ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบันนี้ ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็น " มะเร็งต่อมลูกหมาก"
ในบ้านเรามีทางเลือกในการรักษาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวิธีนั่นคือ " การฝังแร่กัมมันตรังสี "
(Brachytherapy Seeds Implant)
มะเร็งต่อมลูกหมากเกิดจากการก่อตัวของเซลล์ภายในต่อมลูกหมาก และมักจะไม่แสดงอาการ
แต่อาจจะทราบว่าเกิดมะเร็งด้วยการหาค่า PSA ซึ่งผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
จะมีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากสูง โดยในประเทศไทยผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 80
เป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป
ในสหรัฐอเมริกานั้นพบว่า มีผู้ป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเกือบ 200,000 รายต่อปี
และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 40,000 รายต่อปี แต่นับตั้งแต่ปี 2539 มีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา
ด้วยวิธีฝังแร่กัมมันตรังสีเพิ่มสูงขึ้นเป็นสองเท่าทีเดียว
สำหรับการบำบัดด้วยวิธีการดังกล่าว เมื่อมีการตรวจอัลตราซาวนด์ (Ultrasound)
เพื่อหาตำแหน่งของมะเร็งแล้ว แพทย์จะฝังเม็ดแร่กัมมันตรังสีเข้าไปในต่อมลูกหมาก
โดยไม่ต้องผ่าตัดแต่จะใช้เข็มแทน ซึ่งเม็ดแร่ที่ใช้ในวิธี Brachytherapy นี้มีขนาดเล็กจิ๋วมาก
คือกว้างเพียงประมาณ 0.8 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร เล็กกว่าเมล็ดข้าวสารเสียอีก
เม็ดแร่ที่ทำจากไททาเนียมนี้ จะทำหน้าที่แผ่รังสีเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง
โดยมีผลในการรักษาประมาณ 2-3 เดือน และจะไม่มีผลทำลาย เนื้อเยื่ออื่นๆ ในร่างกาย
เมื่อฝังเข้าไปแล้วจึงไม่ต้องเอาออกมา (เพราะจะหมดไปเอง)
วิธีการดังกล่าวจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น และจะทำเพียงครั้งเดียว
แต่อาจมีการบำบัดอื่นๆ ร่วมด้วย ผู้ป่วยที่ได้รับการฝังแร่แล้วสามารถกลับบ้านได้ในวันถัดไป
และสามารถกลับไปทำกิจกรรมตามปกติได้ภายใน 2-3 วัน โดยในระยะแรกอาจจะมีอาการปวดปัสสาวะบ่อย
หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ แต่ก็สามารถรักษาให้หายได้ อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงและความเสี่ยงจากการฝังแร่นี้
ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการผ่าตัดและการฉายรังสี (ดูจากล้อมกรอบ)
ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมีโอกาสรักษาให้หายได้สูงถึง 85-90% หากตรวจพบในระยะเริ่มแรก
และหลังจากได้รับการฝังแร่แล้ว เมื่อตรวจหาค่า PSA อีกครั้ง พบว่า ระดับ PSA ของผู้ป่วยลดลง
ถึงระดับปกติหรือต่ำกว่าถึง 80%
ผลจากการติดตามผู้ป่วยเป็นเวลาถึง 10 ปี พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบ Brachytherapy
สามารถดำเนินชีวิตได้ดีกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายแสง หรือด้วยการผ่าตัด อย่างไรก็ดี
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้อธิบายถึงทางเลือกในการรักษาแก่ผู้ป่วย เพื่อให้ได้ตัดสินใจเลือกวิธีการ
ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเอง
(update 20 มิถุนายน 2002)
[ ที่มา...
นิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 24 ฉบับที่ 347 มกราคม 2544 ]
|