มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

โรคร้าย…ไข้สมองอักเสบ

พ.ญ.รังสิมา และน.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา


มาทำความรู้จักและช่วยกันป้องกันโรคนี้กันดีกว่า เพราะเป็นโรคที่รักษาได้ยาก
ที่สำคัญเมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง…แล้วคุณจะรู้ว่าวัคซีนป้องกันสำคัญกับเจ้าตัวเล็กจริงๆ ค่ะ


  • เชื้อไวรัส ที่มาของโรค

โรคไข้สมองอักเสบเกิดจากการอักเสบของเนื้อสมองทั่วๆ ไปหรือเฉพาะบางส่วนจากเชื้อไวรัส เนื่องจากเนื้อสมองอยู่ติดกับเยื่อหุ้มสมองจึงอาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองร่วมกับการอักเสบของสมองด้วยได้ โรคนี้มีความสำคัญเนื่องจากเมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง หากรอดชีวิตมักมีความพิการหรือผิดปกติทางสมองตามมา

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาคต่างๆ ของโลก สภาวะอากาศ ฤดูกาล โอกาสในการสัมผัสกับสัตว์นำโรค และภูมิต้านทานของผู้ป่วย

สำหรับประเทศไทย เชื้อไวรัสที่ชื่อ เจอี (Japanese B encephalitis) เป็นสาเหตุการติดเชื้อไวรัสในสมองที่พบบ่อยที่สุดช่วงฤดูฝนของภาคเหนือ ประมาณร้อยละ 80 ของผู้ป่วยไข้สมองอักเสบเกิดจากเชื้อเจอี โรคนี้พบได้ทุกภาคของประเทศไทย รวมทั้งเขตชานเมืองของกรุงเทพฯ เชื้อไวรัสอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุ เช่นเอนเทอโรไวรัส (enterovirus), เชื้อโรคมือ เท้า ปาก (อีวี 71), เชื้อโรคพิษสุนัขบ้า, เชื้อหัด, เชื้อเริม (Herpes simplex virus), เชื้ออีสุกอีใส, เชื้อคางทูม, เชื้อเอดส์, เชื้อนิปาห์ เป็นต้น


  • สังเกตอาการ…ไข้สมองอักเสบ

อาการของผู้ป่วยจะมาได้ 2 ลักษณะ คือติดเชื้อเฉียบพลันมักมาด้วย ไข้สูง ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร กลัวแสง คอแข็ง ชัก พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ซึม ภายในเวลา 1 สัปดาห์

กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่เป็นเรื้อรัง อาการแสดงจะค่อยเป็นค่อยไป อาจมีไข้หรือไม่ก็ได้ การดำเนินโรคช้าแต่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ได้ เช่น เกิดจากเชื้อหัด, เอดส์, พิษสุนัขบ้า นอกจากอาการแล้ว เมื่อสงสัยแพทย์จะทำการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด อาจต้องเจาะน้ำไขสันหลังมาตรวจ และอาจต้องทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองประกอบ ทำให้วินิจฉัยโรคได้แน่นอนยิ่งขึ้น ดังนั้นหากมีอาการต่างๆ ข้างบนนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยทันที


  • รักษายาก ถ้าป่วย…

เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะสำหรับเชื้อไวรัสส่วนใหญ่ ยกเว้น เชื้อเริม (Herpes simplex virus) ซึ่งมียาอะไซโคลเวียรักษาได้ แต่ต้องให้ในระยะเริ่มแรกของโรคจึงได้ผลดี นอกจากนี้สมองอักเสบจากไข้รากสาดใหญ่มียาที่ใช้รักษาได้ เชื้ออื่นๆ ยังไม่มียาที่รักษาได้ผลแน่นอน ดังนั้นการรักษาส่วนใหญ่จึงเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ ยาระงับ ยาช่วยลดอาการบวมของสมอง ช่วยการหายใจแก้ภาวะเกลือแร่ไม่สมดุล รักษาภาวะติดเชื้อแทรกซ้อน ภายหลังการป่วยเป็นไข้สมองอักเสบ ผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีอาการไม่รุนแรงอาจหายเป็นปกติได้ แต่ผู้ป่วยส่วนมากที่มีอาการรุนแรงอาจเสียชีวิตในกรณีที่รอดชีวิตมักมีความพิการทางสมองหลงเหลืออยู่ เช่น ชัก อัมพาต ปัญญาอ่อน พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนแปลง พูดไม่ได้ ฟังไม่เข้าใจ บางรายอาจกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราไปเลย จะเห็นว่า โรคไข้สมองอักเสบเป็นโรคที่น่ากลัว เมื่อเป็นแล้วรักษายาก และผลการรักษาไม่ดี


