SEX ของเด็กนักเรียน (หญิง)


" เสียความบริสุทธิ์ครั้งแรก ตอนไปเที่ยวกับแฟน ต่างคนต่างเมาไม่รู้เรื่อง ตอนนี้เลิกกันแล้ว เขาไปอยู่กับเด็กเที่ยวอีกคน "
นี่เป็นเพียงคำบอกเล่าส่วนหนึ่งจากปากของ ฟ้า สาวน้อยวัยเพียง 15 ปี ที่ควรจะได้ใช้ชีวิตวัยแรกรุ่นของเธอ ในฐานะนักเรียนดีเด่นของโรงเรียน เพราะก่อนหน้า ฟ้าคือเด็กหัวดี เรียนได้เกรดเฉลี่ยถึง 3.5 แต่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผนวกกับการใช้ชีวิตอยู่ลำพังกับญาติโดยปราศจากพ่อแม่ ทำให้ฟ้าเลือกทางเดินที่ยวนใจมากกว่า
" ออกจากโรงเรียนตอน ม.2 เพราะอยากเที่ยว ตอนนี้มาอยู่กับเพื่อน เพื่อนก็ไปหาแขกเอาเงินมาเลี้ยงกัน เที่ยวทุกคืนติดต่อกันมา 2 ปีแล้ว ขาดเหลืออะไรเพื่อนก็ช่วยคอยปลอบใจ ไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่เอาแต่ซ้ำเติม ดุด่า "
เพื่อนที่ฟ้าเอ่ยถึง ก็มีอายุไล่เลี่ยกัน เพียงแต่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาโชกโชนกว่าเท่านั้นเอง จิ๊บ วัย 15 ปีเล่าว่า
" เสียความบริสุทธิ์ตอนอายุ 14 กับพี่เขย เพราะรักก็เลยยอม พอท้องได้ 2 เดือน เขาก็ออกเงินให้ไปทำแท้ง ทีแรกกลัวๆ กล้าๆ คิดจะเอาไว้เหมือนกัน แต่อายุยังไม่ถึง 20 เลยกลัวลำบาก ก็เลยตัดสินใจทำ"
ตัวอย่างเล็กๆ ใน 2 กรณีนี้คงเพียงพอที่จะบอกเล่าความเป็นไปในสังคมปัจจุบัน ที่ผู้ใหญ่หลายคนพยายามปิดหูปิดตา ไม่รับรู้มาโดยตลอด แถมยังปฏิเสธอย่างหน้าตาเฉยว่า เซ็กส์ของวัยรุ่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของประเทศเรา แต่ล่าสุด นิตยสารเอเชียวีค ฉบับเดือนพฤศจิกายนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก็ได้ช่วยตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า เยาวชนไทยอายุระหว่าง 14-25 ปี จำนวน 57% คิดว่าการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ผึ้ง เด็กหญิงวัย 14 ปี แสดงความคิดเห็นว่า
" สมัยนี้ เพศสัมพันธ์มาก่อน ความรักมาทีหลัง เพื่อนเคยเล่าว่าเซ็กส์ครั้งแรกจะรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ มีแฟนขึ้นมาก็อยากลอง อยากรู้ คิดว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ท้าทาย และผู้หญิงถ้ารักใครสักคน ก็คงใจอ่อน และคิดว่าเพศสัมพันธ์จะทำให้เขารักเรามากขึ้น "

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงทัศนคติของเด็กรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป แสดงให้เห็นแนวโน้มของปัญหาที่จะตามมาอย่างมากมาย จริงอยู่…เพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันสมควรคือความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับปัญหา ถ้าพวกเขาไม่รู้เท่าทัน


ติดโรค ติดลูก เรื่องใหญ่ของฝ่ายหญิง

นันทวรรณ ยันตะดิลก เจ้าหน้าที่กองโรคเอดส์ กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข ได้สำรวจกลุ่มเด็กมัธยมปลายตามโรงเรียนต่างๆ และพบว่าสถานการณ์โรคเอดส์รุนแรงมาก โดยเฉพาะในโรงเรียนเอกชนที่เด็กเป็นลูกคนฐานะดี แต่ไม่ตั้งใจเรียน และโรงเรียนสายอาชีวะ เช่น พาณิชย์ ช่างกล รวมไปถึงโรงเรียนรัฐบาลระดับกลางและอ่อนจะมีปัญหามาก โดยส่วนใหญ่มาจากการมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนที่เรียนด้วยกัน

