เมื่อลูกท้องเสีย


คุณพ่อคุณแม่หลายคนที่กำลังมีลูกเล็กอยู่มักจะประสพปัญหาว่าลูกท้องเสีย ทั้งๆ ที่ได้ดูแลเรื่องความสะอาด อย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม จึงเป็นปัญหาที่ต้องพาลูกไปพบแพทย์ และในบางรายที่มีอาการที่รุนแรง ก็จำเป็นที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

สาเหตุของการเกิดท้องเสียนั้นมีได้หลายประการ และในบางครั้งก็อาจมีหลายสาเหตุด้วยกัน สาเหตุจากการติดเชื้อ เช่น เชื้อไทฟอยด์ เชื้อบิดไม่มีตัวเชื้ออหิวาต์ หรือเชื้อโรต้าไวรัส เชื้อรา และ สาเหตุจากการที่ระบบการย่อยการดูดซึมของลำไส้ทำงานผิดปกติไป เช่น การที่มีระดับน้ำย่อยและเอนไซม์บางอย่าง ที่จำเป็นต่อการย่อยอาหารลดน้อยลงอันเป็นผลจากการอักเสบของลำไส้

คุณแม่หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าจะดูรู้ได้อย่างไรว่าอุจาระของลูกที่ออกมานั้นเป็นปกติหรือมีปัญหาท้องเสียเกิดขึ้นแล้ว โดยทั่วไปการนับแค่จำนวนครั้งของการถ่ายอุจาระในแต่ละวันนั้น แม้ว่าจะมีหลายครั้งในวันหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกมีอาการท้องเสีย แต่จะดูลักษณะของอุจาระว่าเป็นน้ำ หรือมีมูก (บางครั้งมีมูกปนเลือด) หรือเหลวและๆ ผิดปกติ บางครั้งจะพบว่ามีกลิ่นแรง เหม็นเปรี้ยว ฯลฯ แม้เพียงครั้งเดียวก็จะถือว่าท้องเสียได้


ข้อควรระวัง
สิ่งสำคัญในการดูแลลูกเมื่อมีท้องเสียคือการระวังอย่าให้เกิดผลแทรกซ้อนที่จะเป็นอันตรากับลูก ซึ่งได้แก่

1. ภาวะการขาดสารน้ำและเกลือโซเดียม, โปตัสเซียมในร่างกาย เนื่องจากอุจาระที่ออกมานั้น จะไม่ใช่มีแต่น้ำเปล่า แต่จะเป็นสารน้ำที่มีปริมาณน้ำและเกลือโซเดียมและโปรตัสเซียมอยู่ด้วยในปริมาณหนึ่ง ดังนั้นในรายที่มีท้องเสียอย่างมาก (อาจร่วมกับการที่มีอาเจียนมากด้วย) จะทำให้เกิดการสูญเสียปริมาณน้ำในร่างกาย และในกระแสเลือดทำให้มีอันตรายจนถึงช็อคได้ เช่น ทำให้เกิดชีพจรเบาเร็วความเร็วโลหิตต่ำ และมีปัสสาวะน้อย ซึ่งถ้ายังไม่ได้รับการรักษาให้สารน้ำที่เข้าที่มีเกือลโซเดียมและโปรตัสเซียมชดเชยได้ทันก็ยิ่งทำให้เข้าสู่ในระยะช็อคที่มากขึ้น คือเกิดภาวะเป็นกรดในเลือด (ปกติเลือดจะมีภาวะเป็นกลาง) ทำให้การไหลเวียนของเลือดแย่ลง จนเสียชีวิตได้

2. การติดเชื้อ ถ้าเป็นการติดเชื้อที่มีความรุนแรง เช่น อหิวาต์ เชื้อไทฟอยด์ ฯลฯ ก็อาจจะเกิดการติดเชื้อที่ลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษและเกิดภาวะช็อคขึ้นได้เช่นกัน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาปฎิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อที่จะเป็นสาเหตุของการเกิดท้องเสียที่รุนแรงได้ ในรายที่มีอาการหนัก

การรักษา
ในรายที่เป็นไม่มาก และไม่มีการติดเชื้อรุนแรง ก็อาจจะให้การรักษาโดยการให้ดื่มน้ำเกลือ (โอ อาร์ เอส หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าเกลือซอง ผงเกลือแร่สำหรับท้องเสีย ฯลฯ) ซึ่งเมื่อผสมในน้ำที่สะอาดในปริมาณตามที่กำหนด ก็จะชดเชยทั้งสารน้ำและเกลือโซเดียมที่สูญเสียไปฝนอุจาระได้ ในขณะเดียวกันควรที่จะงดเงินสด หรือ เจือจางนมให้กับลูก (เจือจาง โดยใช้เนื้อนมน้อยลงครึ่งหนึ่ง) หรือใช้นมที่เหมาะกับภาวะท้องเสีย เช่น นมถั่วเหลือง หรือนมที่ไม่มีแล็คโตสเพื่อช่วยให้การย่อยและการดูดซึมนมในลำไส้นั้นดีขึ้น ควรงดการให้น้ำผลไม้ เช่น น้ำส้มสด เนื่องจากอาจทำให้เกิดการถ่ายเหลวได้มากขึ้น ส่วนการให้เครื่องดื่มหรืออาหารอื่นๆ เช่นการดื่มน้ำอัดลม (ที่เปิดเขย่าให้แก๊สน้อยลงแล้ว) หรือการทานน้ำข้าวโจ๊กเปล่า หรือข้าวต้มใส่เกลือ (พอเค็ม) ก็จะช่วยให้การฟื้นตัวจากภาวะเสียกลับเป็นปกติได้เร็วขึ้น