  • ป้องกันไว้ก่อน ขั้นตอนสำคัญที่สุด

เพราะโรคนี้รักษายาก การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ โรคไข้สมองอักเสบส่วนใหญ่ป้องกันได้ ในปัจจุบันมีวิธีป้องกันที่สำคัญ 2 วิธี ได้แก่ การฉีดวัคซีน และการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเชื้อโรค วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคสมองอักเสบในปัจจุบัน ได้แก่วัคซีนป้องกันเชื้อเจอีซึ่งแนะนำให้แก่เด็กไทยทุกคน วัคซีนป้องกันโรคสมองอักเสบจากพิษสุนัขบ้า โดยฉีดวัคซีนป้องกันก่อนหรือหลังสัมผัสโรค วัคซีนป้องกันหัด วัคซีนป้องกันโรคคางทูม วัคซีนป้องกันโรคสุกใส สมองอักเสบจากเชื้ออื่นๆ ยังไม่มีวัคซีนป้องกันได้ในขณะนี้

วิธีป้องกันอีกวิธีคือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเชื้อโรคหรือพาหะ เช่น ป้องกันไม่ให้ยุงกัดเมื่อเข้าไปในท้องถิ่นที่มีโรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อเจอี ชุกชุม โดยการทายากันยุง การนอนกางมุ้ง เป็นต้น โรคพิษสุนัขบ้าก็ต้องป้องกันไม่ให้สัตว์กัด และการฉีดวัคซีนป้องกันให้แก่สัตว์เลี้ยงประเภทที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เช่น สุนัข แมว เป็นต้น โรคมือ-เท้า-ปาก ที่เคยระบาดที่ประเทศมาเลเซีย ไต้หวัน และสิงคโปร์ จากเชื้อ อีวี 71 เชื้อเข้าไปในสมองทำให้เด็กอายุ 6 เดือนถึง 6 ปีตายได้ สามารถป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัส กับเด็กที่กำลังเป็นโรค การไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน ล้างมือหลังจากเล่นกับเพื่อน เชื้อนิปาห์ที่ทำให้เกิดการระบาดในประเทศมาเลเซียเมื่อสองปีก่อนก็ป้องกันได้ โดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเลือดและสิ่งคัดหลั่งจากหมูที่กำลังป่วย ถ้าจำเป็นต้องสัมผัสก็ใส่ถุงมือป้องกัน เป็นต้น

สรุปโดยรวมแล้วโรคสมองอักเสบเป็นโรคร้ายแรงที่รักษายาและมีภาวะแทรกซ้อนสูง ถึงแม้สมองอักเสบจากเชื้อหลายชนิดยังไม่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน แต่เชื้อที่พบบ่อยเช่น ไวรัสเจอีมีวัคซีนที่ได้ผลดี คุณพ่อคุณแม่จึงควรพาบุตรหลานไปรับวัคซีนให้ครบ โดยเฉพาะถ้าต้องเดินทางไปในถิ่นที่มีการระบาดของโรค เช่น ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือบริเวณที่มีการเลี้ยงหมูในระยะ 2 กิโลเมตร



เนื่องจากไข้สมองอักเสบจากเชื้อเจอี (Japanese B encephalitis) เป็นโรคที่พบบ่อยและป้องกันได้ จึงขอกล่าวถึงโรคนี้เป็นพิเศษ โรคนี้เรียก Japanese เนื่องจากสามารถแยกเชื้อได้จากผู้ป่วยในญี่ปุ่น ครั้งแรกในปี พ.ศ.2476 จากสมองของผู้ตายด้วยไข้สมองอักเสบ โรคนี้แพร่กระจายทั่วไปในทวีปเอเชีย พบในหลายประเทศ ในประเทศไทยมีรายงานการระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ.2512 ที่เชียงใหม่ พบได้ทุกเพศทุกวัย พบมากในเด็ก 3-14 ปี แต่พบมากที่สุดในเด็ก 5-9 ปี รองลงมาคือ 10-14 ปี มักระบาดในช่วงหน้าฝนราวเดือนพฤษภาคม ถึงกันยายน มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค ยุงชนิดนี้มักจะกัดเวลากลางคืน