" การติดเอดส์ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่านิยมของเด็กเองที่ฟุ้งเฟ้อ ชอบเที่ยว ไม่ถือสาเรื่องเสียเนื้อเสียตัว และถือว่าการมีเซ็กส์ในกลุ่มเพื่อนเป็นเรื่องปกติ
หลายคนเมื่อถามเรื่องถุงยางอนามัย ไม่เข้าใจ แต่จะรู้ดีเมื่อถามถึงยาคุมกำเนิด โดยเฉพาะโพสตินอร์ ยาคุมกำเนิดชั่วคราวซึ่งนิยมมากในหมู่นักเรียน เพราะสามารถกินได้ทันทีหลังมีเซ็กส์ 1 ชั่วโมง โดยส่วนใหญ่ฝ่ายชายจะซื้อให้ฝ่ายหญิง "

วิธีป้องกันที่เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่รู้จักคือ ยาคุมฉุกเฉิน การหลั่งข้างนอก และการนับหน้า 7 หลัง 7 (ถึงตรงนี้ ผู้ใหญ่หลายๆ คนอาจจะคิดไม่ถึง !) ซึ่งทั้ง 3 วิธี ไม่สามารถป้องกันเอดส์ได้เลย และยังไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100% ดังนั้น เมื่อเกิดความผิดพลาด ภาระหนักอึ้งย่อมตกอยู่ที่ฝ่ายหญิง

หลายคนไม่กล้าบอกผู้ใหญ่เพราะกลัวการถูกซ้ำเติม ดุว่าและเลือกแก้ปัญหาด้วยการทำแท้ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็อาศัยคำแนะนำจากเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งบางครั้งความเชื่อผิดๆ และประสบการณ์ที่ไม่แตกต่าง ก็อาจนำไปสู่อันตราย
อ้อย สาวน้อยวัย 17 ปีเล่าว่า
" ครั้งแรกที่รู้ว่าท้อง ก็พยายามกินยาสตรี เพราะคิดว่าจะช่วยขับเลือด แต่ก็ไม่ได้ผล พอพี่สาวรู้เลยพาไปทำแท้ง คนไปเยอะมาก นั่งรอกันเป็นร้อย เขาทำให้สดๆ เลย แค่ 3 นาที เจ็บที่สุดในชีวิต และคิดว่าชีวิตนี้คงไม่กล้าท้องอีกแล้ว "
และหากปัญหานั้นสายเกินแก้ เด็กหญิงจำนวนหนึ่งต้องทำหน้าที่แม่ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มต้นเป็นนางสาวด้วยซ้ำ ซึ่งแน่นอนว่าอนาคตด้านการศึกษาก็ต้องดับวูบ พวกเธอต้องออกจากโรงเรียนกลางคันมาเลี้ยงลูก โดยไม่มีหลักประกันถึงอาชีพในภายภาคหน้า

ทิชา ณ นคร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน สหทัยมูลนิธิองค์กรเอกชนที่ให้คำปรึกษามารดาที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่สูญหายไปก็คือการตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง
" เด็กผู้หญิงเหล่านี้จะรู้สึกแย่กับตัวเอง รู้สึกตกจากมาตราฐานของสังคม แล้วก็จะวิตกกังวล กดดัน กลับคืนเข้าสู่สังคมได้อย่างไม่เต็มภาคภูมิ "

หรือแม้ว่าจะไม่ได้ตั้งท้อง ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานในสายตาของสังคมก็คือคนไม่ดี ผนวกกับความเชื่อที่ว่า ผู้ชายสามารถดูออก ก็จะทำให้หญิงสาวเหล่านั้นขาดความมั่นใจในการสร้างความสัมพันธ์แบบมั่นคง

นอกจากนี้เมื่อคิดว่า ตนไม่มีคุณค่า ก็จะส่งผลถึงพฤติกรรมทางเพศของเด็กสาวบางส่วน
อย่างที่ จิ๊บ เล่าว่า
" พอมีครั้งแรก ก็ธรรมดาแล้ว บางครั้งเที่ยวๆ อยู่ เจอคนถูกใจก็ชวนกันไป หลังจากนั้น ก็มีแฟนอีก 7 คน ภายในเวลา 2 ปี ไม่เคยคิดถึงอนาคตเลยว่าอยากทำอะไร "

