(ท้อง) ผูกได้ ก็แก้ได้


คุณหมอขา…นึกว่าเป็นริดสีดวง !!!

เรื่องมีอยู่ว่า…
สายๆ วันหนึ่งคุณพิศมัยพาลูกสาวตัวน้อยวัยประมาณขวบเศษมาหาหมอด้วยความวิตกกังวลอย่างมากว่า ลูกสาวร้องไห้มากตอนถ่ายอุจจาระมาเป็นเวลานานนับเดือนแล้ว คุณพิศมัยสังเกตเห็นติ่งเนื้อที่ทวารหนักของลูกด้วย จึงเกรงว่าลูกจะเป็นริดสีดวงทวารหรือเปล่า และถ้าเป็นตั้งแต่เด็กเล็กๆ อย่างนี้จะทำอย่างไรดี จะต้องผ่าตัดหรือไม่…?

เมื่อหมอซักประวัติก็ได้ความว่า หนูน้อยไม่ได้ดื่มนมแม่ ดื่มแต่นมผสมมาตลอด ครั้นถึงเวลาให้อาหารเสริม ลูกก็ไม่ค่อยชอบกิน คอยแต่จะดูดนมเป็นอาหารหลัก จึงมีอาการท้องผูกมาตั้งแต่แบเบาะ ไม่ได้ถ่ายอุจจาระทุกวัน เวลาถ่ายแต่ละครั้งจะเป็นก้อนเล็กๆ แข็งๆ แบบเม็ดกระสุนหรือขี้แพะ ระยะหลังๆ มานี้คุณพิศมัยยังสังเกตเห็นด้วยว่า เวลาลูกถ่ายจะร้องมากแบบเจ็บปวด บางครั้งถึงกับมีเลือดสีแดงๆ ปนมากับอุจจาระด้วย ส่วนติ่งเนื้อนั้นคุณแม่เพิ่งมาสังเกตเห็นในตอนหลัง

หลังจากซักประวัติแล้วหมอก็ตรวจร่างกาย พบว่า ทั่วๆ ไปปกติดี เจริญเติบโตสมวัย และมีพัฒนาการตามปกติ แต่พอตรวจทวารหนักก็พบว่ามีแผลแตกที่รูทวาร เห็นเป็นแผลคล้ายมีดบาด มีเลือดซึมๆ ออกจากแผล เวลาแหวกแผลหนูน้อยจะเจ็บ และบริเวณที่ติดกับแผลจะเห็นเป็นติ่งเนื้อ ยื่นจากขอบรูทวารหนักออกมา…

เมื่อตรวจพบเช่นนั้น หมอก็อธิบายให้คุณพิศมัยฟังว่า นี่คือประวัติที่เราพบได้บ่อยๆ ในเด็กท้องผูกคือ กินนมผสม ไม่กินอาหารเสริม ไม่ชอบผักผลไม้ ทำให้ท้องผูก เมื่อท้องผูกมากๆ อุจจาระก็มีก้อนใหญ่และแข็ง เวลาอุจจาระจะต้องเบ่งมากจนหูรูดแตกเป็นแผล ทำให้เจ็บ เมื่อเจ็บเด็กจึงอั้นไม่ยอมถ่ายอุจจาระเพราะกลัวเจ็บ ซึ่งก็จะยิ่งทำให้อุจจาระแข็งและมีขนาดใหญ่ขึ้นเวลาถ่ายอุจจาระก็ยิ่งทำให้แผลปริแตกมากขึ้นไปอีก เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้อาการเป็นมากขึ้นๆ

ส่วนร่างกายเองก็พยายามสร้างเนื้อมาปิดแผลแต่ทำไม่ได้ จึงกลายเป็นติ่งเนื้อปูดออกมาให้เราเห็น หมออธิบายต่อว่า ในกรณีอย่างนี้เราต้องให้การรักษาในทุกจุดคือ เริ่มจากรักษาอาการท้องผูก โดยพยายามให้อาหารที่มีกากใยมากขึ้น ถ้าจำเป็นในระยะแรกต้องให้ยาที่ช่วยทำให้อุจจาระเหลวขึ้นด้วย รวมทั้งต้องรักษาแผลโดยใช้ยาทาที่แผลและพยายามให้ลูกถ่ายอุจจาระทุกวัน
เมื่อฟังหมอพูดจบ ดูท่าทางคุณพิศมัยโล่งใจขึ้นมากที่ทราบว่าลูกน้อยไม่เป็นริดสีดวงทวาร และสัญญาว่าจะกลับไปปฏิบัติตามที่หมอบอก หลังจากวันนั้นหมอก็ติดตามดูอาการของหนูน้อยเป็นระยะๆ เมื่ออุจจาระนิ่มลง ขนาดเล็กลง แผลก็ดีขึ้น ไม่เจ็บแผลอีก ในที่สุดแผลก็หาย และติ่งเนื้อก็หายไปด้วย


