มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

วัณโรค


วัณโรค เป็นโรคติดเชื้อมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่ทำลายชีวิตมนุษย์มากที่สุดโรคหนึ่ง และได้ระบาดไปทั่วโลก

ในช่วงที่ค้นพบยารักษาวัณโรคใหม่ๆ ปัญหาวัณโรคได้ลดลงและทำท่าเหมือนจะถูกกำจัดให้หมดสิ้นไปได้ แต่ในทศวรรษที่ผ่านมานี้วัณโรคกลับแพร่ระบาดมากขึ้นทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ ตลอดจนประเทศที่กำลังพัฒนาทั่วโลก

โดยสถิติที่รวบรวมโดยองค์การอนามัยโลกตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 และทบทวนใหม่เมื่อ พ.ศ.2541 พบว่า ประชากรโลกถึงหนึ่งในสามหรือประมาณ 1,900 ล้านคนติดเชื้อวัณโรค มีผู้ป่วยวัณโรคใหม่อุบัติขึ้น 7-8 ล้านคน และเสียชีวิตร่วม 2-3 ล้านคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าการระบาดในอดีต เนื่องจากการระบาดของโรคเอดส์ ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อวัณโรคได้ง่ายและวัณโรคยังคงเป็นสาเหตุการตายของประชากรมากกว่าโรคติดเชื้ออื่นๆ ทั้งสิ้น

ร้อยละ 95 ของประชากรที่ตายนี้อยู่ในประเทศกำลังพัฒนาและสองในสามของผู้ป่วยอยู่ในทวีปเอเชีย ยิ่งกว่านี้ในปี พ.ศ.2535 ยังมีรายงานการระบาดของวัณโรคที่เชื้อดื้อต่อยาหลายขนานในสหรัฐอเมริกา จนองค์การอนามัยโลกต้องประกาศเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2536 ว่าวัณโรคเป็นปัญหาฉุกเฉินระดับโลกแล้ว

สำหรับในประเทศไทยวัณโรคยังคงติดอยู่ในสาเหตุการตาย 10 อันดับแรกของประชากร การตรวจหาผู้ป่วยและการรักษาครอบคลุมผู้ป่วยได้ประมาณ 75,000-100,000 รายต่อปี และยังมีปัญหาว่า สามารถรักษาจนครบถ้วนและรักษาหายเพียงร้อยละ 50-60 เท่านั้น

นอกจากนี้ยังเริ่มมีปัญหาเชื้อวัณโรคดื้อยาหลายขนาน ซึ่งจากการสำรวจเฉลี่ยทั่วประเทศพบร้อยละ 2.53 เมื่อปี 2531-2541 แต่สูงขึ้นในท้องที่ที่มีการระบาดของการติดเชื้อเอดส์สูง เช่น จังหวัดเชียงรายและกรุงเทพฯ และเนื่องจากประเทศไทยยังคงมีการระบาดของเอดส์สูงมาก

จำนวนผู้ป่วยวัณโรคก็มีแนวโน้มสูงมากขึ้นเช่นกัน โดยจะมากที่สุดในภาคเหนือตอนบนตามด้วยภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญต่อวัณโรค โดยต้องเน้นหนัก และปรับปรุงการวินิจฉัยและการรักษาวัณโรค ซึ่งเป็นวิธีการหลักที่สำคัญที่สุดในการควบคุมวัณโรค เพราะวัคซีนบีจีซีนั้นมีผลเพียงป้องกันวัณโรคชนิดร้ายแรงได้ในเด็ก แต่ไม่ป้องกันโรคในผู้ใหญ่ และเกือบไม่มีผลในการลดแหล่งแพร่เชื้อวัณโรคซึ่งอยู่ในผู้ใหญ่เป็นส่วนใหญ่

