พ.ญ.รังสิมา และน.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา
มาทำความรู้จักและช่วยกันป้องกันโรคนี้กันดีกว่า เพราะเป็นโรคที่รักษาได้ยาก
ที่สำคัญเมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง
แล้วคุณจะรู้ว่าวัคซีนป้องกันสำคัญกับเจ้าตัวเล็กจริงๆ ค่ะ
โรคไข้สมองอักเสบเกิดจากการอักเสบของเนื้อสมองทั่วๆ ไปหรือเฉพาะบางส่วนจากเชื้อไวรัส
เนื่องจากเนื้อสมองอยู่ติดกับเยื่อหุ้มสมองจึงอาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองร่วมกับการอักเสบของสมองด้วยได้
โรคนี้มีความสำคัญเนื่องจากเมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง หากรอดชีวิตมักมีความพิการหรือผิดปกติทางสมองตามมา
สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาคต่างๆ ของโลก สภาวะอากาศ
ฤดูกาล โอกาสในการสัมผัสกับสัตว์นำโรค และภูมิต้านทานของผู้ป่วย
สำหรับประเทศไทย เชื้อไวรัสที่ชื่อ เจอี (Japanese B encephalitis)
เป็นสาเหตุการติดเชื้อไวรัสในสมองที่พบบ่อยที่สุดช่วงฤดูฝนของภาคเหนือ ประมาณร้อยละ 80
ของผู้ป่วยไข้สมองอักเสบเกิดจากเชื้อเจอี โรคนี้พบได้ทุกภาคของประเทศไทย
รวมทั้งเขตชานเมืองของกรุงเทพฯ เชื้อไวรัสอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุ เช่นเอนเทอโรไวรัส (enterovirus),
เชื้อโรคมือ เท้า ปาก (อีวี 71), เชื้อโรคพิษสุนัขบ้า, เชื้อหัด, เชื้อเริม (Herpes simplex virus), เชื้ออีสุกอีใส,
เชื้อคางทูม, เชื้อเอดส์, เชื้อนิปาห์ เป็นต้น
- สังเกตอาการ
ไข้สมองอักเสบ
อาการของผู้ป่วยจะมาได้ 2 ลักษณะ คือติดเชื้อเฉียบพลันมักมาด้วย ไข้สูง ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน
เบื่ออาหาร กลัวแสง คอแข็ง ชัก พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ซึม ภายในเวลา 1 สัปดาห์
กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่เป็นเรื้อรัง อาการแสดงจะค่อยเป็นค่อยไป อาจมีไข้หรือไม่ก็ได้
การดำเนินโรคช้าแต่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ได้ เช่น เกิดจากเชื้อหัด, เอดส์, พิษสุนัขบ้า นอกจากอาการแล้ว
เมื่อสงสัยแพทย์จะทำการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด อาจต้องเจาะน้ำไขสันหลังมาตรวจ
และอาจต้องทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองประกอบ ทำให้วินิจฉัยโรคได้แน่นอนยิ่งขึ้น
ดังนั้นหากมีอาการต่างๆ ข้างบนนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยทันที
เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะสำหรับเชื้อไวรัสส่วนใหญ่ ยกเว้น
เชื้อเริม (Herpes simplex virus) ซึ่งมียาอะไซโคลเวียรักษาได้ แต่ต้องให้ในระยะเริ่มแรกของโรคจึงได้ผลดี
นอกจากนี้สมองอักเสบจากไข้รากสาดใหญ่มียาที่ใช้รักษาได้ เชื้ออื่นๆ ยังไม่มียาที่รักษาได้ผลแน่นอน
ดังนั้นการรักษาส่วนใหญ่จึงเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ ยาระงับ
ยาช่วยลดอาการบวมของสมอง ช่วยการหายใจแก้ภาวะเกลือแร่ไม่สมดุล รักษาภาวะติดเชื้อแทรกซ้อน
