ในบ้านเมืองเราทุกวันนี้ มีการวิจัยสารพัดเรื่อง ล้วนมีประโยชน์เมื่อนำไปคิดใช้
ลำบากอยู่ตรงที่ว่า ผู้รับรู้มีขีดจำกัด รู้กันแต่เฉพาะหมู่ โดยเฉพาะการวิจัยในแวดวงของสถานศึกษา
ได้อ่านรายงานวิจัยบทหนึ่ง เป็นวิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร์ มหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่อง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการแต่งกายของนักเรียนหญิง
ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพมหานคร ผู้ทำการวิจัยเป็นนิสิตปริญญาโท สาขาคหกรรมศึกษา
ภาควิชาอาชีวศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชื่อ อังคณา อ่อนบุญเอื้อ
กับ รศ.ดร.เสาวพร เมืองแก้ว ภาควิชาอาชีวศึกษา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
คาดหวังว่า ผลของการวิจัยจะเป็นแนวทางให้บิดามารดาใช้ในการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลาน
และครูอาจารย์สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สามารถใช้เป็นข้อมูล เป็นแนวทางในการจัดโครงการ และกิจกรรมเพิ่มเติมความรู้เกี่ยวกับการแต่งกาย
ตลอดจนคำแนะนำที่ถูกต้องแก่วัยรุ่น อันส่งผลให้เป็นประชากรของชาติที่มีคุณภาพต่อไป
(เขียนเสียเหนื่อย เพราะคัดมาจากรายงานตรงๆ)
ลองอ่านผลการวิจัย เรื่องพฤติกรรมการแต่งกาย พอเป็นสังเขปว่า นักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
ซื้อเครื่องแต่งกายโดยเฉลี่ย 2.26 เดือนต่อครั้ง ซื้อครั้งละ 1.98 ชิ้น โดยเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ยครั้งละ 423.70 บาท
ส่วนใหญ่ได้รับความรู้เกี่ยวกับการแต่งกายทางโทรทัศน์ (86.5%) และเพื่อน (81.0%) นิยมซื้อเครื่องแต่งกาย
จากห้างสรรพสินค้า (86.7%) และไปกับเพื่อน แต่ตัดสินใจซื้อด้วยตนเอง ใช้ราคาเป็นเกณฑ์ในการซื้อเครื่องแต่งกาย
ข้อเสนอแนะ
1. บิดามารดาควรทำความเข้าใจลักษณะธรรมชาติและความต้องการของวัยรุ่น
และเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการแต่งกายของบุตรหลาน
2. ครูอาจารย์ควรแนะนำให้นักเรียนหญิงได้แสดงออกถึงการแต่งกายที่เหมาะสม
3. สถาบันการศึกษาควรเปิดสอนวิชาที่เกี่ยวกับการแต่งกายของวัยรุ่น หรือสอดแทรกในบางวิชา
4. หน่วยงานหรือสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องควรร่วมมือสร้างสรรค์รณรงค์ส่งเสริมกิจกรรมการแสดงออก
การแต่งกายของวัยรุ่น
รู้ว่า วัยรุ่นของเราซื้ออะไร ที่ไหน อย่างไร ทำไมจึงซื้อทั้งหมดมีตัวตั้งคือ เงิน น่ารู้ว่าได้เงินมาจากไหน
ได้จากพ่อแม่ หรือว่ามีปัญญาหาได้เอง พ่อแม่ให้เป็นประจำแต่ละเดือนหรือให้เป็นงวดๆ นักเรียนในกรุงเทพฯ
อาจมีพ่อแม่อยู่ต่างจังหวัด ความสะดวกในการให้เงินลูกใช้อาจต่างกัน ปัจจัยในการใช้เงินของลูกก็ต่างกันด้วย