จุดเริ่มต้นก่อนจบลงที่เซ็กส์

ทิชา ณ นคร หรือครูมลของเด็กสาวหลายๆ คนอธิบายต่อว่า
" เงื่อนไขการพลาดพลั้ง ทำให้ต้องย้อนกลับมาดูว่า เราได้ติดอาวุธทางปัญญาให้วัยรุ่น ต่อประเด็นเรื่องเพศมากน้อยแค่ไหน เพราะลำพังเด็กคงไม่อาจเฝ้าระวัง หรือรู้เท่าทันได้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่ได้ทำ ก็ต้องยอมรับว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็เป็นผลสะท้อนมาจากผู้ใหญ่ "
1. สังคมขี้อาย

คงต้องยอมรับว่า เมื่อเอ่ยถึงเรื่องเพศ ผู้ใหญ่หลายคนมักมีท่าทีกระดากอาย และเห็นเป็นเรื่องปกปิด ไม่สมควรพูดถึง

แจน วัย 15 ปีบอกว่า
" ที่โรงเรียนก็ไม่ค่อยสอนเรื่องเพศสัมพันธ์ เคยแต่ดูจากหนัง โทรทัศน์ หรืออ่านคอลัมน์ตอบปัญหาในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ถ้าไม่เข้าใจ ก็ถามแม่ แต่แม่ไม่ค่อยพูดมาก เขาบอกว่าไม่ต้องรู้หรอก ยังไม่ถึงเวลา ที่เขียนในหนังสือ ก็อ่านไว้รู้ไว้ เคยเห็นในหนังไม่ใช่เหรอ แล้วก็ไม่พูดอะไรต่อ "

หทัยรัตน์ สุดา วิทยากรในโครงการกลุ่มเยาวชนไทยต้ายภัยเอดส์ และอาจารย์พิเศษด้านเพศศึกษาในโรงเรียนมัธยมหลายแห่ง ชี้ให้เห็นปัญหาว่าการสอนเพศศึกษา ในโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นไปอย่างแห้งแล้ง และไม่เท่าทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม

" โรงเรียนมักจะเน้นให้ข้อมูลวิชาการ ที่เอาไปปรับใช้กับชีวิตไม่ได้ การคุมกำเนิดก็สอนแบบถาวร เช่น ฝังเข็ม ใส่ห่วงที่ต้องเดินไปโรงพยาบาล สาธารณสุขจังหวัด หรือใช้ยาคุมแบบ 21 เม็ด 28 เม็ด ใครจะกล้าพก มันไม่เป็นจริงสำหรับเด็กอายุน้อยๆ
การศึกษามักจะให้ภาพด้านเดียว บอกแต่ด้านไม่ดีของเพศสัมพันธ์ แต่เด็กเจอแต่ด้านดี สนุก ได้ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากขึ้น เราไม่ได้ทำให้เด็กเห็นผลกระทบสองทาง ซึ่งถ้ารู้ เขาจะคิดได้เอง การให้ข้อมูลด้านเดียว ไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้ เพราะเขาอยากรู้ ถ้าไม่ใช่ล่ะ ไม่มีใครบอก "

2. อันตรายจากข้อมูลผิดๆ

แม้แต่ ศ.พร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ก็ยังเคยลงบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 30 กรกฎาคม ปี 2543 ว่าด้วยเรื่องเพศศึกษา
" เชื่อกันว่า เพศศึกษาเป็นความรู้ แต่เป็นความรู้ที่ให้โทษมากกว่าให้คุณ และมีวิธีจัดการกับความรู้ประเภทนี้คือ อย่าไปรู้มันดีกว่า นับเป็นท่าทีต่อความรู้ที่ไม่เคารพปัญญาของมนุษย์เอาจริงๆ "

จึงช่วยไม่ได้ที่เด็กๆ จะแสวงหาข้อมูลทางเพศด้วยตัวเองจากสื่อที่มีอยู่รอบตัว เช่น อินเตอร์เน็ต หนังโป๊ วิดีโอโป๊ และนิตยสารทั้งที่อยู่บนแผงและใต้แผง
แต่ข้อมูลที่ได้เป็นเพียงการตอบสนองอารมณ์ที่ไม่ได้ไปพร้อมกับความรับผิดชอบ และส่วนมากเป็นปัญหาของผู้ใหญ่ หรือคนที่มีประสบการณ์ทางเพศแล้ว ซึ่งไม่ตรงกับปัญหาที่วัยรุ่นประสบ สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้จึงกลับกลายเป็นตัวเร้า ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อน

