วันนี้ ขอเขียนเรื่องราวของชีวิตที่หลายคนยอมรับว่า เป็นความจริงของชีวิต และอีกหลายคนบอก
ไม่จริง ไม่จริง เห็นเป็นเรื่องนิยายน้ำเน่า มากกว่า อะไรอย่างนั้น
ก่อนอื่นขอให้ข้อมูลจากการสำรวจที่น่าจะเป็นความจริงก่อน
- ผู้หญิง 90 เปอร์เซ็นต์ มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับชายคนรัก... เพราะคิดว่าเขารักจริง
หวังใช้ชีวิตคู่ร่วมกับเธอ
- ผู้หญิงร้อยละ 40 มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกกับชายคนรัก อีกร้อยละ 40 มีครั้งแรกในวันแต่งงาน
- ผู้ชายร้อยละ 70 มีเรื่องนั้นครั้งแรกกับเพื่อนหญิง...
- ผู้ชายร้อยละ 10 เท่านั้น ที่ "ขึ้นครู" ...เหตุผลน่ะหรือ เพราะกลัวติดเอดส์ แต่ย้ายไปมีกับเพื่อนหญิงแทน
เมื่อถามพ่อแม่หลายคน (ที่เห็นแก่ตัว) อยากให้ลูกชายอยู่กับเพื่อนหญิงและมีอะไรกับเพื่อนหญิงเท่านั้น
จะได้ไม่ติดโรคร้ายมา
.............
ละครชีวิตเรื่องนี้เปิดฉาก เมื่อเขาและเธอพบกันในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ
สถานศึกษาประเภทสหศึกษาแห่งหนึ่ง
...และตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกัน โดยการไปเช่าหอพักที่ยอมให้หญิงชายอยู่ด้วยกันได้...
" เราน่าจะลองมีอะไรกันบ้างนะเธอ เพราะถึงอย่างไร ไม่นานเราก็จะต้องใช้ชีวิตร่วมกันอยู่แล้ว
ผมไม่บังคับคุณหรอก แต่แบบว่า ใครๆ ก็คิดอยากมีอะไรกับแฟนทั้งนั้นแหละ ยิ่งต้องมานอนใกล้ๆ
กันแบบนี้ ใครจะอดใจลงได้ "
" แปลว่า เราต้องโอเคตัวเองใช่ไหม...พูดแบบนี้ "
" คงงั้นแหละ "
" แล้วถ้าเราเกิดท้องขึ้นมาล่ะ จะทำอย่างไร เธอใส่ถุงยางอนามัยก่อนดีไหม "
" แหมเธอ ไม่ไว้ใจเราหรือ ก็คบกันมานานแล้วนะ เราน่ะไม่เคยไปเที่ยวผู้หญิง
หรือเคยมีอะไรกับใครมาก่อนเลยนะ เก็บความเป็นหนุ่มไว้ให้เธอคนเดียวเท่านั้น "
" เรารู้ แต่กลัวท้อง ไม่ใช่ไม่ไว้ใจเธอหรอก ไม่งั้นจะยอมมาอยู่กับเธอแบบนี้เหรอ "
" ไม่อยากใช้เลยถุงยางอนามัย ผมว่าเราใช้วิธีการหลั่งภายนอกได้ไหม ก็ปลอดภัยเหมือนกัน
ใครๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น "
" เธอแน่ใจนะว่า เธอทำเป็น...เอาอย่างนั้นก็ได้ "
แล้วเขาและเธอก็หลอมร่างกายเข้าหากัน เป็นของกันและกัน ดังที่หวังและตั้งใจ
แต่เรื่อง (ไม่) จริงนี้ ยังไม่จบลงแค่นี้หรอกครับ เพราะในที่สุดวันหนึ่ง หลังจากเธอเริ่มมีอาการ
"โอกอ้าก" อยู่ได้สัก 5-6 วัน เธอก็บอกเขาว่า
" เธอ สงสัยเราจะตั้งท้องแล้วละ เพราะประจำเดือนขาดไป 10 วันแล้ว ปกติก็มาตรงทุกเดือน
แต่เดือนนี้ไม่มา เราเลยไปซื้อชุดตรวจปัสสาวะมาตรวจ มันขึ้นตั้งสองขีด "
" จริงหรือ อาจจะผิดพลาดก็ได้ ลองไปซื้อมาใหม่ แล้วตรวจอีกที ดีไหม "
