มีคนเขียนจดหมายบ้าง โทรศัพท์ฝากข้อความถึงผมบ้าง ว่าจะสอนลูกวัยรุ่นเรื่องเพศได้อย่างไร
บางคนที่ใกล้ชิดหน่อยก็แอบถามลูกวัยรุ่นสองคนของผมว่า พ่อสอนอะไรบ้างหรือเปล่า
คำตอบจากลูกชายและลูกสาวก็คือว่า...เปล่า แต่ถ้าไปถามแม่ของพวกเขาแล้ว เธอจะตอบอีกอย่างหนึ่งว่า
พ่อสอนมาตลอดตั้งแต่ลูกจำความได้นั่นแหละ เพียงแต่ไม่ได้สอนอย่างเป็นทางการ
บางครั้งไม่ได้สอนด้วยคำพูดแต่สอนด้วยการกระทำ
ถ้าใครไปถามว่า พ่อรักแม่ไหม ลูกทั้งสองจะตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่า พ่อรักแม่มาก
แต่ถ้าถามพวกเขาว่า พ่อเคยพูดว่ารักแม่ให้ฟังไหม ลูกๆ จะพร้อมใจตอบว่าไม่เคยได้ยินพ่อพูด
มีแต่แม่พูดว่า " รักพ่อจัง " และสิ่งที่ลูกเรียนรู้ว่า พ่อรักแม่ก็จากการกระทำที่พ่อมีต่อแม่
พ่ออาจจะเถียงกับแม่เป็นประจำเพราะความเห็นไม่ค่อยจะตรงกัน...แต่ไม่เคยทะเลาะกัน
ลูกสองคนก็เถียงกันเหมือนกันแต่ไม่ทะเลาะกันเพราะเข้าใจว่า ความเห็นไม่ตรงกันไม่จำเป็นจะต้องโกรธกัน
ก็ผู้ชายกับผู้หญิงย่อมมีความเห็นไม่ตรงกันเป็นธรรมดา
เห็นไหมครับ แค่นี้ พ่อแม่ก็สอนลูกได้แล้วว่าคนเราอยู่ด้วยกันไม่จำเป็นจะต้องมีความเห็นตรงกัน
ขัดแย้งกันได้ โต้เถียงกันได้ แต่ต้องไม่ทะเลาะกัน ไม่โกรธกัน ก็ในเมื่อมาอยู่ในครอบครัวเดียวกันด้วยความรัก...
ก็ย่อมไม่มีความเกลียดความโกรธ อาจจะโมโหบ้าง หายแล้วก็แล้วไป เพราะเมื่อรักกันแล้วใครทำผิดพลาด
หรือไม่ได้ดังใจก็ต้องให้อภัยกัน...จริงไหมครับ
ส่วนคุณๆ ก็ไม่ต้องไปอิจฉาครอบครัวอื่น คุณทำได้ ถ้ามีกำลังใจให้แก่กัน และตั้งใจจริงที่จะร่วมมือร่วมแรงร่วมใ
นำเอาครอบครัวของคุณฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้
...ด้วยการสื่อสารต่อกันอย่างเข้าใจกัน
การสื่อสารให้ปฏิบัติ
ในสมัยที่ประเทศไทยเรากำลังรณรงค์เกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวอยู่นั้น
กระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ยอมรับนับถือไปปฏิบัตินั้น ท่านอาจารย์ผู้ที่ผมเคารพนับถือมากท่านหนึ่ง
คือ ศาสตราจารย์นายแพทย์วิฑูร โอสถานนท์ ท่านได้สั่งสอนลูกศิษย์ทั้งหลายรวมทั้งผมด้วยให้ทราบว่า
กระบวนการในการยอมรับของคนเรานั้น ก่อนอื่นจะต้อง รับรู้ จากนั้นก็จะเกิดความสนใจ ตามมาด้วยการไตร่ตรอง
แล้วจึงทดลองดูว่าดีและเหมาะสมแก่ตัวเองหรือไม่ เมื่อดีแล้วจึงยึดถือปฏิบัติจนเป็นนิสัย
รับรู้ สนใจ ไตร่ตรอง ทดลอง ปฏิบัติจนเป็นนิสัย จึงเป็นหลักในการสื่อสารให้ปฏิบัติ...
และเป็นหลักการที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในทุกยุคทุกสมัย และในทุกเรื่องราว...
คนที่สำคัญที่สุดที่จะให้ความรู้ทางด้านเพศศึกษาคนแรกๆ ของลูกก็คือ...คุณพ่อคุณแม่ของพวกเขานั่นเอง
เพราะพ่อแม่...เป็นครูคนแรกของลูกเสมอในทุกๆ ทาง รวมทั้งเป็นแบบอย่างให้ลูกๆ ได้เรียนรู้ ซึมซับบุคลิกต่างๆ
รวมทั้งพฤติกรรมต่างๆ แล้วหล่อหลอมออกมาเป็นตัวของพวกเขา
พ่อแม่ จึงต้องมีการสื่อสารเรื่องเพศที่ถูกต้องในครอบครัวให้ลูกๆ ได้เห็น สอนบทเรียนจากชีวิตจริง
ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ให้เป็นแบบอย่าง ในการเกิดทักษะเพื่อการดำเนินชีวิตของพวกเขา...