แค่ไหนถึงเรียกว่า ท้องผูก

เรื่องที่เล่าให้ฟังข้างต้นเป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นนะคะของผู้ป่วยเด็กที่มาพบแพทย์ด้วยเรื่องท้องผูก ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆ เวลาตรวจผู้ป่วยในแผนกผู้ป่วยนอก โดยสามารถพบได้ตั้งแต่อายุขวบปีแรก แต่ไม่เคยมีใครได้ทำสถิติไว้หรอกค่ะว่าพบได้มากน้อยแค่ไหน

ก่อนที่จะคุยกันต่อไป เรามาปรับความเข้าใจกันก่อนนะคะว่า "ท้องผูก" ในความหมายของหมอเป็นอย่างไร…

ท้องผูก เราหมายถึงอุจจาระที่เป็นก้อนแข็ง และหมายถึงความยากลำบากขณะขับถ่าย มากกว่าเน้นจำนวนครั้งในการถ่ายอุจจาระคือ ถ้าลูกน้อยถ่ายอุจจาระทุกวัน แต่ถ่ายเป็นก้อนเล็กๆ แข็งๆ เราก็นับว่าท้องผูก ในขณะที่ถ้าถ่ายนิ่มๆ และจำนวนมากพอสมควร แต่ถ่ายแค่สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เราก็ถือว่าไม่ใช่ท้องผูกค่ะ

ปกติแล้วเด็กๆ จะถ่ายอุจจาระเฉลี่ยวันละ 4 ครั้ง ในช่วงอายุ 1 สัปดาห์แรก ไปจนถึงวันละ 2 ครั้ง เมื่ออายุ 2 ปี ช่วงนี้ปริมาณอุจจาระจะเพิ่มเป็น 10 เท่า และมีน้ำประมาณร้อยละ 75

เรามาลองดูว่าสาเหตุของการเกิดท้องผูกในเด็กเล็กเกิดจากอะไรกันค่ะ


ท้องเอยทำไมจึงผูก

เริ่มแรกเลยเราต้องดูก่อนว่าท้องผูกนี้เป็นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง คือถ้าเคยถ่ายปกติมาตลอดแล้วจู่ๆ ก็เกิดท้องผูกฉับพลันและมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มีประวัติอาเจียนเป็นน้ำดี และมีอาการปวดท้อง ท้องอืด ต้องนึกถึงภาวะอุดตันของทางเดินอาหารโดยเฉพาะทารกแรกเกิด ถ้าไม่ถ่ายขี้เทาใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด อาจจะมีภาวะอุดกั้นของขี้เทาตั้งแต่แรกเกิด และมีภาวะลำไส้อุดตันอื่นๆ ซึ่งถ้าสงสัยหมอก็จะตรวจเพิ่มเติมต่อไป เช่น เอ็กซเรย์ธรรมดาและการสวนแป้ง หรือกลืนแป้ง แล้วแต่สงสัยว่าจะมีการอุดกั้นในระดับไหน


ท้องผูกไม่ธรรมดา

แต่ถ้าเป็นท้องผูกแบบเรื้อรังคือ ท้องผูกมานาน มักจะมีประวัติถ่ายแบบกะปริบกะปรอย ถ่ายไม่หมดในแต่ละครั้ง ร่วมกับมีภาวะถ่ายเหลวล้นออกมาเป็นบางครั้ง มีความรู้สึกอึดอัดในท้องและปวดท้อง และยังมีปัญหาปัสสาวะรดที่นอนได้ร้อยละ 30 ด้วย…แปลกดีไหมคะ