โครงการกรุงเทพเข้าใจเอดส์ (Bangkok Poaitive) ได้ศึกษาคอลัมน์ที่บอกเล่าความสัมพันธ์ทางเพศจำนวน 14 คอลัมน์ในนิตยสารที่ผู้หญิงชอบอ่าน พบว่าในรอบ 5-10 ปี ที่ผ่านมา 60% ของผู้หญิงไทยมีเพศสัมพันธ์ ในขณะที่อายุระหว่าง 15-24 ปีเท่านั้น ส่วนมากจบการศึกษาระดับมัธยมถึงปริญญาตรี แต่ความเข้าใจเรื่องเพศศึกษากลับอยู่ในเกณฑ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ซ้ำร้าย คอลัมนิสต์ที่ตอบคำถามก็อาจให้ข้อมูลผิดๆ และบางส่วนก็มีทัศนคติที่ตีตราผู้หญิงว่า ไม่จำเป็นต้องรู้ข้อมูลเรื่องเพศ ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจ ไม่มีแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องให้เข้าถึงได้อย่างเพียงพอ แม้อยากรู้ก็ไม่สามารถถามใครได้ เพราะกลัวถูกตำหนิติเตียน ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาก็ไม่รู้จะหันหน้าไปปรึกษาใคร

3. ความคิดไม่ทันร่างกาย

คงต้องยอมรับว่า เด็กสมัยนี้เป็นหนุ่มเป็นสาวกันเร็วขึ้นด้วยอาหาร และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย แต่กรอบความคิดที่ปรับไม่ทันต่อฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลง ผนวกกับสังคมที่เอื้อให้มีโอกาสใกล้ชิดกันมาก โอกาสที่จะผิดพลาดก็เกิดขึ้นง่าย
และด้วยโลกทัศน์และประสบการณ์ที่ยังน้อยก็ส่งผลต่อพฤติกรรมทางเพศได้เช่นกัน

หทัยรัตน์เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีกับวัยรุ่นในโรงเรียนมัธยมหลายแห่ง
" ไปถามเด็กส่วนใหญ่ เกือบร้อยทั้งร้อย จะตอบเหมือนกันว่าคนที่คบเป็นแฟนอยู่ในปัจจุบัน จะเป็นคนที่เขาแต่งงานด้วยในอนาคต ดังนั้น การยินยอมพร้อมใจกับคนที่เขารักและไว้ใจ ก็ดูจะเป็นเรื่องง่าย

เด็กเล่าว่า หลังจากพึงพอใจกันแล้ว และฮอร์โมนที่พาไปมันก็เป็นจังหวะ 1 2 3 ส่วนใหญ่ก็จะจบที่บ้าน ถ้ามีเด็กที่เช่าหอพักอยู่ ก็ไปบ้านเด็กคนนั้น หรือบ้านใครอยู่ใกล้โรงเรียน พอกลางวันพ่อแม่ไปทำงาน ก็จะเป็นจุดนัดรวมเพื่อน พักเที่ยงก็โดดออกไป มันไม่ได้อยู่ไกลถึงผับ เธค หรือโรงแรมม่านรูดอย่างที่หลายคนเข้าใจ ก็บ้านนี่แหละ เพราะถ้าความรักงอกงาม และสถานการณ์เป็นใจ แค่บ้านใครสักคนที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ หรือแม้แต่ที่ลับตาคนในบริเวณโรงเรียน มันก็เอื้ออำนวยให้เขาเกินพอ "

ครูมลเสริมว่า
" พ่อแม่ที่คิดว่าตัวเองจัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกแล้ว เช่น โรงเรียนดีๆ เพื่อนดีๆ กิจกรรมดีๆ ทำให้เกิดภาพลวงตา เพราะสิ่งที่อาจขาดหายไปคือ ทักษะที่ได้คิด ตัดสินใจ และประเมินสถานการณ์ด้วยตนเอง ถ้าเด็กไม่รู้จักปฏิเสธ ต่อรองหรือเคยชินที่จะทำอะไรจากการถูกบอกให้ทำ ก็ถูกโน้มน้าวจากคนอื่นได้ง่ายๆ

ระบบการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม ทำให้โรงเรียนดีๆ เก๋ๆ อยู่ในเมืองใหญ่ๆ ไม่กี่เมือง ก็ไปพรากเอาเด็กที่ควรจะอยู่กับครอบครัวมาก่อนเวลา มาอยู่ในโรงเรียนประจำ หอพัก บ้านญาติ หรือคอนโด ทาวน์เฮาส์ ซึ่งทำให้เขาต้องเผชิญความเสี่ยงเหล่านี้ตามลำพัง "

4. ผลร้ายจากระบบการศึกษา

อุษาสินี ริ้วทอง เจ้าหน้าที่องค์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสาธารณสุข (PATH) เพิ่มเติมว่า อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบการศึกษาที่ไม่เท่าทันสภาพแวดล้อม และไม่เอื้อให้เด็กมีทางเลือก
" สภาพแวดล้อมยังไงมันก็มา แต่การศึกษาไม่ได้สอนให้เขาปรับตัวเข้ากับสังคม แต่ทำให้เข้าไปสู่กระแสของการเรียน เพื่อจะได้มีงานดีๆ เงินเยอะๆ ถ้าจะโทษก็คือ ระบบการศึกษาทำให้เด็กติดยา มีเพศสัมพันธ์เยอะขึ้น เพราะระบบคัดเด็ก 2 แบบ เด็กดีกับเด็กเลว กิจกรรมที่มีในโรงเรียนก็จะรองรับเด็กดี แต่เด็กที่ไม่สนใจเรียน ก็ไม่มีอะไรรองรับเขา เวลาจัดอบรมก็เลือกเอาแต่เด็กที่มีลักษณะเป็นผู้นำ เพื่อเป็นชื่อเสียงให้โรงเรียน เมื่อเด็กมีทางเลือกของความสุขอยู่ไม่กี่ทาง เซ็กส์กับยาเสพย์ติดก็เข้ามาเป็นทางเลือกหนึ่ง "

อ้อย เล่าเรื่องของตัวเองว่า
" มีปัญหากับครูที่โรงเรียนเพราะไม่ชอบวิชาวิทยาศาสตร์ เข้าห้องสาย ครูก็ด่าหยาบๆ คายๆ พออธิบายเหตุผล ก็หาว่าย้อน เลยต้องเข้าห้องฝ่ายปกครองบ่อย ตอน ม.3 ครูฝ่ายปกครองพาเข้าโรงแรมม่านรูด และพยายามจะลวนลาม กลัวมาก แต่ไม่กล้าบอกใคร เพราะอาจารย์คนนี้มีแต่คนชื่นชมนับถือเรียกกันว่าอาจารย์พ่อ นักเรียนหญิงหลายคนเคยเจอ แต่ไม่กล้าพูด เพราะแต่ละคนท่าทางเกเรทั้งนั้น ใครจะเชื่อ "

จากนั้น อ้อย ก็ออกจากโรงเรียน เริ่มทดลองยาเสพย์ติด โดยได้เงินจากการมี เสี่ยเลี้ยง แต่เมื่อชีวิตได้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว เธอขอร้องว่า
" อยากให้ผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้เด็กทำกิจกรรมมากกว่านี้ อ้อยชอบเข้าชมรม ครูก็พาเด็กเรียนไปอยู่ได้ เด็กเรียนเขาไปบ่อยแล้ว แต่เด็กเปรี้ยวๆ ไม่เคยได้ไป เราคิดว่าทำได้ดีกว่านั้นอีก เพียงแต่ให้เชื่อใจกันบ้าง "

5. เพื่อน ยา สื่อ คือหลุมพราง

นอกจากอิทธิพลของกลุ่มเพื่อนและยาเสพย์ติด สื่อที่รุมเร้ารอบตัวก็เป็นเสมือนกับดักที่ล่อให้เด็กๆ เพลี่ยงพล้ำโดยง่าย