สาเหตุของวัณโรคคือเชื้อ Mycobacterium tuberculosis ซึ่งพบได้จำนวนมากในโพรงแผลของผู้ป่วย วัณโรคแพร่สู่บุคคลข้างเคียงได้โดยเชื้อวัณโรคติดไปกับละอองฝอยซึ่งเกิดจากการไอของผู้ป่วย ฝอยละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนจะแขวนลอยอยู่ในอากาศและอาจถูกสูดหายใจเข้าไปสู่หลอดลมส่วนปลาย ฝอยละอองขนาดใหญ่มักตกลงสู่พื้นดิน เชื้อวัณโรคในละอองฝอยถูกทำลายได้ด้วยแสงแดดหรือแสงอุลตร้าไวโอเลต

การแพร่เชื้อมักเกิดในช่วงก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับยารักษาวัณโรคภายหลังการรักษาไปแล้ว 2-3 สัปดาห์ อาการไอของผู้ป่วยและจำนวนเชื้อจะลดลงทำให้การแพร่เชื้อของผู้ป่วยวัณโรคลดลงด้วย จึงควรแยกผู้ป่วยวัณโรค ในระยะแพร่เชื้อไว้ในห้องแยกอย่างน้อย 2 สัปดาห์แรกของการรักษา

อาการที่น่าสงสัยว่าเป็นวัณโรคปอดได้แก่ อาการไอเรื้อรัง โดยเฉพาะหากไอนานเกิน 3 สัปดาห์หรือไอเป็นเลือด สำหรับอาการอื่นๆ เช่น อาการเหนื่อยอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เหงื่อออกตอนกลางคืน หรือเจ็บหน้าอกอาจเป็นอาการของวัณโรคได้ แต่มีความเฉพาะเจาะจงน้อยกว่าอาการไอเป็นเลือด

ผู้ที่ X-ray ปอดแล้วสงสัยว่าเป็นวัณโรคควรได้รับการตรวจเสมหะร่วมด้วย เพราะเงาผิดปกติบน X-ray อาจจะเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งเกิดจากการติดเชื้ออื่นๆ การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นวัณโรคปอดจึงควรตรวจเสมหะ เพื่อหาเชื้อวัณโรคด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยผิดพลาด

การตรวจเสมหะเพื่อหาเชื้อวัณโรคควรตรวจ 3 ครั้ง วิธีเก็บเสมหะมีความสำคัญมากต้องเก็บเสมหะ ที่ไอจากส่วนลึกของหลอดลมจริงๆ ไม่ใช่น้ำลายมาให้ตรวจ เสมหะที่เก็บได้ควรส่งห้องปฏิบัติการตรวจโดยไม่ชักช้า ถ้าเก็บไว้ควรเก็บไว้ในตู้เย็น 4 องศาเซลเซียส แต่ไม่ควรเก็บนานเกิน 1 สัปดาห์

การเพาะเชื้อวัณโรคและการทดสอบความไวของเชื้อดื้อต่อยาควรทำการเพาะเชื้อในรายที่อยู่ในโรงพยาบาล ที่สามารถจะทำการเพาะเชื้อได้หรือไในรายที่สงสัยว่าจะเป็นวัณโรคแต่เสมหะไม่พบเชื้อจึงต้องมีการยืนยันการวินิจฉัย

การส่งเสมหะเพาะเชื้อวัณโรคและทดสอบความไวของเชื้อต่อต้านวัณโรคก่อนการรักษาจะต้องทำ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงที่จะมีเชื้อวัณโรคดื้อยาในกรณีต่อไปนี้
  • ผู้ป่วยที่มีประวัติการรักษาไม่สม่ำเสมอ
  • ผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วกลับเป็นซ้ำ
  • ผู้ป่วยที่มีการรักษาล้มเหลว
  • ผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยที่ดื้อยาหรือมีประวัติวัณโรคดื้อยาในครอบครัว
  • ผู้ป่วยที่ติดยาเสพติด
การรักษาวัณโรคปอดในอดีตยังไม่มียารักษาวัณโรค จนกระทั่ง พ.ศ.2487 ได้รายงานการใช้ยา สเตร็พโตมัยซินรักษาวัณโรคได้ผลดี ต่อมาก็พบยาที่ใช้รักษาวัณโรคมากขึ้นเรื่อยๆ

