ข้ออักเสบ


รถยนต์เป็นพาหนะที่คนไทยรู้จักดี ท่านที่เคยเป็นเจ้าของรถยนต์คงจะได้ประจักษ์ในสัจธรรม ของสรรพสิ่งทั้งหลายว่า เมื่อใช้งานเลย 5 ปีไปแล้วก็มักจะเริ่มมีปัญหาจุกจิกให้ต้องตามแก้ แต่บางคนก็โชคดีที่ใช้รถยนต์ไปได้อย่างราบรื่นถึง 10 ปี เพราะเลือกได้รถดี แล้วมีการดูแลตรวจซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ

สังขารของคนเราก็เช่นกัน เมื่อใช้งานไปนานๆ เข้าก็เริ่มมีการเสื่อมสภาพเป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอวัยวะที่เป็นข้อต่อ ตามแขนขาและกระดูกสันหลัง พอคนเราผ่านเลยอายุ 40 ปีแล้ว ก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้เลยว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะต้องเป็นโรคข้ออักเสบค่อนข้างแน่ และถ้าหากมีอายุยืนถึง 80 ปีแล้วละก็รับรอง 100% ว่าจะเป็นโรคข้ออักเสบแน่นอน

ข้ออักเสบ (Arthritis อาร์-ไทร-ติส) คืออะไร

ข้ออักเสบเป็นโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบของข้อ โดยบางชนิดจะมีการอักเสบของเนื้อเยื่อใกล้เคียง ที่ล้อมรอบอยู่ เช่น กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นยึดข้อ ผิวหนังหรืออวัยวะภายใน

สาเหตุของโรคข้ออักเสบที่มีอยู่กว่า 100 ชนิดยังไม่ทราบแน่ชัด บางชนิดดูเหมือนว่า จะมีสาเหตุทางกรรมพันธุ์ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ บางชนิดเป็นผลจากสิ่งแวดล้อม อาหาร เชื้อโรค หรือความไม่สมดุลของเอนไซม์ในร่างกาย โดยรวมแล้วชาวอเมริกันเป็นโรคข้ออักเสบถึง 43 ล้านคน หรือทุก 1 ใน 7 คน

จะขอกล่าวถึงโรคข้ออักเสบที่พบบ่อยๆ เพียง 2-3 ชนิด


โรคข้ออักเสบชนิดข้อเสื่อม
(OA หรือ Osteoarthritis อ๊อส-ติ-โอ-อาร์-ไทร-ติส)

เป็นโรคข้ออักเสบชนิดที่เป็นกันมากที่สุด อย่างในชาวอเมริกันจะพบได้ถึง 16 ล้านคน โดย 3 ใน 4 จะเป็นผู้หญิง

ข้อเสื่อมเป็นโรคข้ออักเสบชนิดเรื้อรัง มักจะเริ่มเป็นตอนที่คนเราเข้าสู่วัยกลางคน ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 40 ปีจะเป็นกันน้อย ครั้นพออายุย่างเข้า 60 พบกว่าครึ่งหนึ่งจะมีข้อเสื่อม

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่พบแน่ชัด แต่การได้รับบาดเจ็บต่อข้อในอดีต เช่น ข้อเท้าบาดเจ็บจากการกีฬา จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเข่าเสื่อม ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ก็มีอาทิ เช่น อ้วนเกินไป ไม่ได้ออกกำลังกาย และโรคทางพันธุกรรมบางชนิด

ฝรั่งเรียกโรคข้อเสื่อมได้อย่างเหมาะสมอีกชื่อหนึ่งว่า "Wear and Tear" Arthritis ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโรคนี้ เกิดจากเราใช้งานข้อวันแล้ววันเล่า จนเกิดการเสียดสีของบรรดากระดูกอ่อนที่หุ้มปลายกระดูกแข็งของข้อ ที่ต้องรองรับน้ำหนักร่างกายมากๆ เช่น ข้อสะโพก ข้อเข่าและข้อเท้า นานๆ เข้าแผ่นกระดูกอ่อน ซึ่งต้องรับแรงกระแทกตลอดเวลาก็เริ่มมีการสึกกร่อนผสมผสานกับการงอกของกระดูกมาแทนที่ ในลักษณะตะปุ่มตะป่ำ ที่ฝรั่งเรียกว่า Spur (สะ-เปอ) เมื่อแผ่นกระดูกอ่อนผุไปหมดแล้ว ก็เหลือแต่ปลายกระดูกที่กดถูกกันเองโดยไม่มีแผ่นรองอีกต่อไป

เมื่อมองลึกลงไปในระดับเซลล์แล้ว นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าข้อเสื่อม อาจเป็นผลจากความไม่สมดุลของเอนไซม์ที่เซลล์กระดูกอ่อนหรือเยื่อหุ้มข้อหลั่งออกมา

เพราะในยามปกติถ้าเอนไซม์ (หรือน้ำย่อยพิเศษ) มีความสมดุลแล้วกระดูกอ่อนจะมีการหลุดลอก และสร้างขึ้นมาแทนใหม่ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเกิดบางเอนไซม์มีมากเกินไปจะทำให้ผิวของกระดูกอ่อน สึกกร่อนเร็วกว่าที่จะสร้างมาชดเชย

แล้วอะไรเล่าที่ทำให้เอนไซม์ไม่สมดุล ?