ภาพยนต์จากตะวันตกที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตเพียงด้านเดียวของวัยรุ่นอเมริกัน เพลงดังจากนักร้องยอดนิยมที่มีแง่มุมเนื้อหาความรักเพ้อฝัน หรือกระทั่งการ์ตูนญี่ปุ่นหวานแหวว ก็ล้วนเป็นสื่อที่เข้าถึงตัวเด็กได้รวดเร็ว และสร้างกรอบความคิดในเรื่องเพศให้พวกเขายึดเป็นแม่แบบได้อย่างดี

แจน วัย 15 เล่าให้ฟังว่า
" ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะชอบเรื่องน่ารักกุ๊กกิ๊ก เวลาอ่าน ก็นั่งยิ้ม คิดว่าถ้าแฟนเราทำอย่างในการ์ตูน เช่น หอมแก้ม เราจะทำยังไง จะบอกว่าอย่าเพิ่ง เขาจะว่าอะไรหรือเปล่า จะโกรธไหม การ์ตูนหวานแหววมันก็ทำให้เคลิ้มไปได้ง่ายๆ เพราะในที่สุดทุกคนก็ลงเอยด้วยการรักกัน แต่งงานกัน ไม่เห็นมีการ์ตูนที่บอกว่าผู้หญิงท้อง แล้วผู้ชายก็ทิ้ง ทุกอย่างมันดูราบรื่นไปหมด "

" แต่สื่อจะไม่สร้างปัญหา ถ้ามีคนคุยให้เด็กเข้าใจเรื่องสื่อ " หทัยรัตน์ชี้ทางออก " มีครูคนไหนบ้างที่ริบหนังสือโป๊ได้ แล้วอธิบายกับเด็ก หรือตั้งวงคุยว่าการ์ตูนโป๊มีข้อดีข้อเสียยังไง นอกจากลงโทษแล้วก็ริบไป เด็กก็ไปซื้อมาใหม่อีก เด็กต้องการการเรียนรู้ ต้องการคำอธิบาย หรือพูดคุยว่าเขาคิดยังไง ควรให้เขาถกกันเอง และเชื่อมั่นว่าเด็กจะเรียนรู้ได้ โดยครูช่วยเสริมข้อมูลบางอย่างเท่านั้นเอง "

ไม่กล่าวโทษ แต่โปรดรับฟัง

ที่ผ่านมา ปัญหาทางเพศศึกษาต้องคาราคาซังก็เพราะผู้ใหญ่หลายคนมองว่ามันไม่ใช่ปัญหา หรือถ้าจะยอมรับก็มักจะหาเหตุกล่าวโทษไปต่างๆ นานา

อุษาสินี จากองค์กร PATH ที่ทำหน้าที่ให้ความรู้ด้านเพศศึกษากับเด็กๆ บอกว่า
" ปัญหาเรื่องเพศของวัยรุ่นอยู่ที่ผู้ใหญ่ ในครอบครัว ในโรงเรียน ในสื่อ ไม่ยอมรับความจริง โทษคนอื่น แล้วก็สร้างกรอบของตัวเองให้คนอื่น ที่มันเป็นปัญหาก็เพราะไม่มีใครยอมรับเป็นเจ้าของปัญหา พอเห็นว่าเป็นเรื่องของคนอื่น ก็ไม่ได้คิดหาทางแก้ไข "

" ที่สำคัญ ทุกวันนี้ผู้ใหญ่ไม่รู้ว่าเด็กคิดยังไง ไม่เกิดการคุยกัน มีแต่จะสอน ถ้าเราฟังว่าเด็กคิดยังไง จะได้รู้ว่าฐานเดิมเขารู้อะไรมาบ้าง ถ้ารู้ถูก ก็ไม่ต้องพูดเยอะ แต่อะไรที่ผิดกับข้อเท็จจริง ก็ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้าน ให้เขาเลือกเอง "

ครูมลเสริมว่า
" การที่เด็กนิ่งฟัง ไม่ได้หมายความว่าเขาเห็นด้วย ถ้าเขาถกเถียงและไม่เห็นด้วย จะยิ่งดี ที่ทำให้รู้จักเขามากขึ้น และปรับว่าเราต้องเพิ่มหรือหักล้างเขาด้วยเหตุผลอะไร เพื่อให้เขาได้มุมมองที่ชัดเจน และหลากหลายขึ้น
ต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ เริ่มจากการที่ให้เด็กได้คิด เวลาเขาพูดก็เหมือนได้ให้สัญญากับตัวเอง ในมุมที่เป็นสำนึก เขาก็จะเห็นว่าความคิดแบบนี้ก็ทำให้กลุ่มเพื่อนและสังคมยอมรับได้เหมือนกัน "


