ยาฝังคุมกำเนิด


บทนำ

ยาฝังคุมกำเนิดเป็นวิธีการคุมกำเนิด โดยการฝังหลอดบรรจุฮอร์โมนสังเคราะห์เข้าไปใต้ผิวหนัง แล้วจะมีฮอร์โมนกระจายออกเข้าสู่กระแสโลหิตในอัตราค่อนข้างจะคงที่ สามารถออกฤทธิ์ป้องกันการตั้งครรภ์ ได้นาน 1-5 ปี ตามชนิดของยาฝังคุมกำเนิด ชนิดที่ใช้ได้นาน 5 ปี และใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกคือ Norplant-6 ซึ่งทำการผลิตและศึกษาอย่างแพร่หลายโดยองค์การสภาประชากร (Population Council) ซิลาสติก (silastic หรือ elastronmer polydimethylsiloxane) บรรจุฮอร์โมนสังเคราะห์ชนิดต่างๆ ซึ่งผลปรากฏว่า levonorgestrel (LNG) ใช้ได้ผลดีที่สุด ใช้ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2507 ลักษณะเป็นหลอดแข็ง (hard capsule-MDF 373) ทำการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวาง โดย คณะกรรมการเพื่อการวิจัยวิธีคุมกำเนิดขององค์การสภาประชากร (Population Council's Internation Committee for Contraceptive Research-ICCR) ในสตรีทั่วโลกมากกว่า 55,000 รายในระยะเวลา 20 ปี

การผลิต Norplant-6 ภายหลังพ.ศ.2535 หลอดที่ใส่จะนิ่ม (soft capsule-MDF 372) ทำให้การกระจายของ LNG ดีขึ้น มีผลทำให้ประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ดีขึ้นกว่าหลอดชนิดแข็ง ประเทศฟินแลนด์เป็นประเทศที่ยอมรับให้ Norplant ขึ้นทะเบียนใช้เพื่อการวางแผนครอบครัว ปัจจุบันมีสตรีทั่วโลกใน 60 ประเทศ ใช้ Norplant มากกว่า 6 ล้านคน และองค์การอาหาร และยาของประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยินยอมให้ขึ้นทะเบียนใช้เพื่อการคุมกำเนิดได้แล้ว ประเทศไทยมีการศึกษาผลการใช้ Norplant พบว่ามีประสิทธิภาพดี อาการข้างเคียงน้อย และมีอัตราการคงใช้สูง จึงนำมาใช้ในโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติตั้งแต่ พ.ศ.2529 จนถึงปัจจุบัน


ชนิดของยาฝังคุมกำเนิด

ยาฝังคุมกำเนิด แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. ชนิดไม่สลายตัว (non-biodegradable)
2. ชนิดสลายตัว (biodegradable)

1. ยาฝังคุมกำเนิดชนิดไม่สลายตัว

ยาฝังคุมกำเนิดชนิดไม่สลายตัวจะมีฮอร์โมนสังเคราะห์บรรจุในหลอด (capsule) หรือฝังรวมอยู่เป็นแห่ง (rod) เมื่อครบกำหนดอายุการใช้แล้วไม่สลายตัวจึงต้องเอาออก ปัจจุบันมีใช้และกำลังศึกษาผลการใช้แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ
1.1 ยาฝังคุมกำเนิดที่นำมาใช้ในยุคแรก (first generation) คือ Norplant-6
1.2 ยาฝังคุมกำเนิดยุคที่สอง (second generation) ได้แก่ ยาฝังคุมกำเนิด Norplant-2 ซึ่งมี 2 แท่ง และยาฝังคุมกำเนิดที่มีเพียง 1 หลอด เช่น Implanon, Uniplant เป็นต้น
  • ยาฝังคุมกำเนิดชนิด Norplant-6
ประกอบด้วยหลอด silastic ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.4 มิลลิเมตร ยาว 34 มิลลิเมตร บรรจุ levonorgestrel (LNG) หลอดละ 36 มิลลิกรัม จำนวน 6 หลอด รวมฮอร์โมนสังเคราะห์ทั้งหมด 216 มิลลิกรัม

Norplant-6 ภายหลังจากการฝังนาน 2 ชั่วโมง ก็สามารถตรวจพบ LNG ในกระแสโลหิต ในวันแรกตรวจพบระดับ LNG สูง1300 พิโคกรัม/มิลลิลิตร แล้วลดลงเหลือ 400 พิโคกรัม/มิลลิลิตร ในเดือนแรกและจะลดลงอยู่ในระดับคงที่ที่ 200 พิโคกรัม/มิลลิลิตร เมื่อครบ 5 ปี

ฮอร์โมน LNG กระจายออกในระยะแรกๆ ประมาณวันละ 85 ไมโครกรัม แล้วลดลงเหลือ วันละ 50 และ 35 ไมโครกรัม เมื่อ 9 และ 18 เดือนตามลำดับ และจะมีระดับคงที่ที่วันละ 20 ไมโครกรัม เมื่อใช้นานถึง 5 ปี

ภายหลังเอายาฝังคุมกำเนิดออกระดับ LNG จะหมดไปภายใน 1 สัปดาห์ แสดงว่าน่าจะไม่มีผลต่อภาวะการเจริญพันธุ์ภายหลังการเลิกใช้
  • ยาฝังคุมกำเนิด Norplant-2
เป็นยาฝังคุมกำเนิด 2 แท่ง ในรุ่นแรกทำการผลิตและศึกษาโดยองค์การสภาพประชากร แท่งด้านในประกอบด้วยฮอร์โมน LNG ร้อยละ 50 และ silastic ร้อยละ 50 แล้วหุ้มด้วยแผ่น silastic บางๆ ขนาดของ Norplant-2 จะมีขนาดกว้างเท่ากับหลอดของ Norplant คือ 2.4 มิลลิเมตร แต่ยาวกว่าคือยาว 44 มิลลิเมตร แต่ละแท่งบรรจุฮอร์โมน LNG 70 ไมโครกรัม โดยคาดว่าจะมีประสิทธิภาพใช้เวลานาน 5 ปี ผลการศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง Norplant ทั้งสองชนิดพบว่า การกระจายของฮอร์โมน ประสิทธิภาพและอาการข้างเคียงต่างๆ ไม่แตกต่างกันภายหลังการใช้ 3 ปี แต่ระดับของ LNG จะลดลงเหลือร้อยละ 0.2 นาโนกรัม/มิลลิลิตร ในปีที่ 4 ทำให้อัตราการตั้งครรภ์ เพิ่มอัตราการคงใช้สูงร้อยละ 94, 89 และ 83 ในปีที่ 1, 2 และ 3 ตามลำดับ ปัจจุบัน Norplant-2 ได้รับการยินยอมให้นำมาใช้เพื่อการคุมกำเนิดได้จากองค์การอาหารและยา ของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว
  • ยาฝังคุมกำเนิด Norplant-2 รุ่นใหม่
ยาคุมกำเนิด 2 แท่งรุ่นใหม่ มีขนาดความกว้าง 2.5 มิลลิเมตร ยาว 4. เซนติเมตร (กว้างแต่สั้นกว่ารุ่นเก่า 1 มิลลิเมตร) ผลิตโดยบริษัท Leiras Oy ประเทศฟินแลนด์ซึ่งมีฮอร์โมน LNG แท่งละ 75 มิลลิกรัม บรรจุอยู่เป็นแท่ง (dimethylsiloxane/methyl vinylsiloxane copolymer core) มีผนังบางๆ หุ้มรอบทำด้วย dimethylsiloxane adhesive มีชื่อทางการค้า JADELLE TM implants ใช้ได้นาน 3 ปี