นอกจากนี้ อาจมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ บางคนเลี้ยงไม่โต และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ มีเลือดออกทางทวารหนักจากแผลปริแตกที่ปากทวารได้ ถ้าในเด็กโตอาจจะพบริดสีดวงทวาร บางคนถึงกับเกิดภาวะลำไส้ใหญ่อักเสบด้วย เวลาตรวจร่างกาย เรามักจะตรวจพบว่ามีอาการท้องอืด และคลำได้ก้อนอุจจาระแข็งจำนวนมากในท้อง

ในกรณีท้องผูกเรื้อรัง เราก็ต้องตรวจว่า มีภาวะผิดปกติทางระบบต่อมไร้ท่อหรือไม่ โดยเฉพาะภาวะที่อาจพบได้บ่อยคือโรคเอ๋อ หรือภาวะที่ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ ซึ่งถ้าสงสัยก็สามารถตรวจเลือดหาระดับไทรอยด์ฮอร์โมนได้ แต่มักมีลักษณะอื่นร่วมด้วย เช่น อาจพบมีความผิดปกติของระบบประสาท เช่น ความผิดปกติของสมอง หรือของไขสันหลัง ซึ่งถ้าเราตรวจร่างกาย เราจะทราบได้ หรืออาจมีประวัติการใช้ยาบางอย่างซึ่งทำให้มีอาการท้องผูกได้ การซักประวัติก็จะพอบอกได้เช่นกัน

โรคสำคัญที่จะต้องวินิจฉัยให้ได้คือ ภาวะที่มีความผิดปกติของลำไส้ค่ะ คืออาจจะมีภาวะรูทวารหนักเล็กตีบแคบไป และที่พบบ่อยและสำคัญมากในเด็กเล็กคือ ภาวะที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายขาดปมประสาทไปเป็นช่วง ทำให้การบีบตัวของลำไส้ใหญ่ผ่านไปถึงทวารหนักไม่ได้ พบประมาณ 1 ราย ในเด็กทารกที่คลอด 5,000 ราย และพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิงประมาณ 4 ต่อ 1 เด็กที่มีภาวะของโรคดังกล่าวพบว่า การถ่ายจะลำบากตั้งแต่เกิด ทารกจะไม่สามารถถ่ายขี้เทาได้ และจะมีอาการท้องอืดบ่อยๆ อาเจียน เลี้ยงไม่โต มีอาการลำไส้อักเสบ พบได้ถึงร้อยละ 60 ในเด็กอายุ 3 เดือน การตรวจทางทวารหนัก และเอ็กซเรย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้ ส่วนการรักษาต้องการการผ่าตัดเท่านั้นจึงจะหายขาดค่ะ


ท้องผูกธรรมดา (ที่ไม่ธรรมดา)

ภาวะท้องผูกที่พบได้บ่อยๆ คือ ภาวะท้องผูกที่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่กล่าวข้างต้น คือไม่มีความผิดปกติทางกายใดๆ เลย พบได้ถึงร้อยละ 75 ของเด็กที่มาด้วยอาการท้องผูก และพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง ร้อยละ 25 มีปัญหาท้องผูกในช่วงอายุน้อยกว่า 1 ปี ที่สำคัญคือ เราแทบไม่พบภาวะนี้ในทารกที่กินนมแม่เลย เพราะนมแม่จะทำให้อุจจาระนุ่ม ถ่ายได้ง่าย เห็นข้อดีของนมแม่หรือยังคะ

ทารกที่กินนมผสมจะมีปัญหาท้องผูกได้บ่อยกว่า โดยเฉพาะถ้าคุณแม่ชงนมข้นเกินไป นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายปัจจัยที่มีส่วนทำให้เด็กท้องผูกได้ เช่น
  • เมื่อถึงวันที่ควรได้รับอาหารเสริม เด็กไม่ยอมกินอาหารซึ่งมีเส้นใย (Fiber) สูง
  • เด็กดื่มน้ำน้อยเกินไป
  • เด็กบางคนสามารถกลั้นอุจจาระได้ เนื่องจากการฝึกการขับถ่ายที่เร็วเกินไป จนเด็กเกิดการต่อต้าน
  • มีการอักเสบหรือเป็นฝีแถวๆ ทวารหนัก
  • การเข้าส้วมที่สกปรกในเด็กโต
  • เด็กเพลินกับการดูโทรทัศน์หรือเล่นเกม ฯลฯ จนต้องอั้นอุจจาระไว้ เมื่ออั้นนานๆ ความอยากขับถ่ายอุจจาระจะน้อยลงไปเรื่อยๆ พอนานเข้าทวารหนักและลำไส้ส่วนปลายจะยืดขยายมากขึ้น เมื่ออุจจาระค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่นานๆ น้ำก็จะถูกดูดซึมออกไปจากอุจจาระได้มากขึ้น ทำให้อุจจาระยิ่งแข็งขึ้น
  • นอกจากนี้ประวัติท้องผูกในครอบครัว ก็มีส่วนทำให้ลูกๆ ท้องผูกได้ค่ะ