... " มันก็ขึ้นสองขีด เหมือนเดิมนั่นแหละ "
" คงจะต้องบอกคุณพ่อ คุณแม่ ของพวกเราแล้วละ เรื่องแบบนี้ตัดสินใจเองไม่ได้หรอก "
แล้วพ่อแม่ของพวกเขาและเธอก็ได้รับรู้เรื่องราวที่เป็นความจริงขึ้นว่า กำลังจะได้เป็นปู่ย่าตายายในอนาคต
" พ่อว่า เรื่องแค่นี้ไม่ยาก ให้หยุดเรียนไปก่อน รอออกลูกแล้วค่อยไปเรียนใหม่
ส่วนพ่อหนุ่มก็ก้มหน้าก้มตาเรียนไปนะ " พ่อฝ่ายสาวพูด
แล้วเธอก็ตั้งครรภ์ไป เขาก็ตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรียนไป เพื่ออนาคตของครอบครัวดังที่ฝันเอาไว้
"...เรากำลังจะเป็นพ่อของลูก เราต้องทำงานหนักเพื่ออนาคตของครอบครัวและลูกของเรา "
และแล้วเธอก็คลอดลูกออกมา เป็นลูกสาว ที่แสนจะน่ารักน่าชัง
" ลูกเราน่ารักนะ ฉันจะเลี้ยงลูกเอง ไม่เรียนหนังสือต่อแล้วละ จะไปหาทางค้าขายเล็กๆ น้อยๆ
จะได้ช่วยค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยของเธอ เธอเรียนไปดีๆ นะ เมียจะหาเงินส่งให้เอง
จะได้ไม่ต้องกวนใจพ่อแม่ที่แก่เฒ่าแล้ว "
เขาก็ก้มหน้าก้มตาเล่าเรียนจนจบการศึกษา ได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี เริ่มมีหน้ามีตาในสังคม
เธอก้มหน้าก้มตาเลี้ยงลูก หาเงินส่งเสียสามีจนเรียนจบ ไม่เคยดูแลตัวเองเลย
ก้มหน้าทำงาน ทั้งวันจนเป็น...ยายเพิ้ง
และแล้ว วันหนึ่ง จากหน้าที่การงานและสังคมต่างๆ เขาก็พบ...เธอ
เธอผู้มีหน้าที่การงานที่ดี หน้าตาแจ่มใส ร่าเริง อัธยาศัยดี ทำงานร่วมกับเขาในฐานะผู้ช่วย
มีอะไรเธอก็ช่วยเหลือ ทำให้หน้าที่การงานของเขา เริ่มประสบความสำเร็จมากขึ้น
ทั้งสองสนิทสนมกัน... จนคนเริ่มอิจฉา
ข่าวต่างๆ ก็เริ่มไปถึงหูของเธอ...คนแรก
ใหม่ๆ เธอก็ไม่เชื่อ เพราะคิดว่า คนยุคนี้ ชอบมองคนในแง่ร้าย และชอบยุแยงตะแคงรั่ว
ให้ผัวเมียต้องทะเลาะกัน
น้ำหยดลงหิน...ทุกวันหินมันยังกร่อน
" เธอระวังตัวบ้างนะ สนิทกับผู้ช่วยของเธอบ่อยๆ ระวังใครๆ เขาเอาไปนินทาเดี๋ยวหน้าที่การงานจะเสียหายนะ "
เธอพูดด้วยความหวังดี
แต่เขาเข้าใจไปอีกแบบ!!
" อิจฉาผมเหรอ วันๆ มัวแต่ทำงานทั้งวัน หน้าเป็นยายเพิ้งแล้ว ดูตัวเองบ้างไหม จะพาไปออกงานที่ไหนก็ไม่ได้
บอกแล้วว่า ให้ไปเรียนอะไรเพิ่มเติมมั่ง จะได้มีคุณค่า ก็ไม่เอา มัวแต่นั่งๆ นอนๆ อยู่นี่แหละ "
ความระหองระแหงก็เริ่มเกิด จุดร้าวของครอบครัวก็เริ่มขึ้น
ไม่นาน เขาก็พูดกับเธอว่า
" เออ ผมคงจะต้องแยกทางกับคุณแล้วละนะ ทนไม่ไหว กลับบ้านทุกวัน มีแต่เรื่องราวที่ไม่สบายใจ
ใครจะอยู่ได้ งานที่ทำก็หนัก กลับบ้านยังโดนเมียบ่นว่าอีกใครจะไปทนไหว ไม่ต้องกลัวนะ
ผมจะส่งเงินมาให้คุณกับลูกทุกๆ เดือนให้พอใช้แหละ และถ้าวันหน้าคุณคิดได้ เราค่อยมาเริ่มชีวิตกันใหม่ "
เธอกับเขา ก็ต้องแยกจากกันไป...