ดังนั้นการดูแลเด็กที่มีการติดเชื้อท้องเสียจึงต้องเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ และรายที่มีท้องเสียหรืออาเจียรมาก ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่มีความชำนาญพอที่จะดูว่าลูกมีภาวะขาดสารน้ำ และเกลือในระดับไหน และอาจไม่ทราบว่าควรจะให้ยาปฎิชีวนะในการรักษาท้องเสียด้วยหรือไม่ ที่สำคัญคือ ในปัจจุบันพบปัญหาเชื้อดื้อยากันมากขึ้น ทำ ให้บางรายควรที่จะให้ลูกเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อจะได้ให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด และให้ยาปฎิชีวนะที่เหมาะสมได้ทันการ

การซื้อยาหยุดถ่ายให้เด็กทานนั้นนอกจากจะไม่เป็นการรักษาที่ถูกต้องแล้วจะเป็นอันตรายได้ เพราะไม่ได้เป็นการรักษาที่ตรงสาเหตุ เนื่องจากไม่ได้แก้ไขภาวะขาดน้ำและไม่ได้ให้ยาขจัดเชื้อ แต่อาจจะดูเหมือนอาการถ่ายท้องทุเลาลงไปชั่วคราวแต่การติดเชื้อยังอยู่และอาจจะเป็นการลุกลามได้ง่าย ทางการแพทย์จึงไม่แนะนำให้ซื้อยาหยุดถ่ายมารักษาเอง

การป้องกัน
การติดเชื้อทท้องเสียนี้แม้ว่าเป็นแล้วก็อาจจะเป็นได้อีกขึ้นกับการเอาใจใส่กับเรื่องสุขอนามัย และความสะอาดของแต่ละบ้าน เช่น บ้านที่มีสัตว์เลี้ยง (เช่น สุนัข, แมว, ไก่, นก) ซึ้งมักจะออกไปคุยหาเศษอาหาร จากที่ต่างๆ และจะมีการติดเชื้อตามตัวและปากของมันมา เมื่อมาเล่นกับเราหรือลูก ก็จะทำให้เด็กได้รับเชื้อท้องเสียด้วย หรือบ้านที่ไม้ได้มีถังขยะที่ปิดให้มิดชิด และมีแมลงวันมาก ก็จะเกิดท้องเสียได้ง่าย เนื่องจากแมลงวันสามารถนำเชื้อท้องเสีย มาไต่ตอจานหรือจุกนมของลูกได้ หรือบางบ้านไม่ได้เก็บภาชนะที่ล้างแล้งให้มิดชิด ในตู้ (หรือใช้ฝาชีปิด) พอตกกลางคืนอาจมีแมลงสาบ หนู ขึ้นมาตามทอน้ำทิ้ง และไต่ไปตามถ้วยชามที่ล้างแล้วทำให้เชื้อท้องเสียมา ติดอยู่ตามภาชนะพอถึงเวลงเช้าขึ้นมา เมื่อนำภาชนะเหล่านี้มาใช้ใส่อาหารให้ลูก ก็เกิดติดเชื้อท้องเสียได้

นอกจากนี้แล้วมาตราการอื่นๆ เช่น การขยันล้างมือ การไม่ใช้ ผ้าเช็ดมือผืนเดียวกันกับผ้าเช็ดโต๊ะ (จนกลาย เป็นผ้าเก็บเชื้อโรค) การไม่ปล่อยให้เด็กคลานไปทั่ว (บางรายคลานไปเอารองเท้ามาใส่เข้าปาก) ก็จะลดอาการติดเชื้อท้องเสียลงได้ รวมถึงการจัดระเบียบในตู้เย็น และการเก็บของอาหารสด และอาหารที่ทานไม่หมดโดยมีการจัดเก็บแยกจากกัน และมีฝาปิดหรือมีพลาสติกคลุมกันการหกหรือเปื้อน และปรับอุณหภูมิของตู้เย็นให้เย็นจัดพอก็จะช่วยการบูดเสียของอาหาร และที่สำคัญที่สุดคือการเลือกทานอาหาร และน้ำที่สุกและสะอาดเสมอก็จะช่วยทำให้ทุกคนในบ้านปลอดภัยและห่างไกลจากโรคท้องเสียได้

(update 26 กรกฎาคม 2002)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600