เซ็กส์กับความเข้าใจที่ถูกต้อง

ผู้ใหญ่มักกลัวว่า การให้ข้อมูลทางเพศกับเด็กจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก เพราะมักจะเชื่อมโยงเรื่องเพศ กับการร่วมเพศเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่แท้จริงแล้ว เรื่องเพศ (Sexuality) มีนัยยะครอบคลุมตั้งแต่ความเข้าใจในตัวเอง เข้าใจผู้อื่น การสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนเพศเดียวกันและต่างเพศ กว่าจะไปถึงปลายทางสุดท้ายคือเพศสัมพันธ์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเสมอไป

อุษาสินีบอกว่า
" ถ้าเด็กไม่รู้วิธีการคบหากันระหว่างเพื่อนต่างเพศ ก็จะต่างคนต่างอยู่ พอจะมีความสัมพันธ์ก็กลายเป็นการกลั่นแกล้งรุนแรง หรือเรื่องชู้สาวเลย ไม่มีความพอดี แต่ถ้าเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง เพศสัมพันธ์อาจจะไม่เกิดเลยก็ได้ เพราะเด็กเข้าใจความเป็นเพื่อนกันมากขึ้น "

เห็นได้ชัดในประเทศแถบยุโรป ที่ถูกมองว่าเป็นดินแดนฟรีเซ็กส์ แต่ปรากฏว่า วัยรุ่นในประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี และเนอเธอร์แลนด์ กลับมีอัตราการตั้งครรภ์ การทำแท้ง และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่ำกว่าอีกหลายประเทศ

จากผลการวิจัยของ Advocates for Youth ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในสหรัฐอเมริการ่วมกับมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา ทำให้ได้คำตอบว่า การเปิดกว้างทางสังคมตลอดจนความสะดวกใจและเปิดเผยในการเผชิญกับเรื่องเพศ ทำให้วัยรุ่นเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และบริการเรื่องสุขภาพทางเพศได้ง่าย พวกเขาจึงเข้าใจ และมั่นใจที่จะมีเพศสัมพันธ์เมื่อตัวเองต้องการ และเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติว่าถ้าไม่มีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัย ก็ไม่ต้องมีเลย (safe of no sex)

ดังนั้น ปัญหาทางเพศของวัยรุ่นจึงไม่ใช่ที่วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ แต่เป็นปัญหาที่วัยรุ่นไม่เข้าใจการเติบโตทางเพศของตัวเอง ความเป็นผู้หญิงผู้ชาย ความรู้สึกชอบพอเพศตรงข้ามหรือแม้แต่เพศเดียวกัน ซึ่งถ้าไม่เข้าใจ ก็เท่ากับผลักให้เขาไปมีเพศสัมพันธ์ในวัยที่เร็วขึ้น

อาจารย์จิรดา รัตนรังสี หัวหน้าฝ่ายแนะแนว โรงเรียนประชาราษฎร์อุปถัมภ์ เป็นผู้หนึ่งที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ จึงได้ลุกขึ้นปฏิบัติการศึกษาเรื่องเพศในโรงเรียน โดยร่วมมือกับองค์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสาธารณสุข (PATH) และมูลนิธิสยามแคร์ ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ก้าวย่างอย่างเข้าใจสอนหลักสูตรเพศศึกษาให้กับนักเรียนชั้น ม.2

" ในแต่ละปี รับปัญหาเรื่องเด็กตั้งท้องเยอะมาก ต้องเผชิญกับทั้งพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย เลยคิดว่ารอให้คำปรึกษาตอนปัญหาผ่านไปแล้ว มันสายเกินไป ที่เริ่มสอนในชั้น ม.2 เพราะเป็นวัยที่เด็กเริ่มมีฮอร์โมนทางเพศ อยากรู้อยากเห็น ซึ่งถ้าอยากรู้ ก็ควรรู้แบบถูกวิธี

การแก้ปัญหาทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นไม่ใช่ปิดสถานที่ จำกัดเวลา ควบคุมประพฤติ สิ่งที่จะป้องกันได้คือกรอบความคิด ถ้าใส่เข้าไปในสมองของเขาได้ทันและพอเพียง เขาก็คิดได้ ถ้าห้ามใจไม่ได้ จะทำจริงๆ ก็จะรู้วิธีที่ทำให้ไม่เป็นปัญหาต่อชีวิต "