เรื่อง (ไม่) จริงแบบนี้ คงจะยังไม่จบลงได้ง่ายๆ หรอกครับ
ว่าแต่ว่า คุณผู้อ่านอยากจะให้จบลงในรูปแบบไหนเล่าครับ
- เขาไปใช้ชีวิตกับหญิงคนใหม่ ในขณะที่เธอก้มหน้าก้มตาเลี้ยงลูกสาวของเธอ ให้กำลังใจ
และทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูกสาว จนลูกสาวประสบความสำเร็จในชีวิต แล้วเลี้ยงดูเธอ จนมีความสุข
สมหวังในบั้นปลายของชีวิต
- เขาอยู่คนเดียวต่อไป ด้วยความหวังว่า วันหนึ่งภรรยาคู่ชีวิตจะหายเข้าใจผิด
ยังคงดูแลลูกสาวของเขาต่อไป พร้อมส่งเสียภรรยาอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง จนวันหนึ่ง
สามคนพ่อแม่ลูก ก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ หลังจากพายุร้ายผ่านพ้นไป
- เขาไปมีผู้หญิงใหม่ เพราะเขาเหงา และต้องการได้ใครสักคนมาปลอบใจในยามที่เขาผิดหวัง
ล้มเหลว หรือเครียด จากที่ทำงาน เธอโกรธที่เขาทิ้งเธอไป แต่ก็เลี้ยงดูลูกสาวไปพร้อมทั้งพูดถึงพ่อของลูกสาว
ในทางที่ไม่ดีต่างๆ นานา จนลูกสาวฝังใจที่จะเกลียดผู้ชาย เพราะพ่อเป็นคนไม่ดี ในที่สุด
ลูกสาวของเธอก็อาจจะอยู่เป็นโสด หรือหันไปรักเพศเดียวกัน
- เธอแค้นเขา ที่ไปมีรักใหม่ (ตามที่เธอสงสัย) แล้วไม่สนใจใยดีในตัวเธอ ทั้งๆ ที่เธอเป็นคนส่งเสียให้เขา
เรียนจนจบการศึกษา คิดไปคิดมา เธอก็ไปหาซื้อปืนมาหนึ่งกระบอก ก่อนบุกไปยิงเขาทิ้งคาที่ทำงานของเขา
โดยไม่ได้คิดถึงลูกน้อยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เขาตาย...เธอติดคุก
- เธอฆ่าเขา และลูกน้อย จากนั้นฆ่าตัวตายตาม เพราะคิดว่าควรทำตามแบบนั้น
เพราะได้แบบอย่างจากภาพข่าวจนติดตาติดใจ... ก็คนอื่นเขายังทำนี่นา ทำไมเธอจะทำบ้างไม่ได้
นั่นแหละครับ...ชีวิต
เราคงจะห้าม เรื่อง (ไม่) จริงแบบนี้ ไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะเปลี่ยนตอนจบ
ของเรื่องราวต่างๆ ได้ ถ้าเรารู้จักที่จะ...รัก
รักอย่างไร จึงจะปลอดภัย รักอย่างไร จึงจะสุขสมในรัก
รักอย่างไร จึงจะเข้าใจกัน รักอย่างไร จึงจะเข้าใจว่า รักนั้นผูกพันแต่ไม่พึ่งพา
เดี๋ยวนี้เรารักกันแล้ว ต้องเป็นของกันและกัน นี่ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้นนะครับ แต่หมายความว่า
พอเรารักเขาแล้ว เขาต้องเป็นของเราเท่านั้น
ทำไม คนเรากลายเป็น "ของ" ที่อีกคนจะต้องผลักดันให้เป็นแบบโน้นแบบนี้และถ้าไม่เป็นดังใจแล้ว
จะต้องกระทำอะไรสักอย่างหนึ่งลงไป ให้สมกับความแค้น
ทำไม ยุคนี้ รักมากต้องแค้นมาก...
ทำไม ไม่คิดว่า ความรักคือการเข้าใจในรัก และให้อภัยกันเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำอะไรผิดพลาดขึ้น
ผมละไม่เข้าใจคนยุคใหม่จริงๆ...
(update 18 เมษายน 2002)
[ ที่มา...
เนชั่นสุดสัปดาห์ เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 11 ฉบับที่ 510 วันที่ 11 - 17 มี.ค. 2545 ]
|