- เหยื่อตัวน้อย ของน้ำอัดลม
ในตอนสายวันหนึ่ง ป้าหมอได้พบเด็กน้อยอายุ 5 ขวบที่คุณแม่พามาเพราะมีอาการปวดท้องและอาเจียนมาก
เคยมีอาการอย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว เวลาไปหาหมอ หมอก็บอกว่าเป็นกระเพาะอาหารอักเสบ กินยาแล้วอาการก็ดีขึ้น
พอเลิกกินยาก็จะเป็นอีก เป็นแบบนี้มาหลายปี หนูน้อยมีประวัติชอบดื่มน้ำอัดลมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะน้ำสีดำๆ ทั้งหลาย
ในคราวนี้เนื่องจากมีอาการอาเจียนมากจนต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือ ฉีดยา กินยา
แต่อาการปวดท้องก็ไม่ดีขึ้น ยังมีอาเจียนมาก และอาเจียนเป็นเลือดสีดำๆ เหมือนผงกาแฟด้วย ป้าหมอจึงส่งหนูน้อย
ไปส่องกล้องตรวจดูกระเพาะอาหาร พบแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นขนาด 1 ซม. เป็นสาเหตุทำให้ปวดท้องและอาเจียนเป็นเลือด
ป้าหมอได้ให้การรักษาแผลในกระเพาะอาหาร อาการก็ดีขึ้น หายปวดท้องและไม่อาเจียนอีก แต่พอ 1 เดือนต่อมา
หนูน้อยคนเดิมก็เริ่มมีอาการปวดท้องอีก ซักประวัติได้ความว่าไม่ยอมเชื่อคุณแม่ แอบดื่มน้ำอัดลมอีก จึงมีอาการปวดท้อง
หมอได้กำชับไปว่าอย่าดื่มน้ำอัดลมอีก หลังจากนั้นอาการก็ดีขึ้น
จากตัวอย่างเรื่องราวข้างต้น คงทำให้เราเห็นแล้วว่า โรคกระเพาะในเด็กที่เป็นมากจนกระเพาะเป็นแผลนั้น
เราสามารถพบได้แม้แต่ในเด็กอายุเพียง 5 ขวบเท่านั้น
เดิมทีเราเคยคิดว่าโรคกระเพาะในเด็กนั้นพบได้น้อย แต่ระยะหลังๆ มานี้เราพบว่ามีอุบัติการเพิ่มขึ้นในเด็กค่ะ เพียงแต่ในประเทศไทยยังไม่มีใครทำสถิติไว้ว่าเป็นเท่าไรแน่เท่านั้น เพราะยังมีความจำกัดในการวินิจฉัยโรคให้แน่นอน
เราพบว่าเด็กผู้ชายเป็นมากกว่าเด็กผู้หญิง 2-3 เท่า ยกเว้นในเด็กทารกซึ่งจะพบได้เท่าๆ กันทั้งสองเพศ
แต่ที่น่าสนใจคือร้อยละ 50 ของเด็กที่เป็นแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นมักจะมีประวัติครอบครัวเป็นแผลในกระเพาะอาหารด้วย
- อะไรบ้างที่ทำร้ายกระเพาะหนู
มาดูกันนะคะว่า มีปัจจัยอะไรที่ก่อให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้กับเจ้าตัวน้อยของเราได้บ้าง
1. อาหารการกิน
หมอคิดว่า อาหารเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคนี้ค่ะ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่นอน นอกจากนี้เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน
เช่น น้ำอัดลม โดยเฉพาะที่เป็นน้ำดำทั้งหลาย (น้ำอัดลมชนิดน้ำดำ 1 ขวดมีปริมาณกาเฟอีนเท่ากับกาแฟ 1 แก้ว)
เป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์ในกระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นได้
