แผลเปื่อยที่ขา จากหลอดเลือดดำ


คุณอาจจะเคยพบหรือเคยเห็นคนที่เป็นแผลแถวๆ ตาตุ่มหรือข้อเท้าด้านในมาบ้างใช่ไหมครับ
มีหนองหรือน้ำเหลืองไหลเยิ้ม
ขอบแผลขยุกขยิก ขอบไม่เรียบ ไม่เป็นระเบียบ
รอบแผลบวมสีคล้ำๆ
เหนือขึ้นไปที่น่องเห็นเส้นเลือดขอดพองเป่งเขียว
ถามดูก็ได้ความว่าเป็นมานานเป็นเดือนแล้ว รักษามาตลอดก็ยังไม่ค่อยยอมหาย

ลักษณะเหล่านี้เข้าเค้าโรคที่ผมกำลังจะเล่าให้คุณฟัง เอ๊ย อ่านแล้วล่ะครับ
อย่างที่จั่วหัวไว้ข้างต้นแหละครับ
เป็นแผลเปื่อยอันเนื่องมาจากความผิดปกติของหลอดเลือดดำบริเวณขา
ขอผมเล่าถึงระบบหลอดเลือดที่ว่าสักนิดเถอะ เพื่อความเข้าใจ

หลอดเลือดดำที่ขาอาจแบ่งได้เป็น หลอดเลือดดำระดับตื้นและระดับลึก
ระดับตื้น มีหลอดเลือดดำหลักๆ อยู่ 2 เส้น
เส้นใหญ่ เริ่มจากด้านในของเท้าขึ้นมาด้านหน้าของตาตุ่มใน ไปยังน่องด้านในจนถึงข้อพับตรงหัวเข่า แล้วก็มุดเข้าไปบรรจบกับหลอดเลือดดำใหญ่ของโคนขาครับ
อีกเส้นขนาดเล็กกว่า เริ่มจากข้างเท้าด้านนอก วิ่งอ้อมตาตุ่มนอกขึ้นมาน่องด้านหลังจนถึงพับเข่า แล้วเข้าบรรจบกับหลอดเลือดดำอีกเส้นหนึ่งของโคนขา

คุณเคยทราบไหมครับว่าในหลอดเลือดดำนี่มีลิ้นปิด-เปิดด้วยนะ
เป็นลิ้นทางเดียว คือเปิดให้เลือดดำไหลขึ้นไปทางโคนขาเท่านั้น และลิ้นจะปิดกันไม่ให้เลือดไหลกลับลงมาทางเท้าครับ
เส้นเลือดดำใหญ่ที่เริ่มจากด้านในของเท้าเส้นนั้นมีลิ้นอยู่ 10 ถึง 20 ลิ้นเป็นระยะๆ ไป
ส่วนเส้นเล็กมีราว 7-13 ลิ้น
เส้นเลือดระดับตื้นทั้ง 2 เส้นนี้จะมีเส้นเลือดเชื่อมต่อมกับระบบหลอดเลือดดำระดับลึกด้วย

หน้าที่สำคัญของระบบหลอดเลือดดำ คือลำเลียงเลือดดำจากระบบหลอดเลือดฝอยกลับเข้าหัวใจ เพื่อส่งไปฟอกเป็นเลือดแดงกลับมาใช้ใหม่
ถ้าระบบการลำเลียงเลือดดำกลับหัวใจไม่ดี เลือดดำก็จะคั่งอยู่บริเวณน่องและเท้า

มีหลายสาเหตุครับที่ทำให้เลือดดำกลับหัวใจไม่ดี เช่น
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว
  • อ้วนมากไป
  • มีโปรตีนในเลือดต่ำ
  • ภาวะตั้งครรภ์
  • อาการหลังจากเกิดหลอดเลือดดำอักเสบ
  • หรืออาจเกิดจากลิ้นปิด-เปิดของหลอดเลือดดำไม่ดี
สาเหตุเหล่านี้จะทำให้เกิดการคั่งของเลือดดำอยู่ที่ขาและทำให้ขาบวม
การที่เลือดดำคั่งนานๆ จะทำให้หลอดเลือดดำขนาดเล็กๆ แตกได้ เนื่องจากแรงดันในหลอดเลือดสูง
เลือดดำก็จะรั่วไหลออกมาอยู่ในเนื้อเยื่อรอบๆ เกิดสีคล้ำๆ ขึ้น
จะมีสารไฟบรินเกิดสะสมหุ้มรอบๆ หลอดเลือดฝอย ทำให้อาหารจากหลอดเลือดฝอย ซึมออกมาเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ไม่สะดวก
เนื้อเยื่อก็จะขาดอาหารและออกวิเจน ผิวหนังบริเวณนั้นก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ในที่สุดก็จะแตกออกเป็นแผลเปื่อย