ผลการศึกษา Norplant-2 รุ่นใหม่ พบว่ามีการกระจายของฮอร์โมน LNG ช่วงแรกๆ จะสูงกว่า Norplant-2 รุ่นแรก ไม่พบมีการตั้งครรภ์ในปีที่ 4 ของการศึกษา และพบการเอายาฝังคุมกำเนิดออก เนื่องจากเลือดออกผิดปกติ ปวดศีรษะ น้ำหนักตัวเพิ่ม และเป็นสิว ในสตรีที่ใช้ Norplant-2 จะน้อยกว่า Norplant-6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
  • ยาฝังคุมกำเนิดชนิดมี 1 แท่ง
1. Single ST 1435 rod ผลิตโดยองค์กรสภาประชากรเมื่อ พ.ศ.2519 รายงานการศึกษาผลการใช้ในสตรีครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ.2534 จะมีฮอร์โมน ST 1435 (nesterone หรือ 16-methylene-17-acetoxy-19-norprogesterone) กระจายออกวันละ 100 ไมโครกรัม คาดว่าจะมีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ได้นาน 2 ปี ฮอร์โมนนี้ถ้ารับประทานจะไม่ออกฤทธิ์ จึงเหมาะสมเลือกสำหรับฝังคุมกำเนิดหลังคลอดเพราะจะปลอดภัยสำหรับสตรีผู้เลี้ยงบุตรด้วยน้ำนมตนเอง

2. Uniplant ผลิตโดยโครงการ South-to South โดยมีความร่วมมือขององค์การหลัก คือ Rockefellor และ Theramex ของบราซิล จะมีฮอร์โมน normegestrol acetate กระจายออกวันละ 100 ไมโครกรัม คาดว่าจะใช้นาน 1 ปี การศึกษาในสตรี 1,803 คน พบอัตราการตั้งครรภ์ 0.9 และอาการข้างเคียงต่ำ

3. Implanon ผลิตโดย บริษัท Organon ตั้งแต่ พ.ศ.2526 และทำการศึกษาผลการใช้ทางคลินิกในช่วง พ.ศ.2531-2539 ยาฝังคุมกำเนิดชนิดนี้เป็นหลอดชนิด ethylene vinyl acetate (EVA) ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 มิลลิเมตร ยาว 4 เซนติเมตร บรรจุฮอร์โมนสังเคราะห์ 3 keto-desogestrel หรือ etonorgestrel (ENG) จำนวน 65มิลิกรัม หลอดยาฝังคุมกำเนิดชนิดนี้บรรจุใน canula ทำให้ปราศจากเชื้อซึ่งใช้แล้วทิ้ง ใช้เวลาใส่และเอาออกโดยเฉลี่ย 1.1 และ 2.6 นาที ตามลำดับ

ภายหลังการฝังยา Implanon ตรวจพบ ENG สูงสุดในวันที่ 4 มีระดับ 813 พิโคกรัม/มิลลิลิตร แล้วค่อยๆ ลดลงเหลือ 196 และ 156 พิโคกรัม/มิลลิลิตร เมื่อฝังยาครบปีที่ 1 และปีที่ 3 ตามลำดับ สตรีน้ำหนักตัวน้อยจะตรวจพบระดับของ ENG สูงกว่าผู้ที่อ้วนกว่า

เมื่อฝังยาคุมกำเนิดชนิดนี้ครบ 3 ปี ยังตรวจพบ ENG กระจายออก ในระดับวันละ 30 ไมโครกรัม ซึ่งเพียงพอระงับการตกไข่ได้ ภายหลังถอด Implanon ออก 1 สัปดาห์ จะไม่สามารถตรวจพบ ENG ในกระแสโลหิต
ผลการศึกษาในประเทศต่างๆ ใน 53,530 รอบเดือน (4,103 women-years) ไม่พบการตั้งครรภ์
2. ยาฝังคุมกำเนิดชนิดสลายตัว

ยาฝังคุมกำเนิดชนิดสลายตัวเป็นยาฝังบรรจุฮอร์โมนสังเคราะห์ให้กระจายออกเข้าสู่กระแสเลือด แล้วหลอดที่ฝังค่อยๆ สลายตัวไปโดยไม่ต้องเอาออก ปัจจุบันกำลังมีการศึกษาวิจัยอยู่ 2 ชนิด คือ

  • Capronor
เป็นยาฝังคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมน LNG บรรจุอยู่ใน polycaprolactone polymers ซึ่งไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบบริเวณที่ฝัง Capronor มี 2 ชนิด ขนาดโดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.24 เซนติเมตร เท่ากัน แต่ความยาวแตกต่างกันคือ 2.5 และ 4 เซนติเมตร ขนาด 2.5 เซนติเมตร มี LNG บรรจุอยู่ 16 มิลลิกรัม และขนาด 4 เซนติเมตร มี LNG บรรจุอยู่ 26 มิลลิกรัม โดยบรรจุในน้ำมัน ethyl oleate Capronor ขนาด 2.5 เซนติเมตร จะมีฮอร์โมนกระจายออกวันละ 20 ไมโครกรัม มีการศึกษาผลการใช้ 1 และ 2 หลอด ส่วนขนาด 4 เซนติเมตร จะกระจายฮอร์โมนออกวันละ 30-50 ไมโครกรัม ใช้ 1 หลอดป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 1 ปี

หลอด polymer ที่ฝังนี้จะคงสภาพอยู่นาน 18-24 เดือน ยังสามารถเอาออกได้ ถ้าไม่เอาออกต่อไปจะสลายเปลี่ยนเป็น oligimers และ epsilon-hydroxycaproic acid โดยไม่ต้องเอาออก

การศึกษาที่ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับองค์การอนามัยโลก โดยการฝัง Capronor ทั้งสองชนิดพบว่า สามารถระงับการตกไข่ได้ดี
  • Norethindrone pellets
ยาฝังคุมกำเนิดเม็ดที่สลายตัวได้ มีขนาดเท่าเม็ดข้าว ทำด้วย norethindrone (NET) ร้อยละ 85 และ cholesterol ร้อยละ 15 แต่ละเม็ดมีฮอร์โมน NET อยู่ 35 มิลลิกรัม ขนาดที่ป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดีที่สุด คือ ฝัง 4 เม็ดใช้ได้นาน 1 ปี

