โต๊ะสุดท้ายที่ปลายร้าน
ละมุน เจ้าแม่ก๋วยเตี๋ยวปลาหน้าซอย กำลังตีโพยตีพายกับแหวนลูกค้าประจำและเพื่อนซี้
" ตาย ตาย ตาย! ลูกสาวฉันริอ่านมีแฟนตั้งแต่อายุ 12 จะทำยังไงดีล่ะเธอ"
" ทำใจดีๆ ไว้ ไม่ถึงตายหรอกน่า นี่ไปโวยวายใส่ลูกรึเปล่าฮึ" เพื่อนซี้ดุใส่
" เปล่า ฉันรีบปรึกษาเธอก่อนไง"
" ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจไปหรอกคุณแม่ รู้ตัวหรือเปล่าว่าลูกเราเริ่มเป็นสาว แล้วยัยก้อยไปทำอะไรเข้าล่ะ"
" มีเจ้าหนุ่มให้ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาน่ะสิเธอ เราเห็นกำลังทำท่าปลื้มกับตุ๊กตาอยู่ ไปถามเข้ารีบเก็บใต้โต๊ะ
ความเลยแตก ก็เท่านั้นแหละ"
" ไม่เห็นมีอะไรในกอไผ่ซักหน่อย เด็กกำลังจะเริ่มโตเป็นวัยรุ่น ก็เริ่มปิ๊งหนุ่มปิ๊งสาวกันมั่ง
ชอบกันไปปลื้มกันมาไม่ถึงขั้นฟงแฟนหรอก วูบเดียวหาย เห็นชอบคนนี้อยู่ดีๆ ถามอีกทีลืมไปแล้วว่า
เราพูดถึงใครกัน เดี๋ยวปิ๊งคนอื่นใหม่อีกแล้ว เจ้าอ๊อดลูกชายฉันเป็นอย่างนี้ประจำ ปั๊บฟี้เลิฟน่ะ
ไม่ได้จริงจังเท่ากับตอนเป็นวัยรุ่นเต็มตัวหรอกจ้ะ
" อาการปลื้มของเด็กวัยนี้ เขาก็กิ๊กก๊าวกันไปตามเรื่อง เราก็อดรู้สึกไม่ได้หรอกว่ามันแก่แดดแก่ลมไปหน่อย
เด็กวัย 11-12 เขาก็เริ่มเปลี่ยนแล้วละเธอ เจ้าอ๊อดเคยหน้ากลมเป็นขนมเปี๊ยะ คางก็ยาวออก
กรามเริ่มเป็นสัน แขนขาเก้งก้าง"
นอกจากเด็กชาย เด็กหญิงเมื่อเข้าสู่วัยนี้ ก็เริ่มมีหน้าอก สะโพกเริ่มผายออก บางคนก็มีประจำเดือนแล้วละค่ะ
ความเปลี่ยนแปลงในวัยที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น มีทั้งทางร่างกายภายนอกที่เราสังเกตเห็นได้
และความเปลี่ยนแปลงภายใน คือใจของเขา เริ่มสนใจเพศตรงข้าม ระยะนี้ความเปลี่ยนแปลงของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน
บางคนยังดูเป็นเบบี๋อยู่ ขณะที่บางคนเริ่มมีลักษณะของหนุ่มๆ สาวๆ กันแล้ว โดยเฉพาะช่วงวัยนี้
เด็กหญิงจะเติบโตเร็วกว่าเด็กชาย
เด็กวัยนี้ยังไม่ถึงขั้นแฟนกัน สำหรับความรู้สึกของเขาเอง ก็ยังไม่ใช่หรอกค่ะ แค่ได้ชอบใคร
หรือมีใครชอบนิดหน่อยก็พอแล้ว
ส่วนใหญ่ เด็กวัยนี้ยังติดอยู่กับกลุ่มเพื่อนเพศเดียวกันมากกว่า เพราะเขาก็รู้สึกว่าเป็นมุมที่ให้ความรู้สึกสบายใจ
และเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ การจะเรียกใครว่าเป็นแฟนหรือไปไหนมาไหนด้วยกัน เป็นเรื่องกระอักกระอ่วนใจของเขาน่ะค่ะ
เพราะเขารู้สึกเขินอาย ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน
แหวนเองก็มีลูกชายวัยไล่เลี่ยกับก้อย หนุ่มน้อยมีเรื่องมาเล่าให้แม่ฟังบ่อยๆ เย็นวันหนึ่งเมื่อลูกชายหน้างอกลับมาบ้าน
" แม่ เพื่อนมันชอบมาล้อว่าเอ๋เป็นแฟนกับอ๊อด เราสนิทกันก็ชอบเขานิดหน่อยแหละ
