ยารักษาโรคข้ออักเสบ


แนวทางการรักษาโรคข้ออักเสบต้องผสมผสานกันหลายรูปแบบและหลายวิธีการ

ยกตัวอย่างการรักษา เช่น ข้อเสื่อม ต้องลดน้ำหนัก และหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่ข้อจากอุบัติเหตุต่างๆ การกีฬา การทำงาน และงานวิจัยพบว่าผู้หญิงที่ใช้ฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนเสริม จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดข้อเสื่อม อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากแนวทางปฏิบัติการรักษาที่เน้นไว้ในเรื่อง "ข้ออักเสบ" แล้วยาก็ยังถือว่า เป็นมาตรการสำคัญของการรักษาโรคข้ออักเสบ ทั้งนี้เพราะว่าอาการสำคัญของข้ออักเสบทุกชนิดคือ อาการปวด

ยารักษาโรคข้ออักเสบช่วยลดอาการปวดด้วยกลไกต่างๆ กัน ซึ่งอาจแบ่งยาเป็นกลุ่มๆ ได้ดังนี้
  • ยาบรรเทาอาการปวดและลดไข้ เจ้าเก่าคือ พาราเซตามอล ซึ่งลดอาการปวดโดยไม่กัดกระเพาะอาหาร แต่ถ้ารับประทานมากไปจะทำลายตับได้ อีกขนานหนึ่งไม่กัดกระเพาะอาหารคือ Tramadol แต่ทำให้ท้องผูกและคลื่นไส้

  • ยากลุ่มที่ลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs หรือ NSAIDS เอ็น-เสด) อาทิเช่น แอสไพริน ไอบูโบรเฟน (Ibuprofen), Naproxen Sodium, Ketoprofen
    ข้อเสียของยากลุ่มนี้คือ สร้างความระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร จนกัดกร่อนเป็นแผล ทำให้ตกเลือดหรือทะลุได้

  • ยากลุ่มสเตียรอยด์ ช่วยควบคุมไม่ให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานมากเกินไป อย่างในคนไข้ที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ซึ่งการใช้สเตียรอยด์จะไปลดการอักเสบจนมีผลลดอาการปวดได้
    ข้อเสียคือ การใช้ยาสเตียรอยด์รักษาอาจจะมีผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์หลายอย่างเช่น น้ำหนักขึ้น ไขมันพอกตามที่ต่างๆ อารมณ์แปรปรวน นอนไม่หลับ กระดูกพรุน ต้อกระจก น้ำตาลในเลือดสูง แรงดันโลหิตสูง
    ในคนไข้ข้อเสื่อม หมอจะไม่ค่อยใช้ยาสเตียรอยด์ นอกจากบางครั้งจะฉีดเข้าไปในข้อที่กำลังอักเสบ แต่การฉีดบ่อยๆ จะทำให้ข้ออักเสบเลวลง

  • ยาที่ปรับสภาพของโรค (Disease-Modifying Antirheumatic Drugs หรือ DMARDs) เป็นกลุ่มยาที่ช่วยชะลอ การดำเนินไปของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และอาการอักเสบอื่นๆ เช่น ยา Hydroxychloroquin, Gold, Sulfasalazine, Minocycline, Penicillamine
    แต่กว่าจะออกฤทธิ์ก็ใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน จึงต้องใช้ควบกับยากลุ่มเอ็นเสด และสเตียรอยด์ในช่วงต้น
    ยานี้มีฤทธิ์ ข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์คือ ทำลายไต ไขกระดูก ทำให้โลหิตจางและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

  • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressants) ถือว่าเป็นยากลุ่ม DMARD อย่างหนึ่ง ซึ่งช่วยควบคุมระบบภูมิต้านทาน ไม่ให้ทำงานมากเกินไป ตัวอย่างยา อาทิเช่น Methotrexate, Azathioprine, Cyclosporine และ Cyclophosphamide ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษามะเร็งด้วย
    ยาในกลุ่ม DMARD สองขนานใหม่ที่ได้รับอนุมัติจากองค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาคือ Leflunomide และ Etanercept

  • ยาต้านโรคซึมเศร้า ยาในกลุ่มที่ใช้รักษาภาวะซึมเศร้า โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสารเคมีชนิด ไทรซัยคลิก (Tricyclic) ช่วยลดอาการปวดเรื้อรังได้ด้วยโดยไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาอาการซึมเศร้าหรือในกรณีที่ 1 ใน 5 ของคนซึ่งเป็นโรคข้ออักเสบนานๆ อาจเป็นโรคซึมเศร้าไปด้วย ก็เป็นการดีไปคือได้ยาเม็ดเดียว บำบัดทั้งสองภาวะไปเลย ยาต้านอาการซึมเศร้า ที่ใช้บำบัดโรคข้ออักเสบได้ด้วย มีอาทิเช่น Amitriptyline, Desipramine, Imipramine, Nortriptyline