ปริมาณของฮอร์โมนที่กระจายออกจากยาฝังคุมกำเนิด

ฮอร์โมนสังเคราะห์ที่กระจายออกจากยาฝังคุมกำเนิดจะมีปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับ
1. ชนิดฮอร์โมนที่บรรจุอยู่ ซึ่งจะมีความเหมาะสมแตกต่างกัน ชนิดที่สามารถซึมผ่านหลอดได้ดี และที่ใช้อย่างแพร่หลาย ได้แก่ levenorgestrel ชนิดอื่นๆ ที่กำลังจะนำมาใช้ได้แก่ 3-ketodesogestrel และ ST-145 หรือ nesterone และ normegestrol acetate
2. พื้นที่ผิวและความหนาของแท่งหรือหลอดบรรจุฮอร์โมน ถ้าหลอดมีขนาดใหญ่พื้นที่ผิวมาก และบางกว่า ก็สามารถกระจายฮอร์โมนได้มากกว่าหลอดขนาดเล็กกว่าหรือมีความหนามากกว่า
3. ชนิดของหลอดที่บรรจุฮอร์โมน หลอดบรรจุฮอร์โมนจะทำให้ฮอร์โมนกระจายได้น้อยกว่า ชนิดแท่งตัน 3-4 เท่า เนื่องจากระยะทางที่ฮอร์โมนกระจายถึงผิวไกลกว่า
4. จำนวนแท่งหรือหลอดบรรจุฮอร์โมน ได้มีการศึกษาผลการใช้ตั้งแต่ 1-12 หลอด มีจำนวนแท่งหรือหลอดมากก็มีฮอร์โมนกระจายออกมาก
5. วิธีการทำให้ปราศจากเชื้อ ถ้าทำให้ปราศจากเชื้อโดยใช้รังสี (irradiation) จะมีผลทำให้ฮอร์โมนสังเคราะห์ซึมผ่านได้ช้าลง
6. ผู้รับบริการฝังยาคุมกำเนิดที่มีรูปร่างลักษณะแตกต่างกัน จะมีผลให้การกระจายฮอร์โมน ออกแตกต่างกันไป ซึ่งอาจเกี่ยวกับตัวแปรต่างๆ เช่น หลอดเลือดไปเลี้ยงบริเวณที่ฝัง ปริมาณไขมันหรือความอ้วนผอม และการออกกำลังกายของผู้รับบริการฝังยาคุมกำเนิด และความแตกต่างของพังผืด (fibrous tissue) ที่ไปหุ้มเมื่อใส่เป็นเวลานาน เป็นต้น

ข้อดีของยาฝังคุมกำเนิด

ข้อดีของยาฝังคุมกำเนิด ได้แก่
1. ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูง
2. สะดวก เมื่อใช้ยาฝังคุมกำเนิดแล้วไม่ต้องกังวลในเรื่องการตรวจการใช้ทุกวัน เหมือนอย่างวิธีรับประทานยาคุมกำเนิด
3. อาการข้างเคียงน้อย โดยเฉพาะไม่มีอาการข้างเคียงจาก estrogen
4. ใช้ได้นาน ยาฝังคุมกำเนิดชนิด Norplant-6 หลอดจะใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ได้นาน 5 ปี ส่วน Jadelle และ Implanon ใช้ได้นาน 3 ปี
5. ฮอร์โมน LNG และ ENG ที่กระจายออกมา จะออกมาในระดับต่ำและคงที่ (zero order release) จึงไม่มีผลต่อการหลั่งของน้ำนม ไม่มีผลกระทบต่อ metabolism ต่างๆ ของร่างกายคล้ายยาคุมกำเนิดชนิด microdose หรือ minipills
6. ฮอร์โมน LNG และ ENG เป็นฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ต่ออวัยวะเป้าหมายได้ทันที โดยไม่ต้องเปลี่ยนที่ตับ จึงไม่ทำให้หน้าที่การทำงานของตับเปลี่ยนแปลง
7. มีผลพลอยได้อื่นจากผลการใช้ progestogen เช่น ผลดีต่อภาวะโลหิตจาง, ป้องกันการตั้งครรภ์นอกมดลูก น่าจะป้องกันการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และทำให้อาการปวดระดูลดลง เป็นต้น
8. อัตราการคงใช้สูง
9. สามารถใช้คุมกำเนิดแก่ผู้ติดเชื้อ HIV ได้ ในรายที่ไม่ต้องการทำหมัน
10. ภาวะการเจริญพันธุ์ภายหลังการใช้ยาฝังคุมกำเนิดกลับคืนสู่สภาวะปกติได้เร็ว เนื่องจากมีฮอร์โมนกระจายออกในปริมาณน้อยและไม่มีการสะสมในร่างกาย

ข้อเสียของการใช้ยาฝังคุมกำเนิด
1. ผู้ให้บริการ การให้บริการมีข้อจำกัดเฉพาะบุคลากรสาธารณสุขที่ผ่านการฝึกอบรมเท่านั้น โดยเฉพาะแพทย์ที่จะสามารถให้บริการได้ทั้งการใส่และถอด
2. เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีคุมกำเนิดอื่นๆ ค่าใช้จ่ายของโครงการวางแผนครอบครัวยังสูงมาก
3. อาการข้างเคียงที่พบมาก ได้แก่ เลือดระดูผิดปกติ อาการอื่นๆ ที่พบได้แต่น้อยมาก เช่น การอักเสบ การหลุด คลำพบหรือเห็นยาฝังคุมกำเนิด กดเจ็บเป็นสิว และน้ำหนักเพิ่ม เป็นต้น

กลไกการป้องกันการตั้งครรภ์
1. ป้องกันการตกไข่ ยาฝังคุมกำเนิดสามารถระงับการตกไข่หลังการฝังภายใน 24 ชั่วโมง แต่ภายหลัง 1 ปี จะมี LNG กระจายประมาณวันละ 30 ไมโครกรัม อาจป้องกันการตกไข่ได้ไม่สม่ำเสมอ สำหรับ Norplant-2 และ Implanon สามารถระงับการตกไข่ได้ดี
2. ทำให้มูกปากมดลูกขุ่นข้น เชื้ออสุจิผ่านเข้าไปได้ยาก
3. เยื่อบุโพรงมดลูกบางไม่เหมาะที่ไข่ที่ถูกผสมแล้วมาฝังตัว (nonfunctioning) และถ้าใช้นานๆ เยื่อบุโพรงใดลูกอาจฝ่อ (atrophic) ได้เช่นเดียวกับการใช้ยาฉีดคุมกำเนิด

อัตราการตั้งครรภ์
1. การศึกษา post-marketing surveillance study ของ Norplant อัตราการตั้งครรภ์ของ Norplant ต่ำ และไม่แตกต่างจากทำหมันหญิงคือ 0.2 และ 0.05 ต่อสตรี 100 คนใน 1 ปี
2. ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ของ Norplant-6 รุ่นใหม่ที่มีหลอดนิ่มจะมีประสิทธิภาพ ดีกว่าชนิดเก่าซึ่งหลอดแข็ง
3. Norplant-2 รุ่นใหม่จะมีขนาดกว้างกว่ารุ่นเก่า 1 มิลลิเมตร แต่สั้นกว่า 1 มิลลิเมตร มีฮอร์โมน LNG หลอดละ 75 มิลลิกรัม หรือมากกว่ารุ่นเก่า และมีการเปลี่ยน วัสดุเป็นแท่ง ซึ่งผลการศึกษาต่างๆ พบว่าผู้ที่ใช้ Jadelle ในระยะ 3 ปี ไม่มีการตั้งครรภ์
4. การศึกษาผลการใช้ Implanon ในระยะ 3 ปี ก็ไม่พบการตั้งครรภ์

การให้บริการยาฝังคุมกำเนิด

การให้บริการฝังยาคุมกำเนิด ควรมี
1. การเลือกผู้รับบริการ
2. การเตรียมผู้ให้บริการ
3. การเตรียมเครื่องมือ
1. การเลือกผู้รับบริการ
1.1 ผู้รับบริการต้องเป็นผู้ที่ได้รับการจูงใจและการปรึกษาอย่างดี รู้ข้อดี ข้อเสียของการใช้วิธีนี้อย่างดีและตัดสินใจยอมรับบริการด้วยตนเอง เมื่อมีอาการข้างเคียงก็ยอมรับ ไม่วิตกกังวลและให้ความร่วมมือในการดูแลรักษาอย่างดีทำให้มีอัตราการคงใช้สูง