ถึงวันนี้ คงต้องยอมรับว่าการห้ามวัยรุ่นไม่ให้เพศสัมพันธ์คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทางที่ดีที่สุด ควรเตรียมให้เขาเข้าใจและตัดสินทางเลือกด้วยตัวเอง

" ถามว่าชี้โพรงให้กระรอกหรือเปล่า ก็เคยไปถามเด็กดีๆ ว่ารู้วิธีหมดแล้ว ไม่ลองซะหน่อยหรือ เขาบอกไม่ เด็กที่ดีอยู่แล้ว ก็จะดีอยู่อย่างนั้น ไอ้ที่ทำไม่ดีก็จะรู้วิธีที่ไม่เสียอนาคตและที่ก้ำกึ่งอยู่ในกลุ่มเสี่ยงว่าจะทำหรือไม่ทำ ถ้าตัดสินใจไม่ทำก็ดีกับตัวเอง แต่ถ้าเขาตัดสินใจทำ ก็จะรู้วิธีที่จะไม่ทำให้ชีวิตล่ม แล้วมันเสียหายตรงไหน ปีนี้มีโรงเรียนมัธยมหลายโรงเห็นว่าได้ผล ก็เริ่มลงมือทำตาม "


เพศศึกษา…หน้าที่ของใคร

พ.ญ.สุวรรณา วรคามิน ผู้อำนวยการกองวางแผนครอบครัวและประชากร กรมอนามัย ยืนยันว่าลำพังสถานศึกษา ถึงจะทำหน้าที่ได้อย่างครบสมบูรณ์ก็ยังไม่พอ แต่สถาบันครอบครัวจะต้องมีส่วนร่วมในการให้ทัศนคติที่ถูกต้องตามวัยกับเด็กๆ

" ไม่มีช่วงวัยไหนที่สำคัญเป็นพิเศษ แต่สำคัญที่ความต่อเนื่อง การเริ่มต้นที่ดีจะเตรียมพร้อม สำหรับการเรียนรู้ในขั้นต่อไป ถ้าลูกโตขึ้นโดยไม่เคยคุยเรื่องนี้กันมาก่อน พอถึงตอนที่เป็นวัยรุ่นและอยากรู้ เขาก็จะไปหาข้อมูลจากแหล่งอื่นแทน

ณ วันนี้ ถ้าเด็กคนหนึ่งมีพฤติกรรมแตกต่างไปจากบรรทัดฐานของสังคม เป็นดัชนีที่บ่งบอกการเลี้ยงดูของครอบครัว แต่จะโทษว่าเป็นความผิดของพ่อแม่ฝ่ายเดียวคงไม่ได้ เพราะสังคมไทยได้ปล่อยให้ภารกิจของพ่อแม่ เป็นความสามารถเฉพาะตัวที่ต้องเผชิญปัญหาอย่างโดดเดี่ยวมาเนิ่นนาน"

ทิชา ณ นคร ในฐานะครูของเด็กสาวผู้พลาดพลั้ง และแม่ที่เลี้ยงลูกสาวมาลำพังสองมืออย่างโดดเดี่ยว ได้เสนอคำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้ว่า

" สังคมต้องเริ่มต้นตั้งแต่การสร้างภูมิความรู้ใหม่ๆ ให้กับคนที่กำลังจะเป็นพ่อแม่ และมีทางออกให้ เมื่อเขามีปัญหาจะได้รู้ว่าสามารถจะโยงตัวเองไปหาใคร แต่ปัจจุบันรอให้ปัญหานั้นยับเยินเป็นผุยผงไปแล้ว จึงจะมีองค์กรมาแก้ไข ถ้าไม่เอาใจใส่และให้น้ำหนักคุณค่าของครอบครัว ก็คงต้องยอมรับว่าภาพของเด็กเกเร เด็กติดยา เด็กใจแตก ก็เป็นเพียงปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่สะท้อนภาพของสังคมไทยเท่านั้น "


(update 21 ตุลาคม 2002)
[ ที่มา.. life & family   ปีที่ 5 ฉบับที่ 59 กุมภาพันธ์ 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600