูพฤติกรรมของลูกกับคนอื่นๆ เช่น ญาติพี่น้อง รวมทั้งไปคุยกับครูว่า ลูกหยาบคายก้าวร้าวหรือเปล่า บ่อย และอยู่ในระดับรุนแรงแค่ไหน มีเหตุที่กระตุ้นอารมณ์ หรือว่าหยาบคายโดยไร้เหตุผล

เพราะบางทีสาเหตุมันอาจไม่ใช่แค่การอยากท้าทายพ่อแม่ แต่อาจเกิดจากปัญหาภายใจจิตใจของลูกก็ได้ (พ่อแซวว่า พูดจายังกับนักวิชาการแหนะ ก็แหม…แม่อ่านเรื่องพัฒนาการวัยรุ่นในหนังสือมาหลายรอบ ถึงทีเอาความรู้มาวิเคราะห์ลูกก็คราวเนี้ย… ก็ใครจะไปรู้จักลูกตัวเองดีกว่าพ่อแม่ละ)

อาจเป็นไปได้ที่ด้วยวัยซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างมาก จิตใจของลูกจึงเกิดความเครียดและสับสน จนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ หรือไม่ก็ไม่รู้จักวิธีควบคุมอารมณ์ตัวเอง เวลาไม่พอใจหรือไม่เห็นด้วยกับพ่อแม่ ไม่รู้จะอธิบายสิ่งที่ตัวเองรู้สึกได้อย่างไร จึงต้องปลดปล่อยด้วยการพูดคำหยาบคายออกมา ถ้าเป็นด้วยเหตุนี้ก็ไม่น่าวิตกเท่าไรนัก เพียงแต่พ่อแม่ต้องสอนวิธีแสดงออก หรือระบายอารมณ์ที่เหมาะสมให้เขา เมื่อผ่านช่วงนี้ไปก็คงค่อยๆ ดีขึ้นเอง

ที่สำคัญ ต้องบอกให้เขาเข้าใจอย่างเป็นเหตุเป็นผล (วัยรุ่นมักต้องการให้พ่อแม่คุยกับเขาด้วยเหตุผล) ว่า ที่พ่อแม่ไม่อยากให้ลูกพูดหยาบคาย ก็เพราะคำพูดพวกนี้สุดท้ายแล้วก็จะส่งผลเสียมาที่ตัวลูกเองนั่นแหละ มันไม่ใช่สิ่งที่สังคมยอมรับ ถ้าหากลูกรู้สึกว่าจำเป็นต้องพูดหยาบคาย พยายามทำในที่ลับตาคนหน่อยก็แล้วกัน… เอ…แล้วมันจำเป็น จริงๆ เหรอ การพูดหยาบคายน่ะ

ที่เป็นไปได้อีกกรณีหนึ่ง และพ่อแม่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ลูกอาจมีปัญหา หรือมีความเครียดอยู่ลึกๆ ในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องเรียน เรื่องเพื่อน หรืออาจจะเรื่องความรัก ทำให้พฤติกรรมและคำพูดหยาบคายเกิดขึ้น ซึ่งก็คงจะต้องมานั่งจับเข่าคุยกันกับลูกว่า จะช่วยกันแก้ปัญหานั้นๆ ได้อย่างไร ถ้าเป็นแบบนี้ การพูดหยาบคายอาจเป็นสัญญาณที่บอกให้พ่อแม่รู้ว่า "ช่วยผมด้วย ผมกำลังจะแย่แล้ว!"

เอ…แล้วโจของแม่ล่ะ จะมีปัญหาพวกนี้บ้างหรือเปล่า หรือว่ามีอะไรมากไปกว่าที่แม่คิด เดี๋ยวแม่ไปหาหนังสือมาอ่านเพิ่มเติมอีกสักหน่อยดีกว่า จะว่าไปแล้ว การเลี้ยงลูกก็คล้ายกับการเรียนนั่นแหละนะ… ไม่รู้ว่าคราวนี้แม่จะสอบผ่านวิชาแม่ของลูกวัยรุ่นหรือเปล่าสิ
" แต่พ่อว่า ก่อนอื่นจะสอบตกก็ตรงที่ลงโทษลูก และปล่อยให้ลูกนอนหิวอยู่ในห้องนอนนี่แหละ"

ตายจริง! เกือบ 3 ทุ่มแล้วรึ ป่านนี้ลูกคงจะหิวแย่ ไปเรียกมาทานข้าวก่อนดีกว่า ส่วนเรื่องอื่นค่อยเอาไว้ว่ากันทีหลังก็แล้วกัน
" จิตใจที่ดีย่อมาจากร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงนะจ้ะแม่"
จ้า…


(update 14 พฤศจิกายน 2002)
[ ที่มา.. life & family   ปีที่ 6 ฉบับที่ 68 พฤศจิกายน 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600