เขาไม่คิดอะไรกับเราหรอก แต่คราวนี้เพื่อนเล่นแรงไป เอ๋เขากำลังสอนเลขให้อ๊อดอยู่ พวกนี้ตะโกน จูบเลย จูบเลย
แล้วใครจะกล้าไปพูดกับเขาอีก"
" ก็น่าอึดอัดอยู่ลูก แต่เป็นแม่ จะทำตัวปกตินะ เข้าไปพูดกับเขาธรรมดา
เราจะได้ไม่ดูเป็นคนขี้ตกใจเกินไป เอ
แล้วชอบเขานิดหน่อยน่ะ ทำตัวดีๆ หรือเปล่า ต้องหัดวางตัวด้วย
เป็นเพื่อนที่ดีของเขา อย่าชวนเขาไปไหนมาไหนสองคน
" เราเริ่มชอบใคร เป็นแม่ก็ว่าไม่แปลก แต่ในวัยนี้ทำตัวเป็นเพื่อนๆ กันไว้ดีที่สุด
แล้วเป็นผู้ชายก็ต้องหัดให้เกียรติผู้หญิง อย่าไปถูกเนื้อต้องตัวเขา พูดคุยกับเขาดีๆ มีของไปฝากเขาได้บ้าง
ทำอะไรอย่าออกนอกหน้ามาก เราก็ไม่อึดอัด เขาก็ไม่อึดอัด เพื่อนก็ไม่ล้อ"
แหวนนอกจากรับความเปลี่ยนแปลงของลูกชายแล้ว ยังมีข้อคิดดีๆ แนะนำเรื่องการวางตัวของลูกให้โดยไม่ได้ว่ากล่าว
หากลูกเราเริ่มมีหัวใจเป็นสีชมพูระเรื่อแล้วละก็
มีข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ มาฝากพ่อแม่ผู้ห่วงใยลูกๆ ค่ะ
อย่าละเลยความรู้สึกลูก
เมื่อลูกเริ่มมีเรื่องหวานแหวว เราอาจมองว่าลูกยังเล็กเกินไปก็จริง ท่าทีของพ่อแม่ต้องเป็นผู้ใหญ่ใจกว้างค่ะ
อย่าไปหัวเราะเยาะลูกหรือพูดทำนองว่า ลูกเพิ่งอายุแค่นี้ อย่าฟุ้งซ่านไปหน่อยเลย เพราะความรู้สึกของลูกเป็นเรื่องจริงจังสำหรับตัวลูก หากเห็นความรู้สึกของเขาเป็นสิ่งไร้ความหมาย เขาอาจเลิกวางใจในตัวพ่อแม่ ต่อไปในอนาคต หากเขาเจอปัญหาใหญ่ขึ้นในวัยรุ่น เราอาจเขาไม่ถึงเขาและช่วยเหลือไม่ทันการ
สบายๆ อย่าซีเรียส
ถ้าเทียบปริมณฑลพื้นที่หัวใจสีชมพูของวัยนี้ เป็นแค่ชมพูจางๆ ในบริเวณเสี้ยวเดียวของหัวใจเท่านั้นแหละ
ไม่เข้มข้นหนักแน่นหรอกค่ะ สบายใจได้
ความรู้สึกวาบไหวของเด็กวัยนี้ ปล่อยให้เกิดขึ้นและจบลงไปตามธรรมชาติดีกว่าค่ะ เดี๋ยวก็หาย
ถ้าเราทำให้เป็นเรื่องใหญ่ พยายามห้ามปรามกีดกันลูกจนเกินไป ยิ่งเป็นการเติมฟืนให้เชื้อไฟ
แทนที่ความรู้สึกของเขาจะค่อยๆ ซีดจางไป ผลที่ออกมาจะกลับกลายเป็นตรงข้าม
ติดตามลูกเป็นระยะ สำรวจความคิด สอบถามความรู้สึกกันบ้าง ว่าขณะนี้เป็นเช่นไรแล้ว เป็นไปในลักษณะว่า
นี่ก็คืออีกเรื่องหนึ่งที่เราสนใจความเป็นไปของเขา ไม่แตกต่างไปจากความใส่ใจของเราต่อเรื่องเรียน
ต่อเรื่องบทบาทกับคนรอบข้าง พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน ครู ฯลฯ การจะละเลยหรือทำเป็นเพิกเฉยเสียทีเดียวก็คงไม่ได้
เก็บสื่อล่อแหลม
หลีกเลี่ยงการดูหนังที่มีบทเลิฟซีน ถึงแม้จะหลีกยากก็ตาม วิดีโอเรื่องไหนมีบทเลิฟซีนไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก
ก็ไม่ควรให้ลูกได้ดู เก็บหนังสือวาบหวิวของ (ฮะแฮ่ม) ป๊ะป๋า หรือพี่ชายวัยโตให้พ้นตาลูก เพื่อไม่เป็นการยั่วยุ
คุยกันเรื่องทัศนคติ