ภายหลังการป่วยเป็นไข้สมองอักเสบ ผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีอาการไม่รุนแรงอาจหายเป็นปกติได้
แต่ผู้ป่วยส่วนมากที่มีอาการรุนแรงอาจเสียชีวิตในกรณีที่รอดชีวิตมักมีความพิการทางสมองหลงเหลืออยู่
เช่น ชัก อัมพาต ปัญญาอ่อน พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนแปลง พูดไม่ได้ ฟังไม่เข้าใจ
บางรายอาจกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราไปเลย จะเห็นว่า โรคไข้สมองอักเสบเป็นโรคที่น่ากลัว
เมื่อเป็นแล้วรักษายาก และผลการรักษาไม่ดี
- ป้องกันไว้ก่อน ขั้นตอนสำคัญที่สุด
เพราะโรคนี้รักษายาก การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ โรคไข้สมองอักเสบส่วนใหญ่ป้องกันได้
ในปัจจุบันมีวิธีป้องกันที่สำคัญ 2 วิธี ได้แก่ การฉีดวัคซีน และการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเชื้อโรค
วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคสมองอักเสบในปัจจุบัน ได้แก่วัคซีนป้องกันเชื้อเจอีซึ่งแนะนำให้แก่เด็กไทยทุกคน
วัคซีนป้องกันโรคสมองอักเสบจากพิษสุนัขบ้า โดยฉีดวัคซีนป้องกันก่อนหรือหลังสัมผัสโรค วัคซีนป้องกันหัด
วัคซีนป้องกันโรคคางทูม วัคซีนป้องกันโรคสุกใส สมองอักเสบจากเชื้ออื่นๆ ยังไม่มีวัคซีนป้องกันได้ในขณะนี้
วิธีป้องกันอีกวิธีคือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเชื้อโรคหรือพาหะ เช่น
ป้องกันไม่ให้ยุงกัดเมื่อเข้าไปในท้องถิ่นที่มีโรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อเจอี ชุกชุม
โดยการทายากันยุง การนอนกางมุ้ง เป็นต้น โรคพิษสุนัขบ้าก็ต้องป้องกันไม่ให้สัตว์กัด
และการฉีดวัคซีนป้องกันให้แก่สัตว์เลี้ยงประเภทที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เช่น สุนัข แมว เป็นต้น
โรคมือ-เท้า-ปาก ที่เคยระบาดที่ประเทศมาเลเซีย ไต้หวัน และสิงคโปร์ จากเชื้อ อีวี 71
เชื้อเข้าไปในสมองทำให้เด็กอายุ 6 เดือนถึง 6 ปีตายได้ สามารถป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัส
กับเด็กที่กำลังเป็นโรค การไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน ล้างมือหลังจากเล่นกับเพื่อน
เชื้อนิปาห์ที่ทำให้เกิดการระบาดในประเทศมาเลเซียเมื่อสองปีก่อนก็ป้องกันได้
โดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเลือดและสิ่งคัดหลั่งจากหมูที่กำลังป่วย ถ้าจำเป็นต้องสัมผัสก็ใส่ถุงมือป้องกัน
เป็นต้น
สรุปโดยรวมแล้วโรคสมองอักเสบเป็นโรคร้ายแรงที่รักษายาและมีภาวะแทรกซ้อนสูง
ถึงแม้สมองอักเสบจากเชื้อหลายชนิดยังไม่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน แต่เชื้อที่พบบ่อยเช่น
ไวรัสเจอีมีวัคซีนที่ได้ผลดี คุณพ่อคุณแม่จึงควรพาบุตรหลานไปรับวัคซีนให้ครบ
โดยเฉพาะถ้าต้องเดินทางไปในถิ่นที่มีการระบาดของโรค เช่น ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หรือบริเวณที่มีการเลี้ยงหมูในระยะ 2 กิโลเมตร
เนื่องจากไข้สมองอักเสบจากเชื้อเจอี (Japanese B encephalitis) เป็นโรคที่พบบ่อยและป้องกันได้