พบว่าเม็ดเลือดขาวก็มีส่วนทำให้เกิดแผลเปื่อยด้วยอีกแรงหนึ่ง
กล่าวคือเมื่อเลือดดำคั่ง เลือดในหลอดเลือดฝอยก็ไหลช้าลง
เม็ดเลือดขาวก็จะตกค้างอยู่ในหลอดเลือดฝอย
เม็ดเลือดขาวจะปล่อยสารบางอย่างออกมาเป็นอันตรายต่อหลอดเลือดฝอย
ผนังหลอดเลือดฝอยก็จะรั่ว สารไฟบรินก็มาสะสมอยู่นอกเส้นเลือดมากขึ้น นำไปสู่การขาดอาหารและออกซิเจนของเนื้อเยื่อและผิวหนังบริเวณนั้น

ตำแหน่งและอาการของแผลเปื่อย
แผลเปื่อยจากปัญหาของหลอดเลือดดำพบได้หลายตำแหน่ง มีขนาดหลายขนาด
แต่ที่พบมากที่สุดที่ด้านในของขาใกล้ข้อเท้าครับ

ลักษณะที่พบบ่อยคือ
  • มีเส้นเลือดขอดร่วมด้วย
  • แผลอาจเกิดขึ้นเองหรือเกิดจากได้รับบาดเจ็บมาก่อน
  • จะปวดหรือเจ็บ ถ้าแผลติดเชื้อหรือแผลแห้ง
  • รอบแผลจะมีสีคล้ำ
  • อาจมีน้ำเหลืองไหลจากแผลมาก
  • เวลายืนอาจเห็นเส้นเลือดดำเล็กๆ จำนวนมากอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณตาตุ่มด้านใน
  • อาจมีผิวหนังอักเสบ หนังหนาร่วมด้วย
  • มักมีอาการบวมข้อเท้าด้วย
ในการวินิจฉัยแยกโรค แพทย์จะต้องคำนึงถึงโรคอื่นที่ทำให้เกิดแผลเปื่อยบริเวณนี้ด้วย ได้แก่
  • โรคของหลอดเลือดแดง
  • หลอดเลือดฝอยอักเสบจากการแพ้บางชนิด
  • โรคติดเชื้อ เช่น ติดเชื้อรา, เชื้อซิฟิลิส, เชื้อแบคทีเรีย
  • โรคเบาหวาน
  • โรคมะเร็ง เช่น มะเร็งผิวหนัง, มะเร็งคาโปซิ, มะเร็งเมลาโนมา
  • โรคอื่นๆ เช่น แผลไหม้จากความร้อน, แผลไหม้จากสารเคมี, แผลจากฉายแสง, แผลจากแมลงกัดต่อย เป็นต้น
การรักษา
หลักการที่ว่าแผลจะหายถ้าให้ผู้ป่วยพักผ่อนและยกขาข้างที่เป็นแผลขึ้นสูงนั้นดูเหมือนง่าย แต่ปฏิบัติยากครับและไม่หายจริง เพราะไม่ได้ไปแก้ไขความบกพร่องที่เกิดต่อระบบเลือดดำที่เป็นอยู่
ผู้ป่วยจะกลับมาเป็นแผลเปื่อยอีกเมื่อกลับไปดำรงชีวิตตามปกติ
หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ระบบเลือดดำได้อย่างถาวรการรักษาก็จะเป็นการรักษาตามอาการไปก่อนครับ อาจเรียกว่ารักษาแบบอนุรักษ์นิยมก็ได้
โดยจะมุ่งเป้าการรักษาไปที่
1. รักษาแผล
2. ช่วยการไหลกลับของเลือดดำ
3. ช่วยละลายสารไฟบริน
4. สนองความต้องการของผู้ป่วย
ด้วยเป้าเหล่านี้จึงจำเป็นต้องใช้การรักษาแบบผสมผสาน ใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน จึงจะได้ประสิทธิผลมากที่สุด

ก. วิธีบีบรัด
  • ถุงรัด
    หลักการคือใช้ถุงยางยืดแบบถุงน่องมาสวมเพื่อให้มีแรงบีบรัดต่อเท้า ตาตุ่ม และน่อง
    จะช่วยให้เลือดดำไหลกลับดีขึ้น ลดบวม และลดการรั่วซึมของสารออกนอกเส้นเลือดดำ
    บางคนอาจใช้ถุงรัดแบบนี้ไม่ได้หรือไม่สะดวก เช่น คนแก่ คนพิการ คนที่เป็นโรคข้อเรื้อรัง เป็นต้น
    ถ้าใช้ได้ก็ดีครับ แนะนำให้สวมไว้ จะช่วยได้ส่วนหนึ่ง ราคาอาจจะแพงหน่อย