เมื่อมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นกับชีวิตลูก ก็ถือว่ามีประเด็นที่เราจะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกับลูกได้
เป็นเรื่องธรรมดาอีกเรื่องหนึ่ง ชวนคุยเรื่องการมองหาคุณสมบัติดีๆ ในตัวคน เพื่อปูพื้นความคิดในการเลือกแฟนของตัวเอง
เมื่อเขาถึงวัยจริงๆ อาจสมมติถามว่า เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ คิดว่าลูกต้องการเลือกคนนิสัยใจคอแบบไหน
คุยกันเรื่องความเข้าใจในความสัมพันธ์ ว่าการที่เรารู้สึกดีๆ กับใคร ก็ต้องมีขอบเขตของวัยว่า
ควรทำตัวให้เหมาะสมอย่างไร สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ ควรจะทำดีต่อกัน มีคำแนะนำดีๆ ให้กัน คอยเตือนเมื่ออีกคนทำผิด
และมองเห็นคุณค่าของเขาเปิดบ้านกว้างๆ
ให้เพื่อนลูกมากินข้าว หรือนั่งเล่นกันได้บ้าง เราจะได้รู้ว่า ลูกของเราเลือกคบเพื่อนแบบไหนบ้าง
จะได้มีโอกาสแนะนำลูกว่าควรเลือกคบคนแบบไหน วางตัวอย่างไรถึงเหมาะสม และเราก็เป็นพ่อแม่ของลูกที่เด็กๆ เคารพ
เกรงใจ และเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพิงได้เมื่อเขามีปัญหา
ปลอบโยนเมื่อผิดหวัง
เมื่อมีช่วงเวลาที่ลูกเราจ๋อยลงไป ลูกของเราอาจพบกับความไม่สมหวังเข้าแล้ว ปลอบใจเขาค่ะ
ฟังเขาอย่างเข้าอกเข้าใจ ให้ลูกรู้ว่าหลายๆ คนก็มีโอกาสผ่านประสบการณ์ตรงนี้ เสียใจก็จริง แต่ก็ต้องผ่านไปได้ในที่สุด
ให้กำลังใจเขาว่าเขาเองก็ผ่านพ้นไปได้เช่นกัน ลูกเราอาจมองค่าของตัวเองจากสายตาของคนอื่น บอกลูกว่า การถูกปฏิเสธหรือเพียงแค่ใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ให้ความสนใจเราตอบ ก็ไม่ได้หมายความว่า ลูกจะไร้ค่า
และไม่จำเป็นต้องโกรธเขา เพราะต่างคนต่างก็มีสิทธิ์ในความรู้สึกของเขา
สอนให้เห็นใจคนอื่น
เด็กๆ อาจจะรู้สึกทำอะไรไม่ถูกค่ะ เวลามีใครมาทำท่าชอบตัวเข้า สอนให้ลูกรู้จักอ่อนโยนกับคนอื่นด้วย
ถ้าไม่ได้รู้สึกชอบตอบ หรือแม้แต่ไม่ชอบคนนั้น ก็ควรจะแสดงท่าทีกับเขาดีๆ แนะนำให้ลูกพูดดีๆ
เช่น " ฉันดีใจที่เธอชอบฉัน แต่ฉันว่าเราเป็นเพื่อนกันดีที่สุด" แทนที่จะโวยวายเสียงดังให้อีกคนต้องขายหน้า
วางกฎ
แม้ว่าหัวใจสีชมพูของเด็กๆ จะไร้เดียงสา แต่ทางที่ดีที่สุดก็คือ ไม่ปล่อยให้ลูกเราไปไหนต่อไหนกันสองคนกับเพื่อนต่างเพศ
ถ้าลูกมาขอไปเที่ยวกับเพื่อน สอบถามว่าไปที่ไหน กับใครบ้าง บอกลูกว่า ต้องไปเป็นกลุ่มเท่านั้น และต้องกลับตามเวลาที่กำหนด
เราจำเป็นต้องมีกฎเป็นขอบเขตของการวางตัวสำหรับลูกค่ะ ว่าได้แค่ไหนอย่างไร
ยังไม่ต้องหนักใจกับวัยหัวใจเริ่มเป็นสีชมพูหรอกค่ะ ยกนี้ถือว่าเป็นรอบซ้อมย่อย ปูพื้นทัศนคติที่ถูกต้องให้ลูกๆ
มีรอบซ้อมใหญ่ตอนวัยรุ่นอีกนะคะ
โปรดติดตามดูแลกันต่อไป
(update 12 พฤศจิกายน 2002)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 6 ฉบับที่ 66 กันยายน 2544 ]
|