จึงขอกล่าวถึงโรคนี้เป็นพิเศษ โรคนี้เรียก Japanese เนื่องจากสามารถแยกเชื้อได้จากผู้ป่วยในญี่ปุ่น
ครั้งแรกในปี พ.ศ.2476 จากสมองของผู้ตายด้วยไข้สมองอักเสบ โรคนี้แพร่กระจายทั่วไปในทวีปเอเชีย
พบในหลายประเทศ ในประเทศไทยมีรายงานการระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ.2512 ที่เชียงใหม่
พบได้ทุกเพศทุกวัย พบมากในเด็ก 3-14 ปี แต่พบมากที่สุดในเด็ก 5-9 ปี รองลงมาคือ 10-14 ปี
มักระบาดในช่วงหน้าฝนราวเดือนพฤษภาคม ถึงกันยายน มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค
ยุงชนิดนี้มักจะกัดเวลากลางคืน
หลังจากโดนยุงที่มีเชื้อกัดจะมีเชื้อเข้าไปในร่างกายของคนและเพิ่มจำนวนมากขึ้น
จนมากพอที่จะทำให้เกิดอาการของโรค คือทำให้สมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบระยะนี้คือระยะฟักตัว
กินเวลา 7-10 วัน หรืออาจนานถึง 2 สัปดาห์ เชื้อไวรัสเจอีจะอยู่ในสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง
โดยเฉพาะลูกหมู เนื่องจากลูกหมูที่หย่านมแม่นาน 1 เดือน ภูมิคุ้มกันจากแม่จะเริ่มหมดไป
เมื่อยุงที่มีเชื้อกัดลูกหมู เชื้อสามารอยู่ในลูกหมูได้นาน โดยลูกหมูไม่มีอาการ เมื่อยุงตัวอื่นกัดลูกหมูที่มีเชื้อ
ยุงนั้นก็จะสามารถแพร่เชื้อต่อไปได้ ลูกหมูจึงเป็นตัวกระจายเชื้อที่สำคัญ นอกจากนี้ วัว ควาย ม้า
ลา แพะ แกะ ค้างคาว ก็เป็นแหล่งแพร่เชื้อได้
โรคนี้ เราสามารถป้องกันได้โดยควบคุมสัตว์เลี้ยงที่เป็นตัวแพร่กระจายโรค เช่น
เลี้ยงหมูในคอกที่อยู่ห่างคนหรือมีมุ้งลวดกันยุงหรือฉีดวัคซีนให้ลูกหมู ควบคุมยุงที่เป็นพาหะนำโรค
และระวังอย่าให้ยุงกัด
การให้วัคซีนได้ผลดีมาก ในปัจจุบันผลิตได้จากองค์การเภสัชกรรมในประเทศไทย
แต่ปริมาณไม่พอ ต้องสั่งจากต่างประเทศมาเพิ่ม วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบันเป็นชนิดสายพันธุ์
นากายาม่า และไบจึง เป็นวัคซีนที่ปลอดภัยให้ผลป้องกันได้ดี ฉีดเข็มที่ 1 และ 2 ห่างกัน
1-4 สัปดาห์และกระตุ้นเข็มที่ 3 หลังจากนี้ 12 เดือน อาจฉีดกระตุ้นอีกครั้ง 3-4 ปีต่อมา
แต่ไม่ควรได้เกิน 5 ครั้ง เนื่องจากวัคซีนทำจากสมองลูกหนูอาจมีปฏิกิริยาได้มาก
กระทรวงสาธารณสุขได้รวมวัคซีนนี้เข้าไว้ในโปรแกรมให้ภูมิคุ้มกันโรคแก่เด็ก
ในท้องถิ่นที่มีโรคนี้ชุกชุมมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 โดยเริ่มเข็มแรกในเด็กอายุ 12-24 เดือน
ในปี พ.ศ.2543 กระทรวงสาธารณสุขได้ขยายการให้วัคซีนนี้แก่เด็กทั้งประเทศ
คนที่อยู่ในกรุงเทพฯตลอดเวลาอาจไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ ถ้าจะต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างจังหวัด
หรือย้ายไปทำงานต่างจังหวัดอาจติดโรคนี้ได้ และแม้มีเพียงหนึ่งในสามร้อยคนเท่านั้นที่มีอาการ
แต่เราไม่มีทางทราบล่วงหน้าว่าใครจะมีอาการ เพราะฉะนั้นควรป้องกันไว้ก่อนโดยการฉีดวัคซีน
ในรายที่รีบด่วนอาจให้วัคซีนทั้งสามเข็มในเวลา 0, 7 และ 21 วัน
|
(update 2 มีนาคม 2002)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 7 ฉบับที่ 74 ธันวาคม 2544 ]
|