ในปัจจุบันมียาที่มีประสิทธิผลดีที่สุดที่จะรักษาผู้ป่วยวัณโรคให้หายได้เกือบ 100% ถ้าผู้ป่วยได้รับยาสม่ำเสมอครบถ้วน แต่ปรากฏว่ายังมีปัญหาใหญ่ที่เป็นอุปสรรคมิให้การรักษาสัมฤทธิ์ผลดังกล่าวคือ มีผู้ป่วยขาดการรักษาจำนวนมาก ซึ่งอาจมีได้ถึงกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยที่รับบริการการรักษา การขาดยาดังกลทาวนอกจากจะทำให้การรักษาล้มเหลวแล้ว ยังก่อให้เกิดการดื้อต่อยาของเชื้อวัณโรคมากขึ้น จนไม่อาจรักษาให้หายได้ และอาจแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ด้วย

ดังนั้น หากมีผู้ป่วยในบ้านเป็นวัณโรค สมาชิกในครอบครัวจะต้องช่วยกันดูแลให้ผู้ป่วย ได้รับการรักษาโดยครบถ้วนและป้องกันการดื้อยาของเชื้อวัณโรค

ขอย้ำว่าปัจจุบันมียารักษาวัณโรคที่มีประสิทธิภาพดีสามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ แต่การรักษาจะได้ผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการใช้ยาอย่างถูกต้องและการที่ผู้ป่วยได้กินยาดดยครบถ้วน ซึ่งกินเวลาอย่างน้อย 6 เดือน การกินยาต้องกินหลายขนานตามที่แพทย์สั่ง

ยารับประทานทุกขนานควรใช้วันละครั้งเดียวเวลาท้องว่าง เช่น ก่อนนอน เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด ต้องให้แน่ใจว่าผู้ป่วยใช้ยาทุกขนานครบ ในผู้ป่วยบางรายที่ไม่รับประทานยาบางขนานจะทำให้เกิดภาวะดื้อยา และการรักษาไม่ได้ผลดี การรักษาครั้งแรกให้ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าการรักษาครั้งแรกล้มเหลว การรักษาต่อไปจะยุ่งยากขึ้น ใช้เวลาการรักษานานขึ้น และอาจรักษาไม่หายเพราะเชื้อดื้อยาแล้ว


วัณโรคในเด็ก

วัณโรคในเด็กนั้น วินิจฉัยได้ยากกว่าผู้ใหญ่ เพราะโอกาสจะตรวจพบเชื้อวัณโรคมีน้อย ดังนั้นการวินิจฉัยส่วนใหญ่จึงต้องใช้อาการทางคลินิกในการติดตามผลการรักษา ก็ต้องใช้อาการของผู้ป่วยเป็นเครื่องบ่งชี้

ในเด็กทารกเมื่อได้รับเชื้อวัณโรคมีโอกาสเป็นวัณโรคชนิดแพร่กระจายได้มาก
การรักษาวัณโรคในเด็กจึงต้องใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูงและรีบให้การรักษาทันทีที่วินิจฉันยได้

เนื่องจากจำนวนเชื้อวัณโรคที่ทำให้เกิดโรคในเด็กมีจำนวนน้อยจึงทำให้วัณโรคเด็กไม่เป็นปัญหา ในการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นและไม่มีผลกระทบต่อระบาดวิทยาของวัณโรคในภาพรวม แต่เมื่อมีวัณโรคในเด็กเกิดขึ้น จะเป็นการสะท้อนให้เห็นขนาดของอุบัติการณ์ของวัณโรคปอดของผู้ใหญ่ในชุมชน เพราะเด็กจะได้รับเชื้อจากผู้ใหญ่เสมอ