ตรงนี้ยังไม่มีคำตอบชัด แต่ที่รู้แล้วก็คือว่า ถ้าหากมีปัจจัยดังต่อไปนี้จะมีความเสื่อมต่อการเกิดข้อเสื่อมเพิ่มขึ้น
  • อายุมากกว่า 45 ปี
  • มีน้ำหนักมากกว่าปกติ
  • คนที่เคยได้รับบาดเจ็บต่อข้อ
  • ส่วนของร่างกายที่มีข้อคู่ หรือขาโก่งจนข้อต่อผิดปกติ
ข้อเสื่อมนี้มักจะเป็นกับข้อนิ้วมือ กระดูกสันหลัง ข้อที่รับน้ำหนัก เช่น เข่า สะโพก และข้อเท้า ส่วนที่กราม ไหล่ ข้อศอกหรือข้อมือ จะไม่ค่อยเป็นโรคนี้

อาการที่พบได้คือ
  • ปวด ลักษณะเป็นอาการปวดจี๊ดขึ้นมาที่ข้อ หลังจากใช้ข้อนั้นมากไปหรือไม่ได้ใช้ข้อนั้นเลยเป็นเวลานาน
  • ข้อติด (Stiffness) โดยเฉพาะอย่างยิ่งตื่นนอนตอนเช้า แล้วค่อยๆ ขยับข้อได้ดีขึ้นเมื่อลุกจากเตียงสักระยะหนึ่งแล้ว
  • ขยับข้อได้ไม่มาก จนถึงขนาดใช้มีดปอกผลไม้ เปิดขวดไม่ค่อยได้ หรืองอเข่าไม่ค่อยได้
  • การอักเสบ ภาวะนี้จะไม่มากเท่าโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แต่ถ้าใช้ข้อมากๆ ก็เกิดได้


โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)

ร้อยละ 5 ของโรคข้ออักเสบจะเป็นชนิดนี้ ซึ่งนับเป็นโรคร้ายเพราะว่าโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์จะรุนแรงที่สุด ในบรรดาโรคข้ออักเสบ เริ่มเป็นได้ตั้งแต่อายุ 20 จนถึง 50 ปี ผู้หญิงจะเป็นมากกว่าผู้ชาย

โรคนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่เป็นผลจากการที่ภูมิคุ้มกันหันกลับไปเล่นงานตัวเจ้าของ (Autoimmune Disease) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยื่อหุ้มข้อที่คอยปกป้องและให้ความหล่อลื่นจนทำให้เกิดการอักเสบ ปวด บวม ซึ่งถ้าหากว่าการอักเสบยังดำเนินต่อไปก็จะมีการหลั่งสารเคมีเข้าไปในข้อแล้วมีการย่อยสลายกระดูกอ่อน กระดูก เส้นเอ็น และเอ็นยึดข้อ จนทำให้ข้อและกล้ามเนื้อรอบๆ อ่อนแอลงจนข้อถูกทำลายลงในที่สุด มิหนำซ้ำภูมิคุ้มกันที่รวนเรนี้ยังไปอาละวาดอวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจ หลอดเลือด ปอดและตาอีกต่างหาก

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มักจะเป็นกับข้อเดียวกันของทั้ง 2 ข้างของร่างกาย เช่น ข้อมือ ข้อนิ้ว หรือข้อนิ้วเท้าทั้ง 2 ข้าง โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่นักวิจัยเชื่อว่าอาจเป็นผลกการกระตุ้นจากการติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียในคนที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมเอื้อต่อการเป็นโรคนี้อยู่แล้ว ภาวะติดเชื้อทำให้เกิดการระดมเซลล์ ภูมิคุ้มกันรวมทั้งเม็ดเลือดขาวออกไปต่อสู้เชื้อโรคแล้วพลอยทำลายเยื่อหุ้มข้อด้วย มีโรคข้ออักเสบอีกหลายประเภท ที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันที่ย้อนกลับไปเล่นงานตัวเจ้าของ เช่น
  • เอส-แอล-อี (SLE : Systemic Lupus Erythematosus ซิส-เต-หมิก-อี-ริท-ที-มา-โต-ซัส) ซึ่งแบ่งกลุ่มโรคอักเสบที่กระทบเยื่อหุ้มข้อทั้งหลายรวมทั้งอวัยวะอื่นในร่างกาย เช่น ปอด ไต และหลอดเลือด

  • Polymyositis (โป-ลี่-ไม-โอ-ชัย-ติส) เป็นภาวะการอักเสบและอ่อนแอลงของกล้ามเนื้อ ร่างกาย รวมทั้งกล้ามเนื้อคอทำให้เคลื่อนไหวและกลืนลำบาก