ผูกนานไปย่อมไม่ดีแน่

ภาวะท้องผูกถ้าเป็นนานๆ จะมีผลเสียต่อสุขภาพของลูกได้ ที่พบบ่อยๆ ได้แก่ มีอาการเจ็บที่รูทวาร มีอาการปวดท้องเรื้อรัง ทวารปริแตกเป็นแผล ปัสสาวะรดที่นอน ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ผนังลำไส้ใหญ่ปลิ้นออกมาทางทวารหนัก (ที่ชาวบ้านเรียกว่า ดากออก) มีการอักเสบของลำไส้ใหญ่ เลี้ยงไม่โต บางทีทำให้มีภาวะซึมเศร้าในเด็กโตๆ ได้ด้วยค่ะ

คุณพ่อคุณแม่จะทราบได้ไม่ยากว่าลูกท้องผูก โดยดูจากลักษณะของอุจจาระค่ะ ถ้าลูกอุจจาระเป็นก้อนแข็งๆ แห้งๆ ปวดเวลาถ่ายอุจจาระ บางครั้งมีท้องอืด แน่นท้อง นั่นแสดงว่าลูกท้องผูกแล้ว และอย่าลืมว่าเราไม่ได้ดูจำนวนครั้งที่ถ่ายในแต่ละวันนะคะ บางคนที่หมอเคยพบมีประวัติท้องผูกมากๆ จนแทบไม่น่าเชื่อเลย คืออุจจาระก้อนใหญ่ และแข็งจนกดชักโครกไม่ลงเลยค่ะ !


ท้องผูกมากไปจนคล้ายริดสีดวงทวาร

ในภาวะที่ลูกท้องผูกจนทวารหนักเป็นแผลปริแตกและมีติ่งเนื้อที่ก้น เป็นผลจากการฉีกขาดเนื่องจากต้องเบ่งอุจจาระที่มีก้อนขนาดใหญ่ แห้ง และแข็ง และมีการบวมของผิวหนังใกล้ๆ กับแผลแตกจนกลายเป็นติ่งเนื้อขึ้น ทำให้มีอาการปวดอย่างมากขณะถ่าย และมีเลือดออก โดยเลือดที่ออกมักมีสีแดงสด เห็นเป็นเส้นๆ ปนมากับอุจจาระ

การรักษาภาวะเช่นนี้โดยทั่วไปให้นั่งแช่น้ำอุ่น และใช้ยาทาแผลให้ไม่เจ็บ และต้องรักษาอาการท้องผูกให้อุจจาระนุ่มลง ซึ่งการรักษาต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ จนกว่าแผลจะหาย ถ้าไม่ดีขึ้นจริงๆ จึงจะใช้การผ่าตัด

ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก ให้เบาใจได้เลยว่า เด็กเล็กมีโอกาสเป็นริดสีดวงทวารน้อยมากค่ะ อาจพบได้ในเด็กโตเท่านั้น


รู้ผูก ต้องรู้แก้

ถ้าลูกรักเกิดท้องผูก วิธีการแก้ไขด้วยตนเองในระยะแรกๆ คือ
  • ให้น้ำผึ้งผสมน้ำ แต่ต้องขอย้ำนะคะว่า จะต้องสะอาด ถ้าเด็กเกิดท้องเสียขึ้นมาจะต้องหยุดทันทีนะคะ ที่หมอแนะนำให้ใช้น้ำผึ้งก็เพราะน้ำผึ้งจะช่วยอุ้มน้ำไว้ในโพรงลำไส้ ทำให้อุจจาระเหลวขึ้น