  • ยาทาแก้ปวดเฉพาะที่ เช่น ครีมทาแก้ปวด

  • ยายับยั้ง COX-2
เนื่องจากยากลุ่มเอ็นเสดกัดกระเพาะอาหารมาก ทำให้เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ยานี้มากหากใช้นานๆ นักวิจัยจึงแสวงหายาในกลุ่มคล้ายคลึงกันที่ไม่กัดกระเพาะอาหาร และพบว่าเนื้อเยื่อคนเรามีโมเลกุลชื่อว่า 'COX' (Cycol-Oxygenase) อยู่ 2 ตัวคือ COX1 และ COX2

COX1 จะเกี่ยวข้องกับเยื่อบุกระเพาะอาหาร ในขณะที่ COX2 เกี่ยวข้องกับเยื่อบุข้อ เอ็นเสดที่ช่วยยับยั้ง COX2 นั้น ยับยั้ง COX1 ด้วย ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารแตกเป็นแผลและเลือดออกมากๆ ได้ เขาจึงหาทางผลิตยาที่ยับยั้ง COX2 เท่านั้น จะได้ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ขณะเดียวกันบรรเทาอาการปวดจากอาการอักเสบที่ข้อได้

ขณะนี้มียาในกลุ่มยับยั้ง COX2 สองขนาน ในตลาดคือ Celecoxib (ชื่อการค้า CELEBREX) และ RofeCOXIB ชื่อการค้า VIOXX

อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้ก็ยังไม่ทำให้โรคข้ออักเสบหายขาด และไม่ช่วยชะลอการอักเสบของข้อ เพียงแต่เสนอทางเลือกที่คิดว่าน่าจะปลอดภัยขึ้น แต่เนื่องจากยังมีราคาแพง จึงมีแนวทางการเลือกใช้ยา ให้พิจารณาโดยแบ่งกลุ่มคนไข้ตามความเสี่ยงต่อการตกเลือดที่กระเพาะอาหารเวลาใช้เอ็นเสดเสียก่อน ดังนี้คือ
ความเสี่ยงระดับที่ 1
- มีประวัติการเป็นแผลในกระเพาะอาหารจากการส่องกล้องตรวจ หรือกลืนแป้งแบเรี่ยมแล้วเอกซเรย์
- กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือสเตียรอยด์กดภูมิต้านทาน
- คนไข้ที่มีความเสี่ยงระดับ 2 แต่กำลังใช้ยาแอสไพรินขนาดต่ำ (น้อยกว่าวันละ 320 มิลลิกรัม)
ความเสี่ยงระดับที่ 2
- ผู้ป่วยสูงอายุ (มากกว่า หรือเท่ากับ 70 ปี)
- มีโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจขาดเลือดที่ต้องใช้ยารักษา โรคขาดออกซิเจนเรื้อรัง เช่น ถุงลมโป่งพอง หรือเคยเป็นสโตร๊ค มาก่อน
ความเสี่ยงระดับที่ 3
- คนที่ไม่มีความเสียงมากขึ้น เมื่อเทียบกับประชากรปกติ (ตามมาตรฐานคณะแพทย์อิงหลักฐาน)
จากนี้ก็นำมาใช้เป็นเกณฑ์ แนะนำว่าใครควรใช้เอ็นเสดหรือยาอื่นๆ


หมายเหตุ
ควรใช้พาราเซตามอล (ขนาดสูงสุดวันละ 4 กรัม) เป็นยาขนานแรกเพื่อลดอาการปวด โดยให้เดี่ยวๆ หรือควบกับโคเคอีน
  • ความเสี่ยงระดับที่ 1 : ใช้ยาเอ็นเสดร่วมกับยาคุ้มครองกระเพาะอาหารกลุ่ม PPI หรือยา Misoprostol วันละ 600 ไมโครกรัม
  • ความเสี่ยงระดับที่ 2 : ใช้ยายับยั้ง COX2 เช่น CeleCOXIB หรือ RofeCOXIB
  • ความเสี่ยงระดับที่ 3 : ใช้เอ็นเสดต่อไป เนื่องจากยากลุ่มยับยั้ง COX2 มีราคาแพง แต่พยายามใช้ในขนาดที่กัดกระเพาะอาหารน้อยที่สุด เช่น ใช้ Ibuprofen วันละไม่เกิน 2.4 กรัม

(update 31 สิงหาคม 2002)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600