การวินิจฉัยวัณโรคในเด็ก
1. อาการและอาการแสดงที่เข้าได้กับวัณโรค
2. ปฏิกิริยาทุเบอร์คุลิน 10 มม. ในรายที่ได้รับวัคซีนบีจีซีมาแล้ว เมื่อได้รับเชื้อวัณโรคเพิ่มเติมมักจะมีปฏิกิริยา 15 มม.
3. ภาพรังสีทรวงอกเข้าได้กับวัณโรค
4. มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยที่กำลังเป็นวัณโรคปอด
อาการและอาการแสดงที่พบบ่อยของวัณโรคต่างๆ ในเด็ก
1. วัณโรคปอดมักจะมาด้วยอาการทั่วไป เช่น ไข้ต่ำๆ เรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด ส่วนอาการเฉพาะที่ เช่น ไอเรื้อรัง เจ็บหน้าอก หอบพบได้ประมาณร้อยละ 50
2. วัณโรคนอกปอด ส่วนใหญ่จะมีวัณโรคปอดร่วมด้วย ได้แก่
  • วัณโรคเยื่อหุ้มสมอง มีอาการปวดหัว อาเจียน ไข้ รายที่เป็นมากจะมีอาการซึมหมดสติ
  • วัณโรคต่อมน้ำเหลืองส่วนใหญ่จะพบที่คอ จะมีก้อนโต กดไม่เจ็บเป็นเรื้อรังอาจแตกออก มีหนองไหลเป็นๆ หายๆ
  • วัณโรคทางเดินอาหารอาจมาด้วยอาการทั่วไป เช่น ไข้ น้ำหนักตัวลด อาการเฉพาะที่อาจมีอุจจาระร่วงเรื้อรัง ปวดท้อง มีลำไส้อุดตัน มีก้อนในท้อง มีน้ำในช่องท้อง
  • วัณโรคกระดูกมักมีความพิการที่ข้อกระดูกให้เห็นได้
  • วัณโรคไตจะมีปัสสาวะเป็นเลือดหรือมีหนองปนมาในปัสสาวะ
เมื่อเด็กได้รับการรักษาอย่างถูกต้องแล้ว อาการต่างๆ จะดีขึ้นในเวลา 1-2 สัปดาห์ ร้อยละ 80 อาการจะดีขึ้นอย่างชัดเจนใน 3 เดือน และร้อยละ 90 ดีมากใน 4 เดือน

อาการข้างเคียงของยาอาจมีคลื่นไส้ อาเจียน คัน นอนไม่หลับ ส่วนใหญ่จะเป็นชั่วคราวแล้วค่อยๆ หายไป ถ้ามีอาการรุนแรง เช่น เป็นไข้ ปวดข้อดีซ่านอาจต้องหยุดยาเมื่ออาการหายไป จึงเริ่มให้ยารักษาวัณโรคจากขนาดน้อย การรักษาวัณโรคปอดในเด็กได้ผลดีมากกว่า 95% พบว่าผู้ป่วยกลับเป็นโรคใหม่น้อยกว่า 1% หากรักษาตามเวลาที่กำหนดซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน

การป้องกันวัณโรคในเด็ก คือการค้นหาผู้ป่วยวัณโรคปอดในผู้ใหญ่ และให้การรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้แพร่เชื้อต่อไปในเด็ก มีการให้ภูมิคุ้มกันโดยฉีดวัคซีนบีซีจี

การฉีดวัคซีนบีซีจีสามารถป้องกันวัณโรคในเด็กแต่ประสิทธิภาพยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เพราะการวิเคราะห์จากรายงานทั่วโลกกว่า 1,200 ราย สรุปว่าวัคซีนบีซีจีสามารถป้องกันวัณโรค ในภาพรวมเพียงร้อยละ 50 ป้องกันวัณโรคเยื่อหุ้มสมองได้ร้อยละ 64 และป้องกันวัณโรคชนิดแพร่กระจาย ได้ร้อยละ 78 จึงทำให้มีความพยายามในการผลิตวัคซีนป้องกันวัณโรคชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งอยู่ในระหว่างการศึกษา