1.2 ไม่มีข้อห้ามในการใช้ยาฝังคุมกำเนิด

ข้อห้ามใช้ยาฝังคุมกำเนิดเหมือนการคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมนอื่นๆ แต่เนื่องจากไม่มี Estrogen ประกอบอยู่ด้วย ข้อห้ามใช้น้อยกว่ายาเม็ดคุมกำเนิด ได้แก่

ข้อห้ามโดยเด็ดขาด หรือ WHO eligibility criteria category 4
1) การตั้งครรภ์
2) เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
3) สงสัยหรือเป็นมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์รวมทั้งเต้านม
4) กำลังเป็นโรคตับอักเสบ
5) เนื้องอกหรือมะเร็งตับ
ข้อควรระมัดระวัง หรือ WHO eligibility criteria category 3
1) เคยการตั้งครรภ์นอกมดลูก
2) เคยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดผิดปกติ เช่น myocardial infarction
3) เป็นสิวอย่างรุนแรง
4) ความดันโลหิตสูงมาก
5) เบาหวานอาการรุนแรง
6) โรคถุงน้ำดีอักเสบ
7) ไขมันในเลือดสูง
8) เป็น vascular migraine อาการรุนแรง
9) อาการซึมเศร้ารุนแรง
10) ผู้ที่ใช้ยาที่มี drug interaction เช่น rifampicin, antibiotics เป็นต้น
1.3 ยาฝังคุมกำเนิดเหมาะสมกับสตรีวัยเจริญพันธุ์ส่วนใหญ่รวมทั้งรายที่อยู่ใน WHO eligibility criteria category ระดับ 1-2 ได้แก่
1) ต้องการคุมกำเนิดระยะยาวที่มีประสิทธิภาพสูงและไม่มีผลเสียต่อการมีเพศ สัมพันธ์
2) ผู้ที่มีบุตรเพียงพอแล้ว แต่กลัวการผ่าตัดทำหมัน
3) ผู้ที่มีข้อห้ามใช้ยาคุมกำเนิดที่มี estrogen
4) ผู้ที่ต้องการเว้นระยะการมีบุตรเป็นเวลานาน 3-5 ปี แล้วมีบุตรได้ทันทีภายหลัง หยุดใช้
5) ผู้ที่มีโรงทางอายุรกรรมต่างๆ ที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถที่จะใช้วิธีนี้ได้ เช่น ความดันโลหิตสูง, ลิ้นหัวใจรั่ว, เบาหวาน, โลหิตสูง, เส้นเลือดขอด, ปวดศีรษะไมเกรน, โรคต่อธัยรอดย์ เป็นต้น
2. การเตรียมตัวของผู้ให้บริการ
ผู้ให้บริการฝังยาคุมกำเนิดต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อให้การปรึกษาแนะนำการใส่ และถอดยาฝังคุมกำเนิดได้อย่างถูกต้อง เทคนิคการทำให้ปราศจากเชื้อ การเตรียมเครื่องมือ ความรู้เกี่ยวกับกลไกการป้องกันการตั้งครรภ์ ข้อบ่งใช้ ข้อห้าม อาการข้างเคียงต่างๆ รวมทั้งการตรวจติดตาม การป้องกันอาการข้างเคียงและการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม การฝึกอบรมพยาบาลหน่วยวางแผนครอบครัว สำหรับบริการฝังยาคุมกำเนิดก็ได้ผลดี กระทรวงสาธารณสุขก็ได้ทำการฝึกอบรมพยาบาลเพื่อให้บริการเรื่องนี้ก็พบว่า ได้ผลดีและรับรองให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมแล้วสามารถให้บริการได้
3. การเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้

เครื่องมือเครื่องใช้ในการฝังยาคุมกำเนิด ประกอบด้วย
1) เตียงนอนที่มีที่วางแขนหรือมีโต๊ะติดเตียงไว้วางแขน
2) ผ้าปราศจากเชื้อ
3) ถาดสำหรับวางเครื่องมือ
4) ถุงมือปราศจากเชื้อ
5) น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น betadine, 0.5% hibitane, merthiolate
6) 1% xylocaine หรือ lidocaine
7) หลอดฉีดยาและเข็มฉีดยายาว 4-4.5 ซม.
8) มีดปลายแหลม
9) trocar ซึ่งมีรอยบาก 2 แห่งพร้อมแกนดัน (plunger)
10) forceps
11) bandage, elastic bandage
12) สำลีและผ้ากอซปราศจากเชื้อ เครื่องมือที่ใช้เพิ่มเติมสำหรับถอดยาฝังออกคือ mosquito forceps 2 ตัว หรือ mosquito forceps1 ตัวและ crile forceps 1 ตัว

วิธีการฝังยาคุมกำเนิด Norplant
1. ให้คำปรึกษาแนะนำก่อนให้บริการ มีความสำคัญและจำเป็นมาก
2. ให้ผู้รับบริการนอนราบบนเตียงกางแขนที่ไม่ถนัด (แขนซ้ายถ้าถนัดขวา) ออกเหยียดตรงจากหัวไหล่ แล้วทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่นน้ำยา betadine บริเวณต้นแขนด้านในแล้วปิดบริเวณรอบๆ และรองใต้แขนด้วยผ้าปราศจากเชื้อ

3. เลือกบริเวณฝังยาคุมกำเนิดที่ท้องแขนด้านในเหนือข้อศอก 6-8 เซนติเมตร
4. ฉีดยาชาเฉพาะที่ เช่น 1% xylocaine หรือ 1% lidocaine ฉีดใต้ผิวหนังพอดี เป็นรูปพัดหรือรูปสามเหลี่ยมโดยแต่ละแนวยาว 4-4.5 เซนติเมตร
5. ใช้มีดปลายแหลมเจาะแผลขนาด 2 มิลลิเมตร ตรงบริเวณเหนือข้อศอก 6-8 เซนติเมตร

6. ใช้ trocar ซึ่งมีรอยบาก 2 รอย รอยบากแรกอยู่ใกล้โคน trocar เพื่อบอกระยะความลึกของ trocar ที่ผ่านเข้าใต้ผิวหนังก่อนใส่ยาฝังคุมกำเนิด รอยบากที่สองอยู่ใกล้ปลาย trocar เพื่อบอกระยะ trocar ที่ควรค้างไว้ใต้ผิวหนังผ่านเข้าระดับใต้ผิวหนังตื้นๆ จนถึงรอยบากแรกแสดงว่า trocar เข้าลึกไปจากปากแผลเท่าขนาดของยาฝังคุมกำเนิด ถ้าใส่ถูกต้องพอดีใต้ผิวหนังจะไม่ต้องใช้แรงดันมาก ถ้าต้องใช้แรงมากอาจแสดงว่าปลาย trocar แทงผ่านตื้นเกินไปจึงผ่านเข้าชั้นผิวหนัง ต้องดึง trocar ออกแล้วสอดเข้าใหม่จนถึงรอยบากแรก

7. การใส่หลอดยาเข้าไปใน trocar อาจทำได้ง่ายขึ้นโดยใช้ปากคีบไม่มีเขี้ยวช่วยบรรจุแล้วใช้แกนดัน (plunger) ดันหลอดยาเบาๆ จนถึงปลายสุด ซึ่งจะรู้สึกได้ว่ามีแรงต้านดันต่อไปไม่ได้
8. จับแกนดันไว้ให้คงที่แล้วถอย trocar ออกจนติดกับโคนของแกนดันแล้วค่อยๆ ถอยจะเห็นรอยบากที่สองอยู่ที่ระดับปากแผล ยาฝังคุมกำเนิดจะเลื่อนออกไปฝังใต้ผิวหนัง โดยมีระยะห่างจากปากแผลประมาณ 0.5 เซนติเมตร โดยปลาย trocar จะไม่ถอยพ้นรอยแผล