การซื้อหาเครื่องแต่งกายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการใช้เงิน สำหรับนักเรียนที่อยู่กับพ่อแม่
สำหรับนักเรียนที่พ่อแม่อยู่ห่างไกล เงินที่พ่อแม่ส่งมาให้เป็นประจำต้องใช้เพื่อการกินการอยู่อื่นด้วย
อยู่กับญาติหรืออยู่หอพัก อาจเสียค่าใช้จ่ายต่างกัน ทั้งหมดกระทบกระเทือนกันและกันในการจัดการเรื่องเงินเป็นส่วนรวม
จากผลของการวิจัย นักเรียนเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ยครั้งละ 423.70 บาท เฉลี่ย 2.26 เดือนต่อครั้ง
บอกไม่ได้ว่า น้อย หรือ มาก เพราะขึ้นอยู่กับว่า พ่อแม่ให้เงินมากเท่าใด หรือมีรายได้เท่าใด
แม่ให้เงินลูกอยู่ ม.1 เป็นวัน วันละไม่กี่บาท แค่ไม่กี่บาท แม่ก็ต้องสอนลูกให้ใช้จ่ายเงิน
ค่าอาหารการวันเท่าใด ค่ารถเท่าใด (ถ้าต้องขึ้นรถประจำทาง) จะกินก๋วยเตี๋ยว หรือจะกินข้าว
ขนมหรือไอศกรีม ถ้าใช้เงินซื้อข้าวและกับข้าวอร่อยๆ ที่ชอบและต้องงดขนม จะเลือกอย่างไหน
เรื่องรับเรื่องจ่ายต้องเริ่มรู้กันตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่ให้ลูกนึกว่า เงินเหมือนลูกอะไรสักอย่างที่สอยมาได้จากต้น
นึกถึงเด็กคนหนึ่งมากับพ่อแม่ เห็นต้นมะพร้าวมีลูก เด็กถามแม่ว่า ลูกอะไร เขานึกไม่ออกว่า
กะทิมาจากลูกมะพร้าว ไม่รู้จักการขูดมะพร้าวคั้นกะทิ ทั้งๆ ที่เคยกินไอศกรีมกะทิ
เชื่อว่า ลูกทั้งหลายไม่รู้ว่าพ่อแม่ทำงานหาเงินได้เท่าใด พ่อแม่ไม่ได้บอก
นึกถึงเรื่องที่ยายเล่าว่า ไม่เคยรู้ว่าแม่ของยายทำอะไร ตาก็ตายไปแล้ว แต่แม่ก็มีเงินใช้ไม่ฝืดเคือง
คนสมัยปัจจุบันทำงานมีเงินเดือน รู้แน่นอน ลูกน่าจะรู้ แต่ก็ไม่รู้ เพราะพ่อแม่ไม่คิดว่าเป็นหน้าที่ที่ลูกต้องรู้
รับจากพ่อแม่ไม่ขาดมือเป็นใช้ได้ ลูกทั้งหลายจึงได้แต่เป็นผู้ขอความจริงก็ไม่ต้องขอ แค่แบมือรับก็พอ
เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแบมือ ใช้กดเอาจากตู้ ถ้าถือว่าตู้เป็นผู้ให้เงินสมควรไหว้ตู้
แม่คนหนึ่งบอกลูกว่า ก่อนที่จะไปกดเอาเงินจากตู้ ต้องมาไหว้แม่ก่อน ลูกหัวเราะ แต่ก็ทำตาม
คงเพราะคิดว่าไหว้แม่ดีกว่าไหว้ตู้
ตอนนี้ขอเวลานอก ละจากการเขียนไปอ่าน หยิบนิตยสารไทม์ซึ่งอยู่ใกล้มือ มีรูปบินลาเดนเป็นหน้าปก
ฉบับเดือนตุลาคม ไม่ได้อ่านเรื่องการรบราฆ่าฟัน เปิดอ่านคอลัมน์ Personal Time : Your Family
เจอเรื่องที่น่าสนใจเข้าพอดี
พ่อคนหนึ่งเล่าว่า การจะให้ลูกรู้ว่าพ่อมีเงินเดือนเท่าใด ครอบครัวซึ่งหมายถึง พ่อแม่ลูก
ใช้จ่ายไปแต่ละเดือนเป็นจำนวนเท่าใดนี้แสนยาก ต้องการ guts (แปลคร่าวๆ ได้ว่า องอาจ กล้าหาญ
ความตั้งใจแน่วแน่) เขากลั้นอกกลั้นใจชี้แจงให้ลูกฟัง เพื่อหวังว่าลูกจะร่วมมือในการประหยัดลดค่าใช้จ่าย
ให้สมดุลกับรายได้ เขาใช้อุปกรณ์ประกอบคำอธิบายในที่ประชุม ลูกเพิ่งรู้ว่า ตัวมีส่วนในการใช้เงินของครอบครัวเท่าใด
ถ้าลูกจะซื้อเสื้อ 1 ตัว ก็กระทบกระเทือนค่าใช้จ่ายส่วนรวมของครอบครัว ลูกเปิดไฟทิ้งไว้ในห้อง หมายความว่า