  • พันผ้ายางยืด
    ใช้ผ้ายางยืดมาพันรัดเพื่อให้เกิดแรงบีบรัดจากภายนอกต่อเท้าและน่องเช่นเดียวกับถุงรัด
    ใช้กับผู้ที่สวมถุงรัดไม่ได้
    วิธีนี้ใช้ได้ดีกับแผลเปื่อยขนาดเล็กที่เพิ่งเป็นครับ
    ข้อเสียคือ ไม่สะดวก พันให้อยู่กับที่ยาก หลุดเลื่อนง่าย พันผิดวิธีก็เกิดผลเสียได้ เช่น พันช่วงบนแน่นกว่าช่วงล่าง

  • พันผ้ายา
    ผ้ายา มีลักษณะคล้ายผ้าพันแผลแต่มียาอาบอยู่ ยาจะช่วยกระตุ้นให้แผลปิดเร็วขึ้น
    ใช้พันรัดช่วยให้เลือดดำไหลกลับด้วย
    ใช้ได้กับผู้ที่ไม่ชอบสวมถุงรัดหรือพันผ้ายางยืด
    ข้อเสียคือ ยามักติดเชื้อ ผู้ป่วยมักทนไม่ค่อยไหว หรือถ้าพันไม่ถูกวิธีก็เกิดผลเสีย

  • เครื่องรัดอัตโนมัติ
    เป็นเครื่องที่มีอุปกรณ์เป็นถุงลม ซึ่งเมื่อสวมแล้วเครื่องจะสูบลมเข้าไปในถุงให้พองออกไปรัดขา
    ถุงลมจะแบ่งออกเป็นส่วนข้อเท้า ส่วนน่องและส่วนโคนขา
    การรัดและแรงบีบรัดจะควบคุมอัตโนมัติเป็นจังหวะต่อเนื่องกันไป
    เกิดผลเหมือนเป็นการไล่เลือดดำกลับจากเท้าไปน่อง ไปขา และคืนเข้าหัวใจได้ดีขึ้น
    ช่วยลดบวม ลดการคั่งของเลือดดำได้ดี
    ข้อเสียคือ แพงครับ และค่อนข้างจะรุงรัง
ข. วิธีตกแต่งปิดแผล

นอกจากการทำแผล ปิดแผลโดยใช้ผ้ากอซทั่วไปแล้ว ยังมียาหรือสารอื่นมาให้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์นี้อีก เช่น
  • ใช้สารไฮโดรคอลลอยด์
    สารนี้ติดแผลได้ดี ทั้งแผลที่มีน้ำเหลืองน้อยและน้ำเหลืองปานกลาง
    มันดูดซับน้ำเหลืองได้ น้ำซึมผ่านไม่ได้
    ข้อเสียคือ ติดเสื้อผ้า ถ้าแผลมีน้ำเหลืองมากจะเอาไม่อยู่

  • ใช้โฟม
    เหมาะกับแผลที่น้ำเหลืองไหลมาก

  • ใช้สารโพลียูรีเธน
    ใช้ง่าย เข้าแผลได้ทั่วถึงทุกซอกทุกมุม ขอบแผลไม่เปื่อย ช่วยให้แผลชุ่มชื้น ใช้ดีกับแผลตื้น
    ข้อเสีย คือไม่ค่อยติดแผล
ค. วิธีทายาลงบนแผลโดยตรง

เป็นยาออกฤทธิ์ที่ตัวแผล ไม่ได้มีผลต่อระบบเลือดดำ
  • โพวิโดน-ไอโอดีน เป็นยาฆ่าเชื้อโรค ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ระดับความเข้มข้น 0.001% ต้องระวังอย่าใช้เข้มข้นมากเพราะจะทำลายเนื้อแผลได้
  • ซิลเวอร์ ซัลฟาไดอาซีน ช่วยกระตุ้นให้เกิดเยื่อบุผิวใหม่งอกมาคลุมปิดแผลเร็วขึ้น
  • ยาละลายไฟบริน ช่วยในการทำให้แผลสะอาดได้บ้าง แต่แผลที่มีเนื้อตายมากๆ คงต้องผ่าตัดช่วยด้วยครับ
ยาปฏิชีวนะ เมื่อทาแผลคงไม่ได้ผลนัก ให้ใช้ในกรณีจำเป็นเท่านั้น
ยาทาที่เป็นน้ำมันควรหลีกเลี่ยงเพราะทำให้แผลหายช้าครับ

(update 26 มิถุนายน 2002)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 4 เมษายน 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600