9. สอด trocar ในแนวใหม่ห่างจากเดิมประมาณ 15 องศา โดยใช้นิ้วคลำหลอดยาเดิมเป็นหลัก แล้วใส่ยาฝังคุมกำเนิดทีละหลอดจนครบ 6 หลอดเป็นรูปพัด
10. ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดกดขอบแผลให้ติดกันแล้วปิดด้วยปลาสเตอร์ยา โดยไม่จำเป็นต้องเย็บแผล อาจรัดแผลด้วย elastic bandage ไว้ 12-14 ชั่วโมง เพื่อช่วยป้องกันเลือดออกและเขียวคล้ำ

วิธีการฝังยา Jadelle Implant
วิธีการฝังยาคุมกำเนิดชนิด 2 หลอด ก็เหมือนกับชนิด 6 หลอด มีข้อแตกต่างคือ จะใส่ได้เร็วกว่า และ Jadelle Implant จะบรรจุเป็น Sterile set มาพร้อม canula และ ใบมีด จึงใช้สะดวกกว่า

วิธีการฝังยา Implanon
ฝัง Implanon บริเวณท้องแขน 6-8 เซนติเมตร เหนือข้อศอก เมื่อทายาฆ่าเชื้อ ฉีดยาชาเฉพาะที่เล็กน้อยแล้วแทงหลอดเพื่อฝังยา canula ซึ่งเป็น Sterile set เข้าใต้ผิวหนัง ต่อมาหมุนแกน (obturator) 90 องศา แล้วจับไว้ให้แน่น ค่อยๆ ถอยหลังหลอดสำหรับฝังยาออก เพื่อให้หลอดบรรจุฮอร์โมน ENG อยู่ใต้ผิวหนัง

เวลาที่เหมาะสมสำหรับฝังยาคุมกำเนิด
1) ขณะไม่ตั้งครรภ์ควรฝังยาคุมกำเนิดภายใน 5 วันของรอบเดือน เพื่อจะได้แน่ใจว่าไม่ตั้งครรภ์
2) หลังคลอดบุตร
2.1 อาจฝังยาคุมกำเนิดทันทีหลังคลอด เนื่องจากผลการศึกษา ณ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่พบว่าทั้ง Norplant-6 และ Implanon มีผลกระทบต่อการหลั่งของน้ำนมและการเจริญเติบโตของเด็ก
2.2 ฝังยาคุมกำเนิดขณะมาตรวจหลังคลอด 4-6 สัปดาห์
3) หลังแท้งบุตร อาจให้บริการฝังยาคุมกำเนิดทันทีหลังแท้งหรือเมื่อมาตรวจติดตามหลังแท้ง 2-3 สัปดาห์

ข้อแนะนำเกี่ยวกับยาฝังคุมกำเนิด
1) ปิดแผลไว้ 3–5 วันหลังรับบริการ ไม่ควรให้แผลเปียกน้ำ ถอดผ้าพันแผลในวันที่ 3 ทำงานได้ตามปกติแต่ควรหลีกเลี่ยงการทำงานหนักด้วยแขนที่ฝังยาคุมกำเนิดประมาณ 1-7 วัน และควรหลีกเลี่ยงการถูกกระแทกอย่างรุนแรง
2) ครบ 7 วัน ควรกลับมาให้ตรวจซ้ำ เพื่อดูลักษณะการเรียงตัวของหลอดยาและตรวจความผิดปกติอื่นๆ เช่น การอักเสบ การเขียวคล้ำ การหลุด เป็นต้น
3) อาจมีอาการผิดปกติของเลือดระดู เช่น เลือดออกกะปริดกะปรอย ระดูมาไม่สม่ำเสมอ ระดูขาดได้ภายหลังการใช้ยาฝังคุมกำเนิด
4) ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ระดูขาดและมีอาการของการตั้งครรภ์ แผลมีเลือดหรือน้ำเหลือง หรือหนองซึม บวมแดง หรือเห็นสีขาวโผล่ที่ปากแผล ต้องรีบพบแพทย์ทันที
5) ต้องเปลี่ยนยาฝังคุมกำเนิดตามกำหนดนัด
6) ตรวจติดตาม ตรวจสุขภาพทั่วไป ตรวจเซลล์มะเร็งปากมดลูก และตรวจเต้านมอย่างน้อยปีละครั้ง

อาการข้างเคียง อาการแทรกซ้อน ผลการใช้ติดต่อเป็นเวลานาน

ผู้ที่ฝังยาคุมกำเนิดจะมีอาการข้างเคียงคล้ายยาฉีดคุมกำเนิด จึงสามารถแบ่งออกเป็นอาการผิดปกติ ของเลือดระดู (menstrual side effect) และอาการผิดปกติอื่นๆ (non-mestrual side-effect)

1. อาการผิดปกติของเลือดระดู เป็นอาการที่พบได้บ่อย แบ่งออกเป็น
1.1 อาการเลือดออกกะปริดกะปรอย เลือดออกมากหรือมานาน
1.2 การไม่มีเลือดระดู
2. อาการข้างเคียงอื่นๆ
2.1 อาการผิดปกติบริเวณฝังยาคุมกำเนิด ได้แก่
  • ปวด
  • การอักเสบ
  • บวม ฟกช้ำ
  • การหลุด
  • คลำพบหลอดยาฝังคุมกำเนิด
2.2 อาการผิดปกติอื่นๆ เช่น
  • การเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิสม
  • ปวดศีรษะ
  • การเปลี่ยนแปลงน้ำหนัก
  • การเปลี่ยนแปลงความดันโลหิต
  • อาการผิดปกติทางผิวหนัง เช่น สิว
  • รังไข่โตขึ้นเนื่องจาก follicle ถูกกระตุ้นเป็นเวลานานโดยไม่มีการตกไข่ ซึ่งอาจโตได้ถึง 5-7 เซนติเมตร พบได้ร้อยละ 20 ของผู้ป่วยใช้ยาฝัง Norplant-6 และจะหายไปหลังหยุดใส่ยาฝัง 1-2 เดือน
  • อาการผิดปกติอื่นๆ ที่พบได้น้อย เช่น การคัดตึงเต้านม แน่น อึดอัดหลัง คลื่นไส้ วิงเวียน

การป้องกันอาการข้างเคียง
1) ให้การปรึกษาอย่างดีก่อนให้บริการ
2) เลือกผู้รับบริการอย่างเหมาะสมและให้เลือกการฝังยาคุมกำเนิดด้วยตนเอง
3) ถ้ามีโอกาสควรให้คำปรึกษาสามีด้วยอาจทำให้ช่วยอธิบาย ให้ความเห็นใจ เวลามีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีต่อการยอมรับและอัตราคงใช้
4) ระวังวิธีทำให้ปราศจากเชื้อและการป้องกันการติดเชื้อ/แพร่เชื้อ แบบ universal precaution
5) แนะนำการปฏิบัติตนในการดูแลบริเวณฝังยาหรือถอดยาฝังคุมกำเนิด เช่น ไม่ให้เปียกน้ำ สกปรก เป็นต้น
6) แนะนำว่าการใช้ยาบางชนิด เช่น rifampicin, barbiturates, phenytoin, phenylbutazone, carbamezapine griseofulvin เป็นต้น อาจทำให้ประสิทธิภาพของยาฝังคุมกำเนิดลดลงได้

