มนุษย์เราต้องเผชิญกับโรคติดเชื้อมากมายหลายชนิดมานับแต่โบราณกาล ตามบันทึกในประวัติศาสตร์การแพทย์
โรคที่จัดว่า ระบาดรุนแรงมีหลายโรค ถ้าระบาดเฉพาะท้องถิ่นเรียกว่า Endemic เช่น ไข้กาฬหลังแอ่น ไข้จับสั่นหรือไทฟัส
ถ้าระบาดออกไปเป็นวงกว้าง เรียกว่า Epidemic เช่น ไข้ทรพิษ อหิวาตกโรค แต่ถ้ารุนแรงแพร่ไปทั่วโลกถึงขั้น
Pandemic มีเพียงไม่กี่โรค หนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ (Influenza of Flu)
ไข้หวัดใหญ่ เคยระบาดรุนแรงไปทั่วโลกหลายครั้ง ครั้งที่รุนแรงที่สุดน่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish Flu)
ในปี 1918 ปีสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 1 สแปนิชฟลูเริ่มในยุโรปก่อนที่จะระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
แม้แต่ดินแดนไกลโพ้นอย่างเอสกิโมและฟิลิปปินส์ ก็ยังโดนหางเลขเข้าจนได้ บางแห่งผู้คนล้มป่วยทั้งหมู่บ้าน
และล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
ในเดือนกันยายน 1918 ทหารเกณฑ์ 45,000 คน ที่แคมป์เดเวนส์ ใกล้กับบอสตันล้มป่วยลง
เพราะไข้หวัดใหญ่ถึง 17,000 คน เสียชีวิตไปเกือบ 800 คน ส่วนในค่ายทหารแห่งอื่นก็มีทหารป่วยถึงแก่ชีวิตกว่า 500 ราย
นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับกล่าวว่า อันที่จริงไม่ใช่การเจรจาทางการเมืองอย่างเดียว
หากเป็นสแปนิชฟลูที่เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้กองทัพของหลายประเทศหมดเรี่ยวแรงจนจำเป็นต้องยอมยุติสงคราม
ไข้หวัดใหญ่จึงอาจนับได้ว่าเป็นสงครามทางชีวภาพที่ไร้ฝ่ายและปราศจากการโฆษณาโดยแท้
ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าบทเรียนจากไข้หวัดใหญ่ปี 1918 จะถูกลืมเลือนไปเกือบหมดสิ้นแล้ว
ปัจจุบันเรารู้สึกว่าไข้หวัดใหญ่เป็นเพียงโรคธรรมดาๆ ที่ก่อความยุ่งยากในชุมชนบางแห่งและไม่รุนแรงอะไรนัก
นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง ไข้หวัดใหญ่อาจลุกลามเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่ร้ายแรงได้ทุกเมื่อ
ถ้าเรายังตั้งตนอยู่ในความประมาท
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อเกิดจากเชื้อไวรัส โรคนี้เกิดได้รุนแรงและรวดเร็วและเมื่อผู้ป่วยไอ
หรือจามจะปลดปล่อยเชื้อไวรัสในละอองน้ำมูก น้ำลาย ล่องลอยในอากาศนับเป็นชั่วโมง
รอเหยื่อรายใหม่ที่จะสูดเข้าไปในร่างกาย เหยื่อมิใช่เพียงมนุษย์แต่รวมถึงสัตว์หลายชนิดที่เป็นสัตว์เลี้ยงและสัตว์บ้าน
เช่น สุนัข แมว กระรอก ม้า เป็ด ไก่ และนก แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในน้ำหลายชนิดก็ไม่มีข้อยกเว้น
เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายมันจะเข้ารุกรานเซลล์ผนังทางเดินอากาศ ทำให้เกิดการอักเสบไออย่างรุนแรง
และมีไข้สูงหนาวสั่นปวดเมื่อยทั้งตัว ที่เป็นรุนแรงอาจถึงขั้นปอดบวม สำหรับผู้มีสุขภาพแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคดี
อาการอาจเพียงคล้ายไข้หวัดธรรมดา คนเหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาสาธารณสุข เป็นผู้นำเชื้อไวรัสแพร่ไปที่อื่น
ในตอนที่การระบาดในปี 1918 ถึงขั้นรุนแรงสุดขีด ผู้ป่วยมีอันตราตายสูงถึง 42 ใน 1,000 ราย
แต่อัตราที่จัดว่าสูงในคนยังกล่าวได้ว่าจิ๊บจ๊อย หากเปรียบเทียบกับที่อุบัติขึ้นในสัตว์เลี้ยงจำพวกนก
ที่จะเสียชีวิตร้อยทั้งร้อยเลยทีเดียว
การระบาดของไข้หวัดใหญ่เป็นปรากฏการณ์ธรรมดาที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลในระหว่างเดือนมกราคม
และกุมภาพันธ์ในซีกโลกภาคเหนือ แต่จะมีการระบาดที่รุนแรงจนบางครั้งเข้าขั้น Pandemic
ไปทั่วโลกเป็นวงรอบประมาณทุก 7 หรือ 14 ปี ถ้าไม่มีการป้องกันที่ดีพอ เช่นที่เกิดขึ้นในปี 1957 และปี 1968
ในปี 1957 ไข้หวัดใหญ่เริ่มขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ระบาดไปทั่วภาคพื้นเอเชีย แล้วลุกลามไปทั่วโลก
เรียกการระบาดครั้งนี้ว่า เอเชียนฟลู (Asian Flu) ในประเทศไทยบ้านเราผู้คนล้มป่วยทั่วประเทศ