  • ให้น้ำผลไม้ นอกจากนี้อาจจะให้น้ำผลไม้ เช่น น้ำลูกพรุน ก็อาจจะช่วยระบายท้องได้ แต่น้ำลูกพรุนจะมีรสเปรี้ยว ทำให้กินยาก ต้องเติมน้ำสุกลงไปมากๆ เพื่อเจือจางค่ะ บางคนก็ให้น้ำส้ม แต่จากประสบการณ์ของหมอกลับพบว่า น้ำส้มคั้นไม่ค่อยได้ผล และยังต้องทำให้สะอาดด้วย เพราะถ้าไม่สะอาดลูกก็ท้องเสียได้ค่ะ

  • ใช้แท่งกลีเซอรีน นอกจากนี้ในระยะแรกๆ อาจใช้แท่กลีเซอรีนเหน็บทวาร แต่อย่าทำเป็นประจำนะคะ เพราะจะทำให้ลูกเคยชินได้ และกลีเซอรีนสวนทวารมักได้ผลเพียงในทารกอายุ 6 เดือนแรกเท่านั้น อายุมากกว่า 6 เดือนมักใช้ไม่ได้ผลแล้วละค่ะ

  • พยายามให้ลูกกินอาหารที่มีกากใยมากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้
  • ให้ลูกดื่มน้ำมากๆ
  • ถ้าเป็นไปได้ควรให้ลูกดื่มนมมารดา
  • ลดอาหารที่มีไขมันสูง เช่น พวกผลิตภัณฑ์นมและเนย
  • ฝึกลูกถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา สำหรับเด็กโตประมาณ 2-3 ขวบ ควรฝึกให้นั่งถ่ายอุจจาระหลังอาหารทุกมื้อ ครั้งละอย่างน้อย 10-15 นาที และถ้าทำได้สำเร็จต้องให้คำชมเชย
  • ถ้าจำเป็นจึงค่อยใช้ยาระบายค่ะ

อย่า !!!

  • เจือจางนม เพราะนั่นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ลูกจะได้นมที่มีแคลอรีต่ำ และน้ำหนักตัวจะไม่ขึ้นด้วย อาจจะลองเปลี่ยนนมเป็นสูตรที่ทำให้อุจจาระใกล้เคียงนมมารดา ซึ่งนมบางชนิดผสมเส้นใย (Fiber) ลงในนม แต่ใช้ได้กับเด็กโตเท่านั้น

  • ปล่อยให้เป็นเรื้อรัง ถ้าลูกท้องผูกและเริ่มที่จะเป็นเรื้อรังควรรีบพาลูกมาพบแพทย์ เพราะถ้าทิ้งไว้นานมากลำไส้จะถูกยืดจนกล้ามเนื้อของลำไส้ยืดมากกระทั่งไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งทำให้การแก้ไขต้องใช้เวลานานกว่าจะทำให้ลำไส้กลับมาทำงานตามปกติ

  • ฝึกขับถ่ายเร็วเกินไป การฝึกขับถ่ายของเด็กก็ไม่ควรทำเร็วเกินไป ถ้าเด็กยังไม่พร้อม ไม่ควรฝึกขับถ่ายก่อนอายุขวบครึ่งนะคะ เพราะจะทำให้เด็กต่อต้าน และเกิดการกลั้นอุจจาระได้ สรุปก็คือ ไม่ควรฝึกขับถ่ายในเด็กวัยขวบปีแรกค่ะ

ภาวะท้องผูกเป็นปัญหาที่พบบ่อย และทำให้คุณพ่อคุณแม่วิตกกังวลได้มากๆ แต่การรักษาต้องใช้ระยะเวลาและความอดทนอย่างมาก หากพบว่าการรักษาไม่ได้ผล อาจเป็นเพราะใช้ยาไม่นานพอ และไม่สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ได้ เห็นไหมคะว่า ต้องอาศัยความร่วมมือจากคุณแม่และคุณพ่ออย่างมากทีเดียว

หมอจึงอยากเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนที่กำลังประสบปัญหาและภาวะนี้ว่า อดทนและพยายามอีกหน่อย รับรองว่าหายได้แน่นอนค่ะ


(update 26 กันยายน 2002)
[ที่มา.. นิตยสารรักลูก  ปีที่ 19 ฉบับที่ 225 ตุลาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600