ยิ่งกว่านั้น เครื่องดื่มจำพวกที่มีแอลกอฮอล์ยังจะทำให้มีการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ส่งผลให้กระเพาะอาหารอักเสบได้ด้วยค่ะ
2. หยูกยารักษาโรค
ยาประเภทแอสไพรินและยาปวดข้อต่างๆ จะทำลายเยื่อบุกระเพาะ และทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ค่ะ
ยาลดไข้สูงในเด็กที่มีชื่อว่า ไอบูโปรเฟน วึ่งคุณพ่อคุณแม่ใช้กันเป็นประจำ จัดเป็นยาลดไข้ในกลุ่มยาปวดข้อ
เวลาจะใช้ยาตัวนี้จึงต้องให้หลังอาหารนะคะ อย่าให้ตอนท้องว่างเชียว เพราะจะไประคายท้องและทำให้กระเพาอาหารอักเสบได้ค่ะ
นอกจากนี้ ยาพวกคอร์ติโคสเตอรอย์ (Corticosteroids) ก็อาจจะทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลได้
โดยเฉพาะถ้าใช้ร่วมกับยาแก้ข้ออักเสบ จึงต้องระมัดระวังค่ะ
3. เหม็นจังควันบุหรี่
สำรับคุณพ่อคุณแม่ การสูบบุหรี่นอกจากจะทำให้เกิดแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นแล้ว ยังทำให้แผลในกระเพาะหายช้า และทำให้เกิดเป็นซ้ำได้ง่ายขึ้น
ถ้าคุณพ่อสูบบุหรี่แล้วเป็นโรคกระเพาะด้วย ก็ควรรีบงดสูบบุหรี่นะคะ
ส่วนผลของควันบุหรี่ที่มีไปถึงคุณลูกในฐานะผู้สูบบุหรี่มือสองก็แทบจะไม่แตกต่างไปจากที่ผู้ใหญ่ได้รับเลยค่ะ
4. ความเอ๋ยความเครียด
พบว่ามักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์มักจะทำให้มีการหลั่งกรดเพิ่มขึ้นเราจึงเห็นเด็กๆ มีอาการกระเพาะอาหารอักเสบแบบนี้ได้มากขึ้นเวลาใกล้สอบ หรือในเด็กที่เรียนที่โรงเรียนจนเต็มเหยียดแล้ว ยังต้องเรียนพิเศษอีกมากมายจนไม่มีเวลาได้เล่นสนุกสนานแบบที่ควรจะเป็น
เด็กๆ เดี๋ยวนี้เครียดนะคะ
บางคนเครียดตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงชั้นประถมเลยค่ะ
5. ถ่ายทอดถึงกันในครอบครัว
พบมีประวัติเป็นแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นในครอบครัวได้ถึงร้อยละ 20-50 ของผู้ป่วย นอกจากนี้ คนที่มีเลือดกรุ๊ปโอ พบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับคนที่มีเลือดกรุ๊ปอื่น อาจเป็นเพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการติดเชื้อชนิดหนึ่งซึ่งเป็นต้นเหตุของกระเพาะอาหารอักเสบ
จนกลายเป็นแผลได้มากกว่า
6. โรคภัยไข้เจ็บนานา
มีโรคอีกหลายโรคที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้ เช่น G6PD ตับแข็ง ไตวาย เบาหวาน ตับอักเสบเรื้อรัง
เพียงแต่เป็นโรคที่พบไม่บ่อยในเด็ก
แต่ที่สำคัญก็คือ เราพบแล้วว่ามีเชื้อโรคตัวหนึ่งซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดแผลในกระเพาะ เชื้อตัวนี้ชื่อ