จนต้องปิดโรงเรียนประจำ เฉพาะในเอเชียมีผู้เสียชีวิตไปราว 100,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพไม่แข็งแรง
และเด็ก ไข้หวัดใหญ่ครั้งนี้ระบาดรุนแรงอยู่เดือนเศษก็สามารถควบคุมโรคไว้ได้
ในปี 1968 เกิดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ขึ้นที่ฮ่องกงแล้วระบาดไปทั่วโลก เรียกชื่อว่า ฮ่องกงฟลู
การระบาดค่อนข้างรุนแรง เพียงปีเดียวมีผู้เสียชีวิตไปถึง 34,000 ราย
เมื่อสองสามปีที่แล้วก็เกิดข่าวฮือฮาขึ้นที่ฮ่องกงอีก เมื่อมีไข้หวัดนกเกิดขึ้นในสัตว์เลี้ยงพวกนกและไก่
ตามธรรมดาไข้หวัดนกไม่ติดต่อมายังมนุษย์ แต่ก็มีเด็กติดโรคไข้หวัดนกหลายรายจนเกรงไปว่า
จะระบาดกลายเป็นไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่ ทางการฮ่องกงต้องสั่งฆ่าไก่ที่สั่งเข้ามาจากประเทศจีนทั้งหมดนับแสนตัว
โชคยังดีที่สามารถควบคุมโรคได้ แต่ชาวฮ่องกงก็ต้องกินไก่ราคาแพงไปหลายเดือน
ไข้หวัดใหญ่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่แก้ไขยาก เพราะติดต่อจากคนสู่คนได้ง่ายมาก
เพียงแต่ผู้ที่เป็นพาหะจะมีอาการเล็กน้อยหรือรุนแรง ไอหรือจามโดยไม่ปิดปากปิดจมูก
ก็จะแพร่กระจายเชื้ออกมาเป็นฝอยเล็กๆ เรียกว่า Droplet nuclei ไปไกลถึง 10 ฟุต
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้ามีคน 10 คน ในห้องแล้วมีผู้เป็นพาหะไอหรือจาม 8 ใน 10 คนที่อยู่ในห้อง
ก็จะได้รับเชื้อพอเพียงที่จะป่วย ผิดกว่าอีโบลาที่ถือว่าเป็นเชื้อร้ายแรง โอกาสที่จะติดโรคยังมีน้อยกว่ามาก
มีการพยายามผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะเชื้อไวรัสฟลู
สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้เร็วมาก การค้นคว้าผลิตวัคซีนกว่าจะสำเร็จต้องใช้เวลาถึง 8 เดือน
พอถึงเวลานั้นไวรัสฟลูก็เปลี่ยนไปจนวัคซีนที่ผลิตได้ใช้ไม่ได้ผลเสียแล้ว การค้นคว้าผลิตวัคซีน
จึงต้องทำกันใหม่เป็นรายปี วัคซีนที่ผลิตใช้ได้ผลเพียงฤดูกาลเดียว แต่ก็ยังรับว่าดีกว่าทำอะไรไม่ได้เลย
หัวใจของการป้องกันไข้หวัดใหญ่ คือ การระวังรักษาสุขภาพ อย่าเข้าใกล้ผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น
และไม่มีการป้องกัน เวลาเกิดโรคระบาดอย่าเข้าไปในกลุ่มชนแออัด โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงว่าจะติดโรคง่าย
เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก สตรีตั้งครรภ์ ผู้ที่ติดโรคยากกว่าคือ ผู้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวเช่นภูมิแพ้
อายุระหว่าง 18-65 ปี
ปัจจุบันนี้เราไม่กลัวไข้หวัดใหญ่มากเช่นแต่ก่อน คงเนื่องจากสามารถควบคุมโรคได้ดีกว่า
การเกิดโรคแทรกซ้อนก็ลดลง สามารถควบคุมเชื้อโรคที่เข้าซ้ำเติมจนเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น
หลอดลมอักเสบและปอดบวม ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิต ยาปฏิชีวนะใหม่ๆ ร่วมกับความรู้ทางการรักษาโรคดีขึ้น
ช่วยระงับโรคแทรกซ้อนได้ดี ความรุนแรงจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่จึงลดลงเป็นอย่างมาก
แต่เราก็ไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท ไวรัสฟลูนอกจากเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ตลอดเวลาแล้ว
มันยังอาจเคลื่อนย้ายจากสัตว์ชนิดหนึ่งไปสู่อีกชนิดหนึ่งได้ง่าย แหล่งกบดานสำคัญ ได้แก่ นกน้ำ
พวกเป็ดห่าน นอกจากนี้ไวรัสอาจข้ามไปสู่สัตว์อื่นและคนถึงวันร้ายคืนร้ายมันก็เพิ่มความร้ายแรง
กลายเป็นไวรัสซูเปอร์ฟลูชนิดที่เราไม่เคยมีภูมิต้านทานมาก่อนแล้วระบาดไปทั่วโลก
ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีปรากฏการณ์ระบาดรุนแรงของไข้หวัดใหญ่
ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันต่างพากันเป็นห่วง น่ากลัวเวลาดังกล่าวนั้นคืบใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว
คิดไปแล้วน่ากลัวไม่น้อยไปกว่าสงครามชีวภาพและเชื้อแอนแทรกซ์เหมือนกัน
(update 23 สิงหาคม 2002)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2544 ]
|