ประเทศไทยได้ฉีดวัคซีนบีซีจีให้แก่เด็กแรกเกิดซึ่งในปัจจุบันนี้ได้ครอบคลุมเด็กวัยขวบแรก เกือบร้อยละ 100 การฉีดกระตุ้นไม่มีประโยชน์ เพราะไม่สามารถป้องกันวัณโรคตอนเป็นผู้ใหญ่ได้

นโยบายการให้วัคซีนบีซีจีนั้น ก่อนหน้านี้ใช้ภาวะการติดเชื้อเป็นตัวกำหนด ปัจจุบันแนะนำให้ฉีดวัคซีนในประเทศที่มีวัณโรคสูงกว่า 40/100,000 คนต่อปี ซึ่งในประเทศไทยในปีพ.ศ.2535 มีผู้ป่วยเป็นวัณโรค 83/100,000 คนต่อปี ในสหรัฐอเมริกามีผู้เป็นวัณโรคน้อยจึงไม่ต้องมีการฉีดวัคซีนบีซีจีตอนแรกเกิด

แม้ในเด็กที่เคยได้รับวัคซีนบีซีจีมาแล้ว ก็ยังติดโรคได้หากอยู่ร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรคปอด จากการศึกษาของกองวัณโรคเมื่อพ.ศ.2524-2528 พบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งฉีดวัคซีนแล้วตั้งแต่แรกเกิดอยู่ร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรคเป็นวัณโรคร้อยละ 12.5 ต่อมาในพ.ศ.2539-2540 พบว่าเด็กกลุ่มนี้เป็นวัณโรคร้อยละ 9 ดังนั้นแม้เด็กจะเคยได้รับวัคซีนบีซีจีมาแล้ว ถ้ามีอัตราเสี่ยงสูง ที่จะได้รับเชื้อก็ควรพิจารณาให้ยาป้องกันเป็นรายๆ ไป

เด็กที่สัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรคปอดอาจติดเชื้อวัณโรคแล้วหรือยังไม่ติดเชื้อ ในทางปฏิบัติควรพาเด็กในครอบครัวมาตรวจทั้งหมด เด็กจะได้รับการตรวจร่างกายทั่วไป ทำการทดสอบทุเบอร์คุลิน ถ่ายภาพรังสีปอด ถ้าพบว่าเป็นวัณโรคจะได้รับการรักษาจนครบกำหนด ถ้าไม่เป็นวัณโรคจะพิจารณาให้ยา INH เพื่อป้องกันโรคโดยให้เด็กกินยาป้องกันนี้เป็นเวลา 6 เดือน ในรายต่อไปนี้คือ
  • อายุต่ำกว่า 5 ปี (ถ้ายังไม่เคยฉีดวัคซีนบีซีจีให้ฉีดด้วย)
  • อายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ในรายฉีดวัคซีนบีซีจีแล้วมีปฏิกิริยาทุเบอร์คุลินตั้งแต่ 15 มม. หรือรายที่ไม่เคยฉีดวัคซีนบีซีจีมีปฏิกิริยาทุเบอร์คุลินตั้งแต่ 5 มม. ขึ้นไป
  • เด็กติดเชื้อเอดส์ที่มีปฏิกิริยาทุเบอร์คุลินตั้งแต่ 5 มม. ขึ้นไป (ให้กินยาป้องกัน 1 ปี)
ในการให้ยาป้องกันวัณโรคนั้นควรติดตามผู้ป่วยเดือนละครั้ง อาการไม่พึงประสงค์จากยา ได้แก่คลื่นไส้อาเจียนผื่นขึ้น ตาเหลือง อ่อนเพลีย ต้องรีบรายงานแพทย์ทันที


(update 15 มีนาคม 2002)
[ ที่มา... นิตยสารแม่และเด็ก  ปีที่ 24 ฉบับที่ 349 มีนาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600