เอช.ไพโลโร (H.pylori) ซึ่งนอกจากจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบในผู้ใหญ่แล้ว ยังทำให้เกิดโรคในเด็กได้ด้วย โดยมันจะไปโจมตีเซลล์กระเพาะอาหาร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีเลือดกรุ๊ปโอ ทำให้เกิดการอักเสบ
และทำลายเยื่อบุผิวกระเพาะอาหารจนเกิดเป็นโรคขึ้นค่ะ
โรคกระเพาะอาหารเป็นแผลในเด็ก แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ค่ะคือ
1. กลุ่มที่เป็นแผลโดยไม่มีโรคอื่นร่วมด้วย
อันที่จริงสาเหตุของการเกิดโรคที่แท้จริงนั้นเรายังไม่ทราบแน่ชัดค่ะ แต่มีปัจจัยเกี่ยวข้องต่างๆ อย่างที่บอกไปแล้วข้างต้น เราพบว่าผู้ป่วยเหล่านี้มักมีปัญหาด้านจิตใจและบุคลิกภาพ เช่น มักเป็นเด็กเก็บกดความรู้สึกต่างๆ เด็กติดพ่อแม่ เด็กฉลาด
และเด็กที่พบว่ามีประวัติในครอบครัวเป็นโรคนี้ และมักมีเลือดกรุ๊ป โอ ซึ่งกลุ่มนี้พบได้ถึงร้อยละ 70
2. กลุ่มที่เกิดแผลโดยมีโรคอื่นร่วมด้วย
หรือได้รับยาที่ทำให้เกิดแผล เช่น แอสไพริน และยาแก้ปวดข้อ มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบที่มีภาวะช็อก
การหายใจล้มเหลว ติดเชื้อในกระแสโลหิต ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ น้ำร้อนลวกรุนแรง และมีโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น ตับแข็ง
ไตวายเรื้อรัง โรคปอดเรื้อรัง เด็กที่มีเงื่อนไขเหล่านี้จะพบภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออก
หรือกระเพาะอาหารทะลุได้บ่อยกว่ากลุ่มแรกค่ะ
ในเด็กที่คุณพ่อคุณแม่พามาหาหมอด้วยโรคนี้จะมีอาการแตกต่างกันไปตามอายุดังนี้ค่ะ
- ทารกแรกเกิดถึง 1 เดือน มักเป็นแผลจากโรคอื่นๆ เช่น มีการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือมีภาวะปอดอักเสบอย่างรุนแรง
ในทารกแรกเกิด ก็อาจมีการทะลุของกระเพาะ และมีเลือดออกในทางเดินอาหารโดยไม่มีอาการของโรคนำมาก่อนเลยได้
- อายุ 1 เดือนถึง 1 ปี มักมีปัญหาของการดูดนมไม่ดี โตช้า ก่อนจะมีเลือดออกหรือกระเพาะทะลุ
- เด็กวัยก่อนเรียน ผู้ป่วยมีอาการอาเจียนได้บ่อยถึง 2 ใน 3 ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด โดยพบร่วมกับอาการปวดท้อง
ซึ่งตำแหน่งที่ปวดมักไม่แน่นอน และไม่ค่อยสัมพันธ์กับอาหารที่รับประทานเข้าไปด้วย
- เด็กโตและวัยรุ่น จะมีอาการคล้ายของผู้ใหญ่คือ ส่วนใหญ่มาด้วยอาการปวดท้องเรื้อรัง โดยมักปวดใต้ลิ้นปี่และบริเวณสะดือ
บางคนก็บอกตำแหน่งที่ปวดได้ไม่แน่นอน อาการปวดจะมีมากขึ้นเมื่อหิวหรือหลังรับประทานอาหาร 1-3 ชั่วโมง บางครั้งปวดขณะนอนหลับกลางคืนและช่วงหลังตื่นนอนตอนเช้าด้วย
