|
| |
 |
|
วัยรุ่นไทยใช้ถุงยาง มีเซ็กซ์ลดลง!!! |
ข้อมูลการเฝ้าระวังเอดส์พบว่า วัยรุ่นไทยเลือกที่จะใช้ถุงยางอนามัยลดลง
เผยการรณรงค์ใช้ถุงยางเพื่อป้องกันเอดส์ไม่ได้ผล เตรียมเสนอรัฐบาลวางหมากปรับกลยุทธ์ใหม่
เปลี่ยนทัศนะดันถุงยางเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและห่วงใย เพื่อให้หันมาใช้ถุงยางอนามัยมากขึ้น
ในการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอน
นายสมวงศ์ อุไรวัฒนา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เปิดเผยในการประชุมหัวข้อเรื่อง "ถุงยางอนามัย 100%
ตั้งต้นด้วยความรู้เพื่อสู้ภัยเอดส์" ในงานประชุมวิชาการของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ประจำปี 2545 ว่า
ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข แสดงให้เห็นอัตราการใช้ถุงยางอนามัยในเด็กวัยรุ่นไทยที่ลดลง จากการสุ่มสำรวจอัตราการใช้ถุงยางอนามัยในเด็กมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียน 20 แห่งทั่วประเทศ
จำนวนกว่า 6,000 ราย พบว่า เด็กนักเรียนชายใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกในปี 2544
ลดลงจากปี 2543 จากร้อยละ 22.5 เป็นร้อยละ 20 ส่วนอัตราการใช้ถุงยางอนามัยของนักเรียนชายทุกครั้งกับหญิงบริการ
ลดลงจากร้อยละ 46 ในปี 2543 เหลือเพียงร้อยละ 37.6 ในปี 2544
นายสมวงศ์ กล่าวว่า อัตราการใช้ถุงยางอนามัยที่ลดลงโดยเฉพาะในเด็กวัยรุ่นแสดงให้เห็นว่า การรณรงค์ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติในการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยของวัยรุ่นได้
ตลอดระยะเวลาที่มีการรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัย มักจะแสดงภาพลักษณ์ออกมาในลักษณะของการป้องกันโรคเอดส์
ซึ่งแสดงถึงการไม่ไว้ใจในคู่นอนของตน ซึ่งทำให้อัตราการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคเอดส์มีแนวโน้มลดลง
จากหนังสือถอดบทเรียนการจัดการความรู้และงานวิจัย กรณีศึกษาเรื่อง ถุงยางอนามัย 100% ได้ระบุว่า
การป้องกันโรคเอดส์ในระยะกว่า 10 ปีที่ผ่านมา สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอดส์ได้การรณรงค์โครงการถุงยางอนามัย 100% โดยโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นที่จังหวัดราชบุรีเป็นที่แรกในปี 2532 โดยใช้มาตรการกึ่งบังคับให้หญิงบริการทางเพศ
ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เมื่อโครงการได้ดำเนินไปอย่างเป็นรูปธรรม และประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้ ยังพบว่าอัตราการป่วยด้วยกามโรคในหญิงบริการลดลง และเป็นสัญญาณว่า
การแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์น่าจะลดลงด้วย จึงขยายผลไปสู่จังหวัดอื่น ๆ เพียงชั่วระยะเวลา 2 ปี
โครงการนี้ก็ขยายผลไปสู่การปฏิบัติทั่วประเทศ ความสำเร็จนี้ได้นำมาประยุกต์ใช้เพื่อควบคุมป้องกันโรคเอดส์ กลายเป็นนโยบายระดับชาติของรัฐบาลไทยและขยายผลไปยังหลายประเทศในเอเชีย
ซึ่งมีการแพร่ระบาดของโรคเอดส์อย่างรุนแรง ได้แก่ กัมพูชา เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม จีน อินโดนีเซีย และอินเดีย
อย่างไรก็ตาม นพ.ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ หัวหน้างานกลุ่มโรคเอดส์ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า
สถานการณ์การควบคุมและป้องกันเอดส์ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมไปแล้ว ดังจะเห็นได้จากอัตราการใช้ถุงยางอนามัยที่ลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการรณรงค์ใช้ถุงยางอนามัยยังคงต้องทำอย่างจริงจังและต่อเนื่องต่อไป รวมทั้งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการรณรงค์ให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและอยู่บนฐานของการใช้ข้อมูล
นอกจากนี้ ต้องขยายกลุ่มเป้าหมายของการรณรงค์จากเดิม คือ หญิงบริการมาเป็นกลุ่มเฉพาะอื่นๆ ที่เข้าถึงได้ยาก
เช่น กลุ่มประชากรใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มเด็กและเยาวชนในสถานพินิจฯ และกลุ่มชาวประมง ซึ่งพบว่า
ยังมีการป้องกันโรคเอดส์ในกลุ่มเหล่านี้น้อยมาก
นายสมวงศ์ ยังเสนออีกว่า การรณรงค์เพื่อใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ในอนาคตต้องพยายามปรับเปลี่ยนทัศนะของคน
ให้มองถุงยางอนามัยเป็นสัญลักษณ์ของความรักและห่วงใยจึงใช้ถุงยางอนามัย ในการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนของตน แทนวิธีการรณรงค์แบบเดิมที่ทำให้คนกลัวติดโรคเอดส์จากคู่นอนจะเป็นการง่ายต่อการสื่อสารระหว่างชายและหญิงด้วย และเพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยด้วย
(update 30 พฤศจิกายน 2545)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ]
|