หลังจากโดนยุงที่มีเชื้อกัดจะมีเชื้อเข้าไปในร่างกายของคนและเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนมากพอที่จะทำให้เกิดอาการของโรค คือทำให้สมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบระยะนี้คือระยะฟักตัว กินเวลา 7-10 วัน หรืออาจนานถึง 2 สัปดาห์ เชื้อไวรัสเจอีจะอยู่ในสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะลูกหมู เนื่องจากลูกหมูที่หย่านมแม่นาน 1 เดือน ภูมิคุ้มกันจากแม่จะเริ่มหมดไป เมื่อยุงที่มีเชื้อกัดลูกหมู เชื้อสามารอยู่ในลูกหมูได้นาน โดยลูกหมูไม่มีอาการ เมื่อยุงตัวอื่นกัดลูกหมูที่มีเชื้อ ยุงนั้นก็จะสามารถแพร่เชื้อต่อไปได้ ลูกหมูจึงเป็นตัวกระจายเชื้อที่สำคัญ นอกจากนี้ วัว ควาย ม้า ลา แพะ แกะ ค้างคาว ก็เป็นแหล่งแพร่เชื้อได้

โรคนี้ เราสามารถป้องกันได้โดยควบคุมสัตว์เลี้ยงที่เป็นตัวแพร่กระจายโรค เช่น เลี้ยงหมูในคอกที่อยู่ห่างคนหรือมีมุ้งลวดกันยุงหรือฉีดวัคซีนให้ลูกหมู ควบคุมยุงที่เป็นพาหะนำโรค และระวังอย่าให้ยุงกัด

การให้วัคซีนได้ผลดีมาก ในปัจจุบันผลิตได้จากองค์การเภสัชกรรมในประเทศไทย แต่ปริมาณไม่พอ ต้องสั่งจากต่างประเทศมาเพิ่ม วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบันเป็นชนิดสายพันธุ์ นากายาม่า และไบจึง เป็นวัคซีนที่ปลอดภัยให้ผลป้องกันได้ดี ฉีดเข็มที่ 1 และ 2 ห่างกัน 1-4 สัปดาห์และกระตุ้นเข็มที่ 3 หลังจากนี้ 12 เดือน อาจฉีดกระตุ้นอีกครั้ง 3-4 ปีต่อมา แต่ไม่ควรได้เกิน 5 ครั้ง เนื่องจากวัคซีนทำจากสมองลูกหนูอาจมีปฏิกิริยาได้มาก

กระทรวงสาธารณสุขได้รวมวัคซีนนี้เข้าไว้ในโปรแกรมให้ภูมิคุ้มกันโรคแก่เด็ก ในท้องถิ่นที่มีโรคนี้ชุกชุมมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 โดยเริ่มเข็มแรกในเด็กอายุ 12-24 เดือน ในปี พ.ศ.2543 กระทรวงสาธารณสุขได้ขยายการให้วัคซีนนี้แก่เด็กทั้งประเทศ คนที่อยู่ในกรุงเทพฯตลอดเวลาอาจไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ ถ้าจะต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างจังหวัด หรือย้ายไปทำงานต่างจังหวัดอาจติดโรคนี้ได้ และแม้มีเพียงหนึ่งในสามร้อยคนเท่านั้นที่มีอาการ แต่เราไม่มีทางทราบล่วงหน้าว่าใครจะมีอาการ เพราะฉะนั้นควรป้องกันไว้ก่อนโดยการฉีดวัคซีน ในรายที่รีบด่วนอาจให้วัคซีนทั้งสามเข็มในเวลา 0, 7 และ 21 วัน


(update 2 มีนาคม 2002)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่   ปีที่ 7 ฉบับที่ 74 ธันวาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600