อาการผิดปกติของเลือดระดู

ภายหลังฝังยาคุมกำเนิดชนิด Norplant-6 จะพบว่าสตรีร้อยละ 50 จะมีเลือดระดูมาในช่วงปกติ 21 ถึง 35 วัน ร้อยละ 40 จะมีเลือดออกกะปริดกะปรอยหรือมีเลือดออก และไม่มีเลือดระดูร้อยละ 10

การศึกษาอุบัติการเกิดความผิดปกติของเลือดระดูของ Norplant-2 ไม่แตกต่างจากผู้ที่ใช้ Norplant-6 สำหรับ Implanon พบเลือดออกกะปริดกะปรอย/เลือดออกไม่แน่นอนพบน้อยกว่า Norplant แต่ภาวะระดูขาดพบมากกว่า Norplant อย่างมีนัยสำคัญ

การดูแลรักษา
1) หาสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด รวมทั้งอาการแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์
2) ถ้าไม่พบสาเหตุอื่นๆ ให้การปรึกษาซ้ำรวมทั้งการอธิบายแก่สามีหรือญาติ
3) ให้การรักษาตามอาการโดยทั่วไป
3.1 แนะนำด้านโภชนาการให้รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง
3.2 ให้วิตามิน และยาพวกธาตุเหล็ก
3.3 ถ้าวิตกกังวลควรพิจารณาให้ยาเพื่อคลายกังวล
3.4 ถ้าเลือดออกนานหรือออกมากตรวจหาภาวะโลหิตจาง
4) การรักษาโดยเฉพาะ
4.1 เลือดออกกะปริดกะปรอย ให้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมขนาดต่ำ เช่นมี ethinyl estradiol 30 ไมโครกรัม รวมกับ levonorgestrel 150 ไมโครกรัม วันละ 1 เม็ด ซึ่งส่วนมากรับประทานภายใน 7 วัน เลือดจะหยุด แต่ก็แนะนำให้รับประทานจนครบ 21 วัน
4.2 พิจารณาให้ estrogen ปิด
การให้ estrogen patch เช่น estraderm ขนาด
4.3 ถ้าเลือดออกมาก ซึ่งพบน้อยมาก พิจารณาให้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนสูง เช่น มี ethinyl estradiol 50 ไมโครกรัมรวมกับ levonorgestrel หรือ norgestrel 250-500 ไมโครกรัม เป็นต้น
4.4 อาจพิจารณาให้ non-steroidal antiinflammatory drugs (NSAID)

ระดูขาด
1. ให้การปรึกษาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้ ถ้าฝังยา Implanon จะมีแนวโน้มระดูขาดมากกว่า Norplant ในสตรีไทยใช้ Norplant พบระดูขาด ร้อยละ 24-39 ในปีที่ 2
2.หาสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดภาวะไม่มีเลือดระดู โดยการซักประวัติ ตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจภายใน และตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจการตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์นอกมดลูก
3. ถ้าไม่พบสาเหตุอื่นๆ ก็ให้การปรึกษาซ้ำว่าภาวะนี้พบได้เช่นเดียวกับการฉีดยาคุมกำเนิด และจะมีผลดีต่อภาวะโลหิตจาง
4. ถ้ามีความวิตกกังวล ให้กำลังใจ และ/หรือให้ยาเพื่อความกังวลและนัดตรวจติดตาม
5. ถ้ายังมีความวิตกกังวล หรือผู้รับบริการไม่ยอมรับภาวะระดูขาดอาจพิจารณาถอดยาฝังคุมกำเนิด และแนะนำวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมอื่นๆ

อาการข้างเคียงอื่นๆ

การดูแลรักษาอาการผิดปกติบริเวณฝังยาคุมกำเนิด
  • อาการปวดบริเวณฝังยาคุมกำเนิด
1) ให้การปรึกษาซ้ำถ้าเกิดภายหลังฝังยาและตรวจดูว่าพันแขนแน่นเกิน ไปหรือไม่และพันใหม่ให้พอดี
2) ตรวจว่ามีก้อนเลือดหรือรอยฟกช้ำมากผิดปกติหรือไม่ อาจพิจารณาให้ ยาทา เช่น Hirudoid
3) ให้ยาระงับปวด เช่น paracetamol, aspirin
  • การอักเสบ
1) ถ้าการอักเสบไม่มาก
  • ให้การปรึกษาซ้ำ
  • ให้ยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวด 7 วัน
  • ตรวจติดตามโดยไม่ต้องถอดยาฝังคุมกำเนิด
2) ถ้ามีอาการมาก หรือเป็นหนองฝี
  • ถอดยาฝังคุมกำเนิดออก
  • ดูแลรักษาแผล/หนองฝี
  • ให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม และนัดตรวจติดตาม
3) แนะนำวิธีคุมกำเนิดอื่นๆ ที่เหมาะสม
  • การหลุด
1) อธิบายว่าเกิดขึ้นได้น้อยมาก
2) ถ้าไม่มีการอักเสบร่วมด้วย ใส่ Norplant ใหม่ให้ครบ 6 หลอด ถ้าเป็น Jadelle ใส่ใหม่ 2 หลอด ถ้าใช้ Implanon ก็ใส่ใหม่
3) ถ้ามีการอักเสบร่วมด้วย ให้ยา antibiotic และดูแลรักษาเฉพาะที่มี อาการอักเสบจนหายปกติแล้วพิจารณาใส่ยาฝังคุมกำเนิดใหม่
4) ถ้าผู้รับบริการไม่ต้องการฝังยาคุมกำเนิดต่อ เอาหลอดที่เหลือออกและ แนะนำวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมต่อไป

อาการผิดปกติอื่นๆ

  • การปวดศีรษะ
1) หาสาเหตุอื่นๆ และให้การรักษาตามสาเหตุ เช่น ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
2) ให้การปรึกษาว่าการปวดศีรษะ หรือปวดศีรษะไมเกรน เกิดร่วมกับฝังยาคุมกำเนิดพบได้น้อยมาก ไม่จำเป็นต้องเอายาฝังคุมกำเนิดออก
3) ถ้าอาการไม่มากอาจให้ยาแก้ปวด เช่น paracetamol, aspirin แล้วนัด ตรวจติดตาม
4) ถ้าปวดศีรษะชนิดไมเกรน มีอาการมากขึ้น หรือมีอาการปวดศีรษะร่วม กับอาการผิดปกติทางระบบสมอง เช่น ตามัว มองไม่เห็นเป็นช่วงๆ พูดไม่ชัด เป็นต้น ต้องรีบปรึกษาแพทย์ทางระบบประสาท เพื่อให้การดูแลรักษา ต้องเอายาฝังคุมกำเนิดออก และแนะนำวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม
  • การเปลี่ยนแปลงน้ำหนัก
1) ให้การปรึกษาว่าแนวโน้มน้ำหนักเพิ่มขึ้น พบได้มากกว่าน้ำหนักลด
2) หาสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้น้ำหนักเปลี่ยนแปลง
3) แนะนำเรื่องการรับประทานอาหาร การออกกำลัง
4) ถ้าหิวบ่อยน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก น่าจะเป็นผล androgenic ของฮอร์โมน LNG หรือ ENG จนผู้รับบริการต้องเอายาฝังคุมกำเนิดออก ก็แนะนำวิธีการคุมกำเนิดใหม่ที่เหมาะสมให้
  • สิว
การเป็นสิวพบได้บ่อยกว่าการผิดปกติทางผิวหนังอื่นๆ ซึ่งเป็นผลจากผล androgenics ของ LNG หรือ ENG โดยตรง หรือเนื่องจากระดับของ sex hormone binding globulin (SHBG) ลดลงมีผลทำให้ระดับของ free stoids คือ LNG และ testosterone สูงขึ้น