  • Ankylosing Spondylitis (แอง-ไค-โล้ส-ซิ่ง-สะ-ปอน-ดิ-ไล-ติส) เป็นการอักเสบของเส้นเอ็น และเอ็นยึดข้อกระดูกสันหลัง ต่อมามีแคลเซียมมาพอกจนข้อกระดูกสันหลังตึงแข็งขยับไม่ค่อยได้

  • เกาต์ (Gout และ Pseudogout) โรคนี้จะมีสารตกผลึกภายในข้อ แล้วเกิดการอักเสบตามมาจนทำให้ปวด มักเป็นกับข้อนิ้วหัวแม่เท้า ส่วน สูโดเกาต์ (เกาต์เทียม) มักเป็นที่เข่า ข้อมือ หรือข้อเท้า
การติดเชื้อของข้อ ถ้ามีเชื้อโรคเข้าไปอยู่ในข้อก็จะเกิดการปวดบวมอักเสบรุนแรง มักเป็นกับข้อๆ เดียวทำให้มีไข้สูง


การตรวจวินิจฉัยชนิดของข้ออักเสบ

นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายแล้ว คุณหมออาจต้องสั่งการตรวจพิเศษเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือดไปตรวจหาสารพิเศษที่เป็นตัวบ่งชี้โรค หรือการถ่ายภาพเอกซเรย์ หรือถ่ายภาพจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRA) ก็ตาม บางกรณีอาจต้องเจาะน้ำในข้อไปตรวจ

การรักษาโรคข้ออักเสบ

โรคข้ออักเสบส่วนใหญ่รักษาให้หายขาดยังไม่ได้ แต่ก็มีการวิจัยและพิจารณาแนวทางในการรักษาไปไกลมากแล้ว

แนวทางการรักษา
  • ทำใจให้เข้มแข็ง ตั้งอกตั้งใจและเตรียมตัวเตรียมใจในการต่อสู้กับโรคข้ออักเสบที่ท่านเป็นอยู่ ทั้งนี้เพื่อสร้างความรู้สึกให้ตัวเองว่าเราอยู่เหนือโรคภัยไข้เจ็บ เราจะควบคุมโรคให้ได้ แทนที่จะปล่อยให้โรคควบคุมเรา
    งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าคนที่สามารถควบคุมการรักษาตัวเองและมีส่วนร่วมรักษาอย่างต่อเนื่อง จะมีอาการปวดน้อยกว่า และใช้งานแขนขาที่มีข้ออักเสบได้ดีกว่า

  • ควบคุมน้ำหนัก น้ำหนักที่เกินมาจะทำให้ข้อกระดูกสันหลัง สะโพก เข่า และเท้าต้องรับภาระหนักขึ้น แถมอีกหน่อยถ้าต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อแล้วก็จะยิ่งยุ่งยากและเสี่ยงมาก

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การนั่งๆ นอนๆ จะยิ่งทำให้อ้วนขึ้นซึ่งจะเพิ่มความเจ็บปวด การออกกำลังกายจะทำลายวงจรโรค เสริมความเข้มแข็งและความมั่นคงของกล้ามเนื้อและข้อ

  • รู้ข้อจำกัดของตนเอง ถ้ามีอาการเหนื่อยก็พัก ทั้งนี้เพราะโรคข้ออักเสบ ทำให้อ่อนเพลีย และกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ง่าย การนั่งหรือนอน ยิ่งช่วงสั้นๆ จะไปกระทบการนอนปกติยามค่ำคืน

  • ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ โดยฝึกเกร็งและคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายหรือใช้วิธีนวดก็ได้
  • ผ่อนคลายจิตใจ โดยการทำสมาธิหรือวิธีอื่นๆ
  • บันทึกความรู้สึกและกิจกรรมประจำวัน เพื่อช่วยผ่อนคลายความอัดอั้นตั้นใจ จนมีอาการน้อยลง อารมณ์ดีขึ้น
  • รับประทานอาหารที่สมดุล
  • ใช้อุปกรณ์ช่วยในการดำเนินชีวิต
  • ประคบร้อน-ประคบเย็น
ความร้อน ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด จึงลดอาการปวดและช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย การประคบร้อนทำได้โดยแช่ทั้งข้อในน้ำอุ่นประมาณ 15 นาที ถ้าจะใช้แผ่นร้อน เช่น กระเป๋าน้ำร้อนหรือแผ่นร้อนไฟฟ้า ควรมีผ้ารองหลายชั้นเพื่อปกป้องผิวหนังไม่ให้ไหม้

ความเย็น ช่วยบรรเทาปวดใน 1-2 วันแรกที่ข้ออักเสบขึ้นมา การประคบด้วยความเย็นอาจใช้แผ่นแช่แข็ง หรือใช้ผ้าหุ้มถุงน้ำแข็งประคบวันละหลายๆ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 20 นาที

การใช้ยาบำบัดข้อที่อักเสบ เป็นมาตรการสำคัญของการรักษาโรคข้ออักเสบ จึงขอแยกไปกล่าวโดยละเอียดในเรื่อง ยารักษาโรคข้ออักเสบ


(update 17 กันยายน 2002)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600