อาการปวดมักจะลดลงหลังรับประทานอาหาร
จนทำให้บางคนอ้วนขึ้นเพราะต้องรับประทานมากขึ้น ในกลุ่มนี้ยังพบอาการคลื่นไส้
อาเจียนและเลือดออกจากทางเดินอาหารด้วยค่ะ
- หมอต้องแยกแยะโรคก่อนการวินิจฉัย
เพราะการปวดท้องนั้นมีอยู่มากมายหลายสาเหตุ หมอ
โดยเฉพาะหมอเด็ก
จึงต้องแยกแยะให้ได้ก่อน
ระหว่างผู้ป่วยที่มีปัญหาปวดท้องจากโรคอื่นๆ เช่น โรคติดเชื้อในกระเพาะและลำไส้ ตับอ่อนอักเสบ โรคพยาธิ
ไส้ติ่งอักเสบ ลำไส้กลืนกัน และโรคนิ่ว กับกลุ่มที่เป็นโรคปวดท้องเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุของโรคที่ชัดเจน
ซึ่งกลุ่มหลังนี้มักเป็นในเด็กอายุ 5-12 ปี เด็กเหล่านี้จะมีน้ำหนักตัวปกติ รับประทานอาหารได้ดี ไม่ค่อยจะมีอาการอาเจียน
ซึ่งกลุ่มนี้จะพบในเด็กได้มากกว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีปัญหาทางด้านจิตใจ เป็นกลไกการเรียกร้องความสนใจอย่างหนึ่งค่ะ
หลังจากแยกแยะโรคแล้ว จากประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมถึงประวัติครอบครัว
และปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น จะช่วยบอกผลการวินิจฉัยให้เราทราบได้ค่ะ
การตรวจที่แน่นอนคือการเอ็กซเรย์กลืนแป้งและการตรวจด้วยการส่องกล้อง ที่จะทำให้เห็นลักษณะของแผลในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งเดี๋ยวนี้คุณหมอที่ทำงานเกี่ยวกับโรคทางเดินอาหารในเด็กสามารถทำการตรวจแบบนี้ได้แม้แต่ในเด็กเล็ก
เพราะมีความชำนาญและมีกล้องที่มีขนาดเล็กเหมาะสำหรับเด็ก จะทำให้มองเห็นแผลและการอักเสบได้ชัดเจน ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ท่านใดได้รับคำแนะนำจากคุณหมอว่าจะทำการตรวจโดยการส่องกล้องละก็ ไม่ต้องตกใจนะคะ
นอกจากนี้ การส่องตรวจด้วยกล้องนี้เราไม่ได้ทำทุกรายหรอกค่ะ เราจะทำเฉพาะในรายที่มีอากาปวดท้องเรื้อรัง
(คือมากกว่า 3 เดือน) หรือว่าปวดท้องมากร่วมกับมีอาการต่อไปนี้ค่ะ
1. อาเจียนเป็นเลือด
2. มีประวัติโรคกระเพาะในครอบครัว โดยเฉพาะสายใกล้ชิด
3. ปวดท้องตอนกลางคืนจนทำให้ตื่น
4. มีอาการปวดภายใน 1 ชั่วโมงหลังรับประทานข้าวหรือหายได้หลังรับประทานข้าว
5. อาเจียนบ่อยๆ
6. น้ำหนักลด
7. อาการปวดเรื้อรังบริเวณลิ้นปี่ (โดยเฉพาะในเด็กอายุมากกว่า 10 ปี)
- เริ่มต้นด้วยยาลดกรดที่เรียกว่า Antacids ซึ่งมีอยู่หลายยี่ห้อค่ะ ยาพวกนี้มีราคาถูก ปลอดภัย และได้ผล
โดยยาจะไปทำลายฤทธิ์ที่เป็นกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้การทำลายเยื่อบุน้อยลง หมอจะให้ยา 1-3 ชั่วโมงหลังอาหาร
และก่อนเข้านอนโดยให้ยานานประมาณ 8 สัปดาห์