การดูแลรักษา
1) แนะนำด้านโภชนาการ
2) การทำความสะอาดบริเวณหน้าด้วยสบู่หรือน้ำยาตามคำแนะนำของแพทย์
3) การให้ยาปฏิชีวนะ และใช้ทาเฉพาะที่
4) ปรึกษาแพทย์โรคผิวหนังถ้ามีอาการมาก หรือรักษาโดยทั่วไปไม่หาย โดยไม่ต้องเอายาฝังคุมกำเนิดออก
5) ถ้ามีอาการรุนแรงมาก พิจารณาเอายาฝังคุมกำเนิดออก และแนะนำวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมต่อไป
  • การปวดท้องน้อย
1) วินิจฉัยแยกโรคว่าสาเหตุจากอะไร เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่หรือถุงน้ำรังไข่ปิดขั้ว การอักเสบของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน ไส้ติ่งอักเสบ เป็นต้น
2) ถ้าสาเหตุจาการตั้งครรภ์นอกมดลูก ทำการผ่าตัดรักษา หรือส่งต่อเมื่อรักษาเรียบร้อยแล้ว เอายาฝังคุมกำเนิดออกและแนะนำวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมต่อไป
3) ถ้าเป็นถุงน้ำรังไข่ปิดขั้ว รักษาโดยทำการผ่าตัด โดยไม่จำเป็นต้องเอายาฝังคุมกำเนิดออก
4) ถ้าเป็นถุงน้ำรังไข่ ให้การปรึกษาแนะนำว่าอาการนี้จะหายไปภายหลังถอดยาฝังคุมกำเนิด
5) อาการปวดท้องจากสาเหตุอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องเอายาฝังคุมกำเนิดออก
6) อาการปวดท้องไม่มาก ให้ยาแก้ปวด เช่น paracetamol หรือ antispasmodic แล้วนัดติดตาม
  • Ovarian Cyst
ยาฝังคุมกำเนิด Norplant-6 ไม่ทำให้ระดับของ FSH ลดลง จึงไปกระตุ้นรังไข่ในผู้รับบริการบางราย โดยไม่มีการตกไข่ จึงทำให้เกิดถุงน้ำที่รังไข่ได้มากกว่า สตรีโดยทั่วไป 8 เท่า แต่จะหายเองภายใน 1 เดือน หลังถอด Norplant

การดูแลรักษา
1) ให้การปรึกษาว่าอาจเกิดขึ้นได้ และไม่จำเป็นต้องเอายาฝังคุมกำเนิดออก เพราะจะหายไปเองหลังจากหยุดใช้
2) นัดตรวจติดตาม ตรวจภายใน และ/หรือ ตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ดูขนาดของถุงน้ำ
3) ถ้ามีปวดร่วมด้วยให้ paracetamol หรือ aspirin และแนะนำว่าถ้ามี อาการปวดท้องมากทันที ต้องรีบปรึกษาแพทย์

การเปลี่ยนแปลงทาง metabolism และอื่นๆ ภายหลังการใช้ Norplant เป็นเวลานาน

การศึกษาวิจัยจากรายงานต่างๆ รวมทั้งผลของ post-marketing surveillance ของ Norplant พบว่า
1) ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของหน้าที่ของตับ ต่อมธัยรอยด์ ต่อมหมวกไต ไต ระดับ cortisol และ carbohydrate metabolism บางรายงานก็พบการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ต่างจากค่าปกติมาก และไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางคลินิก
2) ระดับของ lipoprotein ก่อนและภายหลังฝังยาคุมกำเนิดพบว่าระดู มี triglyceride total cholesterol และ LDL-C มีระดับต่ำลง ส่วน HDL-C บางรายงานพบว่ามีระดับต่ำลง แต่บางรายงานก็มีระดับสูงขึ้น ซึ่งน่าจะมีผลดีต่อการป้องกัน atherosclerosis
3) ระดับความเข้มของฮีโมโกลบินเพิ่มขึ้น ถึงแม้ในรายที่มีเลือดออกผิดปกติก็พบว่า ปริมาณเลือดออกน้อยกว่าปริมาณเลือดระดูตามปกติ
4) ไม่พบอุบัติการการเกิดมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์เพิ่มขึ้น
5) ไม่พบอุบัติการเกิดภาวะผิดปกติทางหัวใจร่วมหลอดเลือด เช่น myocardialinfarction, venous thromboembolism และ stroke เพิ่มขึ้น
6) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของความหนาแน่นของกระดูก เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ใส่ห่วงอนามัย
  • การตั้งครรภ์
อุบัติการการตั้งครรภ์อาจพบในผู้ใช้วิธีนี้ ในปีที่ 4, 5 จะพบมากขึ้นได้และให้การดูแลรักษาโดย
1) ให้การปรึกษาว่าอุบัติการเกิดขึ้นน้อยมากส่วนมากพบในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก
2) ต้องวินิจฉัยแยกโรคว่าเป็นการตั้งครรภ์หรือตั้งครรภ์นอกมดลูก และเอายาฝังคุมกำเนิดออก
3) ให้การปรึกษาว่าเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่ต้องการหรือไม่ ถ้าไม่ต้องการแนะนำ ทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง และแนะนำวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม
4) แนะนำให้ฝากครรภ์และชี้แจงว่ายาฝังคุมกำเนิด ไม่มีผลต่อทารกในครรภ์
  • อัตราคงใช้
อัตราการคงใช้จะแตกต่างกันตามประชากรที่ศึกษาและที่สำคัญมากคือการปรึกษาอย่างดีก่อนและขณะให้บริการ

1) ผลการปรึกษา post-marketing surveillance study พบอัตราการคงใช้เมื่อครบ 5 ปี ของ Norplant ร้อยละ 67.3 ซึ่งแตกต่างจาการใส่ห่วงอนามัยร้อยละ 65.4
2) อัตราการคงใช้ไม่แตกต่างกันระหว่าง Norplant และ Norplant 2 สำหรับ Jadelle ซึ่งเป็นยาฝังคุมกำเนิด 2 หลอด รุ่นใหม่ Sivin และคณะทำการศึกษาพบว่า อัตราการเอา Jadelle ออกน้อยกว่า Norplant-6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
3) อัตราการคงใช้ และการยอมรับของ Implanon ไม่แตกต่างจาก Norplant

การเอายาฝังคุมกำเนิดออก

เมื่อมีอาการข้างเคียงและมีความจำเป็นต้องเอาออก ควรให้การปรึกษาอธิบายให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและไม่ก่อให้เกิดข่าลือต่างๆ