เริ่มจากความรัก
พ่อแม่ต้องแสดงให้ลูกๆ เห็นว่า พวกเขาเกิดจากความรักของพ่อและแม่ เป็นพยานรักที่ถือกำเนิดเกิดมา
แต่ไม่ใช่ตามใจจนเหลิง เหมือนที่บางคนทำนะครับ แบบนั้นเขาเรียกว่า ความรักในทางที่ผิด
พ่อแม่ จำต้องแสดงให้ลูกๆ เห็นว่า การที่คนสองคนชายและหญิงมีความรักความผูกพันและความเข้าใจกันนั้น
เป็นอย่างไร จำไว้เลยนะครับว่า " การกระทำดีกว่าคำพูดร้อยเท่า " ไม่จำเป็นจะต้องพูดคำว่า รักต่อกันก็ได้
แต่ต้องแสดงความรักต่อกัน มีความห่วงใยซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในยามเจ็บป่วยและยามทุกข์ยากให้ลูกได้เห็น
และช่วยกันให้กำลังใจจนฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้ ลูกก็จะดูดซับเอาไว้เป็นแบบอย่าง และถ้าเขาถามว่า
ทำไมพ่อแม่จึงมีกำลังใจและมานะพยายามเอาชนะโรคภัยไข้เจ็บและอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตคู่ ก็ตอบไปเลยว่า
เพราะ "เรารักกัน" ...สามคำสั้นๆ เท่านั้นก็พอ
พ่อควรจะเป็นแบบอย่างของพ่อบ้านที่ดี ในขณะที่แม่เป็นแบบอย่างของแม่บ้านที่ดี
ในบ้านทุกคนจะต้องมอบความเป็นใหญ่ และการตัดสินใจต่างๆ ให้อยู่ในอำนาจของแม่ ขณะเดียวกัน
ถ้ามีเรื่องสำคัญที่จะต้องตัดสินใจแล้ว ควรจะต้องเป็นหน้าที่การตัดสินใจของพ่อบ้าน
ถ้าทุกอย่างตกลงกันได้ลงตัวแบบนี้แล้ว ก็จะเป็นแบบอย่างของวินัย
ใครๆ ก็รู้ว่า วินัยเริ่มต้นที่บ้าน
และต้องเป็น วินัยที่เกิดจากความรัก...และความเข้าใจ
พ่อแม่ต้องแสดงให้ลูกเห็นถึงความรักที่ปลอดภัยของครอบครัว ที่มีต่อพวกเขา
เพื่อเป็นเกราะกำบังพวกเขาให้พ้นภัยจากความรักที่ไม่ปลอดภัยในวัยรุ่น
พ่อแม่ จึงต้องรู้ว่า เมื่อลูกสาวเริ่มเข้าวัยรุ่น รังไข่เริ่มทำงาน และมีประจำเดือนนั้น
จะมีการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่า เอสโตรเจนออกมา และฮอร์โมนดังกล่าวเป็นฮอร์โมนแห่งความรัก
เมื่อลูกสาวเข้าวัยรุ่น ถ้าไม่มีความรักในครอบครัว ไม่มีครอบครัวที่มีความรักความอบอุ่นแล้ว
ถ้าเธอไปได้รับความรักจากผู้ชายสักคน... เธอก็ย่อมจะรับความรักนั้นมาอยู่กับตัว
เป็นที่รู้กันดีว่า เมื่อผู้หญิงเกิดความรักแล้ว อะไรๆ ก็ยอมให้คนที่เธอรักได้หมด ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ
ร่างกาย หรือเงินตรา
แล้วผู้ชายที่รักเธอเล่า คุณพ่อซึ่งเป็นผู้ชายก็น่าจะทราบดีว่า ในใจที่เขาบอกรักเธอในวัยหนุ่มคะนองนั้น
คำพูดที่บอกว่า... ผมรักคุณ ผมรักคุณ และผมรักคุณ นั้นแฝงไว้ในใจลึกๆ ว่า...เมื่อไรคุณจะยอมเป็นของผม
ก็เมื่อลูกสาวคุณคิดว่า เขารักเธอ มากกว่าพ่อแม่รักเธอ นั่นแหละครับ!!!
ถ้าโอกาสเปิดความรักของหนุ่มสาวก็จะหลอมร่างกายและจิตใจเข้าด้วยกัน
เขาผิดหรือ???
เพราะฉะนั้น พ่อแม่ จึงต้องสอนลูกสาวให้รู้จักที่จะมีความรักที่ปลอดภัยครับ
ไม่ใช่สอนให้รู้จักการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และต้องสอนลูกชายให้เป็นสุภาพบุรุษเพียงพอ
ที่จะมีความรักไปในทางที่ดี ไปในทางที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในการเรียนและการทำงาน
เพื่อการมีชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต สอนลูกชายให้รู้จักการอดทนอดกลั้นต่ออารมณ์ทางเพศที่จะเกิดขึ้น
รวมทั้งสอนการหาทางออกในการมีอารมณ์ตอบสนองต่อความต้องการตามธรรมชาติ
ไปในทางที่ถูกที่ควรด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา เล่นดนตรี หรือการสันทนาการอื่นๆ
และรวมทั้งการสุขสมด้วยตนเอง... อย่าสอนด้วยการดุด่าว่ากล่าว !