ครอบครัวต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ส่วนที่เพิ่มอาจไปกินเนื้อที่ส่วนที่สงวนไว้สำหรับการจราจร
หรือสำหรับสุขภาพของสมาชิกครอบครัวทั้งหมด ฯลฯ ทำนองเด็ดดอกไม้กระเทือนดาว อะไรเทือกนั้น
ลูกไม่เคยรู้ก็ได้รู้ว่า เงินที่พ่อหาได้นั้น ต้องแบ่งปันให้แก่ส่วนรวมคือ ประเทศชาติด้วย
คือการเสียภาษีอากร
ลูกของเขาเดี๋ยวนี้เปิดเครื่องปรับอากาศใช้แรงไฟต่ำ และสวมสเวตเตอร์ให้อบอุ่นตัว
(ความคิดเรื่องประหยัดไฟเหมือนกับนายกรัฐมนตรีของไทย แต่ต่างกันเรื่องเปิดไฟฟ้าให้อุ่น กับให้เย็น)
ที่เขาพอใจมาก คือ ลูกคิดถึงการศึกษาและอาชีพในภายภาคหน้าของเขา
ว่าเขาจะใช้ทรัพยากรของครอบครัวสักเท่าใด เขาบอกว่า เป็นสิ่งที่เขาอยากจะคิดได้
เมื่อเขาเรียนจบมัธยมปลาย
ผู้เขียน คือ W.Bruce Cameron ใครอยากจะได้รายละเอียด หาได้ที่ www.wbrucecameron.com
ไม่ได้คาดว่าจะได้อ่านบทความที่จะใช้เป็นเรื่องต่อเนื่องกับการวิจัยข้างต้นได้
ความจริงไม่ใช่ต่อเนื่อง น่าจะเป็นต้นเรื่องมากกว่า
ไม่เคยพบว่า มีการสำรวจกันหรือเปล่าว่า มีพ่อแม่สักกี่รายที่ทำงบประมาณการรับการจ่ายของครอบครัว
ถ้าทั้งพ่อและแม่มีเงินได้ด้วยกันทั้งสองคน จัดการรายได้กันอย่างไร ใครเป็นคนจ่ายต่อให้ลูก พวกเราไม่เท่าไหร่
อภิปรายเรื่องรายได้รายจ่ายของครอบครัวเป็นเรื่องราว ลูกไม่ต้องรับรู้อะไรทั้งสิ้น รับเงินอย่างเดียว
พ่อแม่ก็ไม่ได้ให้ลูกรับรู้ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด บางทีรายได้ตึงตัว ถึงขนาดต้องไว้เขว
หาเงินมาให้ลูกเป็นค่าเทอมก็มีอยู่ การหาได้ใช้ไป ไม่ได้มีการวางแผนว่าจะต้องใช้อะไรเท่าใด ไม่มีเผื่อขาด
ทำให้เกิดการเป็นหนี้เป็นสิน พ่อแม่รับทุกข์ไว้คนเดียว ลูกไม่รู้เรื่องด้วย
ดูจากที่เห็นลูกเที่ยวเตร่ใช้จ่ายเงินกันแล้ว นึกฉงนไม่วายว่าพ่อแม่หาเงินที่ไหนมาให้ลูกใช้
หรือลูกหาเงินมาใช้จ่ายอย่างไรโดยไม่ได้รับจากพ่อแม่
ในข้อเสนอแนะของการวิจัย ไม่มีข้อไหนที่ให้บิดามารดาครูอาจารย์ให้คำแนะนำเรื่องการใช้จ่ายเรื่องเสื้อผ้า
เครื่องแต่งกาย โดยตรงในด้านเศรษฐศาสตร์ครอบครัว
ให้ลูกรู้ฐานะการเงินของครอบครัวมีประโยชน์แน่ ถ้าลูกใช้กระดาษชำระอย่างระวัง
ไม่ดึงพรืดออกมาอย่างไม่ยั้ง ดื่มน้ำหมดแก้ว กินข้าวหมดจาน นั่งซ่อมเสื้อตะเข็บขาด ปิดไฟทุกครั้งที่ออกจากห้อง
ใช้สมุดโน้ตเขียนข้อความจนหมดจด ทำทุกอย่างที่เป็นการประหยัดคือ ความพอดีในการกินการใช้ทุกอย่าง
ที่จำเป็นแก่การมีชีวิตอยู่ ประหยัดส่วนตัว ก็คือประหยัดส่วนรวม
คิดว่า ก่อนที่พ่อแม่จะสอนลูกให้สำนึกเรื่องเศรษฐศาสตร์ครอบครัว
พ่อแม่ต้องทำงานวิจัยมาแล้วด้วยตัวเอง
ความยากอยู่ที่ตรงนี้
(update 27 พฤศจิกายน 2002)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 6 ฉบับที่ 70 มกราคม 2545 ]
|