
การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจในเด็ก เป็นภาวะที่พบบ่อยจากการศึกษาขององค์การอนามัยโลกพบว่า
โรคปอดอักเสบเป็นสาเหตุของการตายเป็นอันดับหนึ่งในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี ประมาณว่า
ในแต่ละปีจะมีเด็กทั่วโลกที่เสียชีวิตจากปอดอักเสบปีละ 1.5 ล้านคน
ในประเทศไทยปอดอักเสบยังเป็นโรคที่พบได้มากและยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ
เพราะอัตราป่วยและอัตราตายสูง เนื่องจากโรคมีความรุนแรงและอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
นอกจากนี้ผู้ป่วยที่รอดชีวิตอาจจะประสบกับภาวะแทรกซ้อน หากมิได้แก้ไขจะทำให้มีผลกระทบ
ต่อการเจริญเติบโตของเด็กและก่อให้เกิดความพิการขึ้นได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี
มีอัตราตายสูงที่สุด
ในประเทศที่กำลังพัฒนามีอุบัติการณ์ของโรคปอดอักเสบมากกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วถึง 10 เท่า
สำหรับประเทศไทยในปีพ.ศ.2535 พบว่า อัตราการป่วยของโรคปอดอักเสบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
คิดเป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรือประมาณปีละ 250,000 คน ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี ที่เป็นโรคปอดอักเสบส่วนใหญ่
มักมีอาการรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วหลังจากเริ่มป่วย
สาเหตุที่ทำให้เด็กป่วยเป็นโรคปอดบวมเกิดจากการติดเชื้อของระบบบทางเดินหายใจ
ช่วงแรกอาจเป็นแค่หวัด มีไข้ธรรมดา ต่อมาอาจลุกลามเป็นปอดอักเสบได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดปอดบวมคือ
เด็กที่อายุน้อย มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย มีภาวะทุโภชนาการ มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหรือมีโรคปอดร่วมด้วย
เด็กที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำหรืออยู่ในชุมชนแออัด สุขาภิบาลไม่ดี อยู่ในที่ๆ มีควันพิษมากจะมีโอกาส
เป็นโรคปอดบวมได้มากกว่าเด็กปกติ
เชื้อที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบส่วนมากเป็นเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย มีส่วนน้อยที่เกิดจากเชื้ออื่น
เช่น เชื้อรา Preumocyshic Carinii เป็นต้น ผู้ป่วยปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสส่วนมากอาการไม่รุนแรง
อาจดีขึ้นได้เองและมีอัตราการเสียชีวิตต่ำ เมื่อเทียบกับเชื้อแบคทีเรีย
ในภาวะปกติระบบหายใจในร่างกายจะมีกลไกในการป้องกันไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอม
หรือเชื้อโรคเข้าสู่หลอดลมหรือถุงลมปอดโดยร่างกายมีจมูกเป็นอวัยวะในการกรองเชื้อโรค
และฝุ่นละอองไม่ให้เข้าสู่ปอดและขับสิ่งต่างๆ ออกจากร่างกายโดยการไอ นอกจากนี้ในถุงลมปอด
ยังมีกลวิธีในการกำจัดเชื้อหลายอย่าง เช่น เชื้ออาจถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยมีเม็ดเลือดขาว
มากินเชื้อโรคหรือมีระบบภูมิคุ้มกันมาทำลายเชื้อโรค
เมื่อความสมดุลระหว่างเชื้อก่อโรคและกลไกในการป้องกันเชื้อโรคของระบหายใจเสียไป
ผู้ป่วยก็มีโอกาสเกิดโรคปอดอักเสบได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กที่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้
- เด็กคลอดก่อนกำหนด ขาดอาหาร ยากจน
- ได้รับควันบุหรี่จากบุคคลรอข้าง
- เด็กที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีเด็กมากๆ
- มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคทางสมอง
เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบเข้าสู่ร่างกายได้หลายวิธี เช่น การสูดหายใจเข้าไป
การสำลัก การกระจายของเชื้อตามกระแสเลือดไปสู่ปอด
ผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อโดยการสูดสำลักเอาเชื้อก่อโรคที่อยู่บริเวณคอเข้าไปในหลอดลมส่วนปลาย
หรือถุงลมปอด ถ้าจำนวนเชื้อที่สูดสำลักเข้าไปที่ถุงลมมมากเกินกว่าร่างกายจะกำจัดออกได้
เชื้อเหล่านี้จะแบ่งตัวและก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบตามมา ทำให้เนื้อปอดถูกทำลาย
การแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงทำให้ผู้ป่วยขาดออกซิเจนได้
อาการของผู้ป่วยโรคปอดอักเสบแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละรายทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ
อายุของผู้ป่วยและความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปในผู้ป่วยปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสจะมีอาการ
และอาการแสดงของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้นนำมาก่อน เช่น ไข้ น้ำมูก ไหล ไอ
หลังจากนั้นผู้ป่วยจะค่อยๆ เริ่มมีอาการหายใจลำบาก หายใจเร็ว จมูกบาน ซี่โครงบาน และตัวเขียวได้
ในผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียมักจะมีอาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลันดูป่วยหนักไอมาก
และมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วยได้
สรุปอาการของเด็กที่ปอดบวมแบ่งออกได้เป็น
อาการไม่เฉพาะเจาะจง คือผู้ป่วยจะมีไข้อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย ร้องกวนและงอแง
ผู้ป่วยบางรายจะมีหนาวสั่นได้ ในเด็กทารกอาการแสดงของโรคปอดอักเสบส่วนมากจะไม่มีลักษณะเฉพาะ
ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้หรือไม่มีไข้ก็ได้ อาจมีอาการซึม อาเจียน และไม่ยอมดูดนมหรือน้ำ
ผู้ป่วยปอดอักเสบส่วนใหญ่จะมีอาการไอ หายใจเร็ว บางรายอาจมีอาการหายใจลำบาก
หายใจตื้นและเร็ว จมูกบานเวลาหายใจ ในเด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือน แพทย์จะไม่พบอาการไอเป็นอาการสำคัญ
ในผู้ป่วยเด็กโตนอกจากจะมีอาการไข้ หนาวสั่น ไอและหายใจเร็วแล้วบางรายจะมีอาการปวดท้อง
ท้องอืด หรือมีอาการเขียวได้
อัตราการหายใจที่ผิดปกติเป็นตัวอาการบ่งชี้ที่มีความไวและมีความจำเพาะที่ดีที่สุด
ในการให้การวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นปอดอักเสบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี
องค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ใช้อัตราการหายใจในการประเมินผู้ป่วยที่มีประวัติไข้
และไอเป็นอาการนำโดยอัตราการหายใจที่เร็วผิดปกติจะบ่งชี้ถึงภาวะปอดอักเสบ
อัตราการหายใจที่ผิดปกติในกลุ่มอายุต่างๆ ในเด็กมีดังต่อไปนี้
อายุแรกเกิดถึง 2 เดือน อัตราการหายใจไม่ควรเกิน 60 ครั้ง/นาที
อายุ 2 เดือนถึง 12 เดือน อัตราการหายใจไม่ควรเกิน 50 ครั้ง/นาที
อายุ 12 เดือน ถึง 5 ปี อัตราการหายใจไม่ควรเกิน 40 ครั้ง/นาที
การนับอัตราการหายใจนั้นต้องนับเต็มหนึ่งนาที และควรนับอัตราการหายใจในขณะที่ผู้ป่วยสงบ
และไม่ร้องไห้ ผู้ป่วยปอดอักเสที่มีอัตราการหายใจเร็วร่วมกับมีซี่โครงบานและบริเวณคอบุ๋มมาก
ขณะหายใจเข้าจะบ่งว่าอาการรุนแรงมาก
การรักษา
ผู้ป่วยปอดอักเสบและมีอาการไม่รุนแรงมาก เช่น มีไข้ ไอ และหายใจ เร็วไม่มากนัก
แพทย์อาจจะให้การรักษาให้ยาปฏิชีวนะรับประทาน (ในกรณีที่สงสัยว่าปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย)
และนัดผู้ป่วยมาดูเป็นระยะๆ ได้
ในเด็กที่มีอาการหนักต้องรับไว้ในโรงพยาบาลได้แก่ผู้ป่วยดังต่อไปนี้
1. ผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 6 เดือน
2. หอบมาก ต้องการออกซิเจน
3. คลื่นไส้อาเจียน
4. กินยาแล้วไม่ได้ผล
5. ภูมิคุ้มกันต่ำ
6. พ่อแม่ไม่น่าไว้วางใจว่าจะดูแลเด็กได้ดีพอหรือไม่
การรักษาทั่วไป
1. การให้ออกซิเจนแพทย์จะพิจารณาให้ออกซิเจนในผู้ป่วยที่เขียวหอบมาก ซึมกระวนกระวาย
ไม่ยอมกินนมและน้ำ หายใจเร็วมากกว่า 70 ครั้งต่อนาที
2. การให้น้ำและอาหารจะต้องให้พอเพียงกับความต้องการของผู้ป่วย ประโยชน์ของการให้สารน้ำ
ที่เหมาะสมและเพียงพอจะช่วยลดความเหนียวของเสมหะ และสามารถขับเสมหะออกจากร่างกาย
โดยการไอได้ง่ายขึ้น ลดการคั่งค้างของเสมหะที่อุดกั้นทางเดินหายใจในเด็กได้
และยังเป็นการทดแทนการสูญเสียน้ำจากร่างกายผู้ป่วยซึ่งเกิดจากภาวะไข้สูง หายใจหอบเร็ว
3. การรักษาอื่นๆ คือการให้ยาปฏิชีวนะ ยาลดไข้ การเคาะปอดเพื่อให้เสมหะออกได้
การให้ยาขยายหลอมลม ฯลฯ
เมื่อผู้ป่วยหายจากปอดอักเสบแล้ว ส่วนใหญ่แล้วหน้าที่ของปอดจะกลับมาเป็นปกติ
ความผิดปกติของภาพรังสีทรวงอกจะหายไปประมาณ 6-8 สัปดาห์ บางรายงานพบว่า
ผู้ป่วยปอดอักเสบในวัยเด็กจะมีความสัมพันธ์กับสมรรถภาพปอดที่ลดลงกว่าปกติเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ผู้ป่วยที่เป็นปอดอักเสบจากเชื้อที่รุนแรง เช่น เชื้อหัด เชื้อไข้หวัดใหญ่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนคือ
หลอดลมบางส่วนเสียแบบถาวร (Bronchiectusis) ฯลฯ ดังนั้นหากบุตรหลานของท่านมีอาการไข้ ไอ หอบ
ควรรีบพามาพบแพทย์โดยเร็วเพื่อจะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
(update 5 มีนาคม 2002)
[ ที่มา...
นิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 24 ฉบับที่ 347 มกราคม 2544 ]
|