การเอายาฝังคุมกำเนิดออก มีหลายวิธี
1. วิธีมาตรฐานโดยทั่วไป
1) จัดท่าผู้รับริการและเทคนิคปราศจากเชื้อเช่นเดียวกับตอนใส่
2) คลำตำแหน่งที่หลอดยาฝังคุมกำเนิดมารวมกัน แล้วฉีดยาชาเฉพาะที่ เช่น xylocaine หรือ lidcaine 2% เพื่อใช้จำนวนน้อย ฉีดเข้าใต้บริเวณหลอดยา ทำให้คลำลอดยาได้ง่ายขึ้น
3) ใช้มีดปลายแหลมกรีดแผลยาวแนวขวางประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ตรงจุดรวมของยาฝังคุมกำเนิด
4) ดันหลอดยาที่ใกล้ปากแผลที่สุดด้วยนิ้วมือ เมื่อเห็นหลอดยาโป่งนูนขึ้นมาจับด้วย mosquito forceps ใช้ใบมีดปลายแปลมเปิดเนื้อเยื่อที่หุ้มหลอดยาออกจนเห็นหลอดยาสีขาว ระวังอย่าตัดหลอดยาฝังคุมกำเนิด
5) ใช้ crile หรือ mosquito forceps อีกตัวจับปลายหลอดยาที่โผล่ขึ้นมา แล้วดึงหลอดยาออก
6) ถ้าไม่สามารถดันหลอดยามาโผล่ที่ปากแผล ใช้ mosquito forceps สอดเข้าไปในแผล ค่อยๆ แยกพังผืดรอบๆ หลอดยาขณะเดียวกันใช้นิ้วดันปลายหลอดยาอีกด้านหนึ่งเข้ามาหาปากแผล พอเห็นรอยนูน จับด้วย mosquito forceps แล้วเอาออกเช่นเดียวกับอันแรกๆ
7) ฉีดยาชาเฉพาะที่เพิ่มถ้ายาหมดฤทธิ์ เพราะบางรายอาจใช้เวลานาน
8) ถ้าไม่สามารถเอาหลอดยาฝังยาคุมกำเนิดออกได้หมด ควรนัดมาเอาออกอีกภายหลังครั้งแรก 2-4 สัปดาห์ เพราะจะสามารถเอาออกได้ง่ายกว่า โดยแนะนำให้ใช้วิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมในช่วงที่รอ หรือส่งต่อไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามศูนย์ฝึกอบรมต่างๆ
9) ถ้าผู้รับบริการต้องการใช้ยาฝังคุมกำเนิดต่อภายหลังเอาออกแล้วใส่ชุดใหม่ ในทิศทางตรงกันข้ามกับรอยเดิม
10) ถ้าแผลเปิดกว้างควรเย็บแผล 1 ครั้ง ถ้าแผลมีขนาดเล็กใช้ปลาสเตอร์ยาปิด และให้คำแนะนำในการดูแลรักษาแผลเช่นเดียวกับตอนใส่
11) ถ้าต้องการมีบุตร อธิบายว่าสามารถตั้งครรภ์และมีบุตรได้ตามปกติ
12) ถ้ายังไม่พร้อมจะมีบุตรอีก และไม่ต้องการใช้ยาฝังคุมกำเนิดต่อ แนะนำให้ใช้วิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมต่อไป
2. ใช้วิธีนิ้วดันและดึงออก (Pop-out)
โดยเปิดแผลแนวนอนตรงรอยเดิมที่ใส่ยาว 2-3 มิลลิเมตร แล้วใช้นิ้วดัน แต่ตามประสบการณ์ของผู้เขียนและแพทย์หน่วยงานวางแผนครอบครัว พบว่า ถ้าใช้วิธีนี้วิธีเดียวจะไม่สามารถเอายาฝังคุมกำเนิดออกได้ แต่จะมีประโยชน์ในการใช้เทคนิคนี้ ร่วมกับการใช้วิธีมาตรฐาน จะช่วยลดเวลาการเอาออกได้
3. การเอายาฝังคุมกำเนิดออกยาก

การเอายาฝังคุมกำเนิดออกยาก พบได้ในรายที่ใส่ลึก หรือหลอดยาฝังคุมกำเนิดเคลื่อนที่จากตำแหน่งเดิม สามารถใช้เทคนิคและวิธีการดังต่อไปนี้
3.1 การใช้เข็มแทงตามขวางใต้หลอดยาฝังคุมกำเนิดแล้วยกหลอดยาให้คลำได้ชัดเจนและหาง่ายขึ้น
3.2 เป็นวิธีการเอายาฝังคุมกำเนิดออก โดยผ่าแผลแนวตั้ง ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร กลางบริเวณฝังยาคุมกำเนิด แล้วสามารถเอาออกได้สะดวกขึ้นโดยใช้ modified vasectomy clamp หรือ "U-Method" จากประสบการณ์ของผู้เขียนสามารถใช้ hook หรือ alligator forceps ที่ใช้เอาห่วงอนามัยออกมาใช้เอายาฝังคุมกำเนิดที่อยู่ลึกๆ ออกได้ ใช้เวลาเร็วกว่า และโอกาสที่หลอดยาฝังคุมกำเนิดจะขาดหรือไม่สามารถเอาออกได้จะพบน้อยกว่าวิธีเอาออกแบบมาตรฐาน ข้อเสียของวิธีนี้คือ จะมีแผลใหม่และอาจมีอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น ปวดฟกช้ำ อักเสบ เป็นต้น
3.3 การตรวจหาหลอดยาฝังคุมกำเนิดที่คลำหาไม่พบ
การตรวจหาหลอดยาฝังคุมกำเนิดที่คลำหาไม่พบขณะเอาออก โดยวิธีต่างๆ ดังกล่าวแล้วไม่พบ ควรปฏิบัติดังนี้
1) นัดผู้ต้องการเอายาฝังคุมกำเนิดออกมาพบ และเอาออกหลังการพยายามเอาออกครั้งแรก ประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้อาการบวมและอาจพิจารณาให้ antibiotics ป้องกันการอักเสบ
2) ตรวจหาหลอดยาฝังคุมกำเนิดที่คลำไม่พบ โดยถ่ายภาพรังสีโดยใช้วิธี soft tissue เทคนิค หรือตรวจโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง
3) ส่งปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์และชำนาญในเรื่องนี้เพื่อให้เป็นผู้เอายาฝังที่เหลือออก

ภาวะการเจริญพันธุ์ภายหลังการใช้ยาฝังคุมกำเนิด

ภายหลังเอายาฝังคุมกำเนิดออกจะพบว่า ฮอร์โมนสังเคราะห์ทั้ง LNG และ ENG จะตรวจไม่พบในกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้การกลับสู่ภาวะการเจริญพันธุ์ จะเป็นไปตามปกติ

สรุป

ยาฝังคุมกำเนิดชนิด Norplant-6 เป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงใช้ได้นาน มีความปลอดภัยและอัตราคงใช้สูง ซึ่งมีแนวโน้มการยอมรับบริการเพิ่ม แต่ไม่เพิ่มขึ้นเร็วมาก เนื่องจากปัญหาการมีเลือดออกผิดปกติ ราคาแพง และการถอดยาฝังคุมกำเนิดออกจะยาก และใช้เวลานานกว่าการใส่ จึงมีการพัฒนาในการผลิตยาฝังคุมกำเนิดชนิดใหม่ มี 2 หลด คือ Jadelle Implant หรือมีเพียงหลอดเดียวคือ Implanon ขึ้น เพื่อการให้บริการใส่และถอดจะทำได้ง่าย เมื่อนำมาใช้ในโคนงการวางแผนครอบครัวก็จะเพิ่มวิธีคุมกำเนิด ให้ผู้รับบริการสามารถเลือกได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามการให้บริการ ที่ดีจะต้องมีการให้การปรึกษา การเลือกผู้รับบริการ การฝึกอบรมและเตรียมตัวผู้ให้บริการ การฝังยาคุมกำเนิดอย่างถูกต้องทางเทคนิค และการตรวจติดตามอย่างดีถึงผลให้อัตราการคงใช้วิธีสูง และมีผลดีต่อโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติ


(update 22 พฤษภาคม 2002)


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600