แต่ต้องระวังอย่ารับประทานพร้อมยาตัวอื่นนะคะ โดยเฉพาะภายใน
30-45 นาทีหลังได้รับยาลดกรด เพราะยานี้จะไปรบกวนการดูดซึมของยาตัวอื่นๆ ค่ะ
- อันดับถัดไปถ้าไม่ดี ขึ้น เราจะใช้ยาลดการหลั่งกรดซึ่งมียาที่ใช้กันแพร่หลาย 2 ชนิดคือ Cimetidine และ Ranitidine ค่ะ
และยังมียาอีกตัวที่ใช้ในเด็ก มีราคาแพงกว่าแต่ก็ได้ผลดีคือOmeprazole โดยยาพวกนี้จะช่วยลดการสร้างกรดค่ะ
- นอกจากนี้ หมออาจใช้ยาที่ขื่อ Sucralfate มาช่วยให้แผลหายได้ดีขึ้น โดยยาจะไปคลุมเซลล์ที่ถูกทำลาย
และป้องกันไม่ให้กรดทำลายเพิ่มอีก ทั้งนี้ทั้งนั้น หมออาจใช้ยาหลายๆ ตัวร่วมกันรักษาด้วยค่ะ
- และถ้าแผลในกระเพาะเกิดจากการติดเชื้อ H.pylori (เอช.ไพโลโร) เราก็ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อเพื่อกำจัดเชื้อให้หมดไป
หมอมักจะใช้ยา 3 ตัวร่วมกัน เป็นยาฆ่าเชื้อ 2 ตัวร่วมกับยาลดการสร้างกรด การรักษาดังกล่าวจะใช้เวลานานประมาณ 2 สัปดาห์
และสามารถกำจัดเชื้อตัวนี้ได้ดี ทำให้ลดการเกิดแผลซ้ำได้มากค่ะ
มีภาวะแทรกซ้อนบางอย่างเกี่ยวกับโรคนี้ที่พ่อแม่ควรทราบ จะได้ให้การระมัดระวังและดูแลลูกรักได้อย่างถูกต้อง ดังนี้ค่ะ
1. การเกิดเป็นซ้ำ เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยที่สุด
2. เลือดออกในกระเพาะอาหาร
3. กระเพาะอาหารทะลุ และอาจจะมีอาการปวดบริเวณหัวไหล่ขวาร่วมด้วย
4. กระเพาะอาหารอุดตัน พบในกรณีที่เป็นเรื้อรัง ทำให้เป็นแผลเป็น โดยจะมีอาการปวดท้องร่วมกับอาการท้องอืด
ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว และให้การรักษาทางยาแล้วไม่ดีขึ้น ก็จำเป็นต้องทำการผ่าตัดค่ะ
ข้อควรปฏิบัติที่สำคัญก็คือ ต้องให้ลูกรับประทานอาหารให้เป็นเวลา งดอาหารรสจัด โดยเฉพาะอาหารรสเผ็ด
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน ซึ่งต้องขอย้ำว่าน้ำอัดลมสีดำๆ ทั้งหลายที่เด็กๆ ชอบดื่มก็อยู่ในกรณีนี้ด้วย
แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้แน่ชัดก็ตาม แต่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์พอเพียงที่ระบุว่ามันไปเพิ่มการหลั่งกรด
และยังไม่มีประโยชน์อะไรต่อสุขภาพ ราคาก็แพงด้วย จึงควรงดนะคะ
ผู้ป่วยหนูน้อยของป้าหมอที่เล่าให้ฟังไปตอนต้นเรื่องก็อยู่ในกลุ่มนี้ ชอบดื่มน้ำอัดลมแบบนี้กันมากจนเกิดอาการ
พอรักษาหายแล้วกลับไปดื่มใหม่ก็เกิดอาการอีก จริงๆ แล้วเด็กไม่ควรดื่มน้ำอัดลมทุกชนิดเลยล่ะค่ะ
เพราะถึงแม้จะยังไม่ทำให้โรคกระเพาะถามหา แต่ก็ทำให้เกิดอาการท้องอืดได้นะคะ
ไม่เห็นดีเลย
(update 25 ตุลาคม 2002)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 19 ฉบับที่ 227 ธันวาคม 2544 ]
|