มนุษย์เราทุกคนไม่อยากที่จะโดนคนว่า แต่ในสังคมที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
ไม่อยากให้ใครได้ดีรวมถึงการชอบหาคนผิด แต่ไม่อยากพูดถึงปัญหาที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
การหาคนผิดจะไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย ในการสื่อสารเรื่องเพศที่ถูกต้อง
เพราะการหาคนผิดนั้นง่าย... การหาแพะรับบาปก็ไม่ยาก เพียงแต่ปัญหายังคงอยู่
และไม่ได้รับการแก้ไข
เราจึงต้องหันมาแก้ไขปัญหาด้วยความรัก ความเข้าใจต่อกัน
พ่อแม่จึงต้องสอนลูกจากประสบการณ์ต่างๆ ของคนอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารต่างๆ
ที่เกิดขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือข่าวสารจากวิทยุและโทรทัศน์
ถามพวกเขาว่า ถ้าเป็นเขา...จะทำอย่างไรในสถานการณ์นั้นๆ รวมทั้งจะเอาตัวรอด
จากสถานการณ์ที่เลวร้ายแบบนั้นได้อย่างไร ถ้าจะให้ดีแล้ว ควรจะให้เขาบอกให้ได้ว่า
จะป้องกันเหตุการณ์แบบนั้นไม่ให้เกิดแก่พวกเขาได้อย่างไร
ยกตัวอย่าง ไม่นานมานี้มีข่าวครึกโครมเรื่องนักศึกษาสาววิทยาลัยครูแห่งหนึ่ง
ที่พักอยู่ในอพาร์ตเม้นต์เดียวกับเพื่อนชายที่หลงรักเธอ แต่เธอไม่รักด้วย ด้วยนิสัยของผู้หญิงที่ตัดไม่ขาด
และอาจจะเป็นเพราะไม่มีใครสอนถึงภยันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ คืนหนึ่งเธอก็ให้เขาเข้ามาในห้องของเธอ
มาดูโทรทัศน์ในห้องของเธอ แล้วเธอก็เข้าไปนอนด้วยความอ่อนเพลีย เขาเห็นเธอนอนหลับอดใจไม่ไหวก็ข่มขืนเธอ
และด้วยอารมณ์ชั่ววูบที่กลัวความผิดก็จัดการฆ่าเธอเสีย...
เรื่องนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น ถ้าพ่อแม่ของฝ่ายหญิงสอนให้เธอรู้จักระวังตนเอง
ไม่ไว้ใจจนขนาดให้ผู้ชายเข้ามาในห้องของเธอสองต่อสอง เพราะก็รู้ๆ อยู่ว่า การที่ผู้หญิงถูกข่มขืนนั้น
ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากคนใกล้แทบทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดจากพวกอาชญากร ซึ่งมีโอกาสน้อยกว่า
เพราะพวกเธอไม่ได้ระมัดระวังตัวกับคนใกล้ชิดนั่นเอง...เรื่องน่าเศร้าเหล่านี้จึงเกิดขึ้น
และถ้าพ่อแม่ของฝ่ายชายสอนให้เขาเป็นสุภาพบุรุษ รู้จักอดทนอดกลั่น รวมทั้งเข้าใจว่า
เมื่อรักใครแล้วต้องอาศัยความอดทน มั่นคง จริงใจ ที่จริงแล้วสูตรสำเร็จในการจีบสาวให้ติดก็ต้องสอนด้วยว่า
การจะจีบสาวให้สำเร็จนั้น ต้องอาศัยคำว่า จริงจัง จริงใจ ต่อเนื่อง เป็นระบบ และครบวงจร ทั้ง 5 คำนี้
ก็อาจารย์สอนผมมาเหมือนกัน ไม่ใช่ผมคิดเอง
ที่เล่ามาให้ฟังนี้ก็เป็นตัวอย่างของเพศศึกษา... และการสื่อสารเรื่องเพศที่สามารถเริ่มต้นได้ที่บ้าน
เพราะเพศศึกษาไม่ใช่การสอนการมีเพศสัมพันธ์ แต่เป็นการสอนการพัฒนาการทางเพศ รวมทั้งการมีความรัก
ครอบครัว และคุณภาพชีวิตที่ดีต่างหาก
เพศศึกษาจึงเป็นการสอนเพื่อที่จะมี HEALTHY SEX หรือสุขภาพทางเพศที่ดี
ไม่ใช่เป็นการสอน SAFER SEX หรือการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย แต่อย่างเดียว!!
(update 5 เมษายน 2002)
[ ที่มา...
เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 10 ฉบับที่ 480 วันที่ 13 - 19 ส.ค. 2544 ]
|