ฝุ่นในบ้าน (Home Dust) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้
มีอาการคัดจมูก คัน จาม น้ำมูกไหล และผู้ป่วยที่เป็นหอบหืดจะมีอาการไอ หายใจหอบได้
ทำไมฝุ่นในบ้านสามารถทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ ?
ฝุ่นในบ้านประกอบด้วยสารหลายชนิด ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละบ้าน ขึ้นอยู่กับชนิดของเฟอร์นิเจอร์
วัสดุที่ใช้ก่อสร้างบ้าน สัตว์เลี้ยงในบ้าน ฯลฯ อย่างไรก็ตามก็พอจะสรุปได้ว่าฝุ่นในบ้านอาจมีตั้งแต่ใยผ้า (Fabric fibers)
ขนสัตว์และขี้รังแคของสัตว์ ตัวไรฝุ่น ซากของแมลงสาป เชื้อรา เศษอาหาร สะเก็ดผิวหนังของคน (ใน 1 สัปดาห์ คน 1 คน
จะมีสะเก็ดผิวหนังร่วงลงสู่พื้นบ้านประมาณ 5 กรัม หรือเท่ากับยาน้ำเด็ก 1 ช้อนชา) และเศษวัสดุอื่นๆ อีก
คนไข้โรคภูมิแพ้อาจจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดในฝุ่น เมื่อหายใจเข้าไปก็จะทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้น
การแพ้ฝุ่นในบ้านเป็นเครื่องบอกว่าบ้านสกปรกใช่หรือไม่ ?
ไม่ใช่ บ้านที่สกปรกอาจทำให้ผู้ป่วยที่แพ้มีอาการแย่ลง แต่ในความเป็นจริง
การดูแลทำความสะอาดในบ้านโดยทั่วๆ ไป อาจจะไม่เพียงพอที่จะช่วยลดอาการแพ้
เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญในฝุ่นบ้านคือ ตัวไรฝุ่น (อันที่จริงสารก่อภูมิแพ้ คือ โปรตีนที่อยู่ที่ตัวของไรฝุ่น
และอุจจาระของมัน) สารก่อภูมิแพ้นี้โดยปกติจะอยู่ที่เตียง พรม เฟอร์นิเจอร์ แต่จะฟุ้งกระจายในอากาศได้ง่าย
เพียงแต่เราเดินไปบนพรม พลิกตัวบนเตียงนอน เมื่อผู้ป่วยหายใจเข้าไปก็จะทำให้เกิดอาการขึ้น
ไม่ว่าแม่บ้านจะทำความสะอาด โดยการปัดกวาด หรือใช้เครื่องดูดฝุ่น ก็จะไม่สามารถลดจำนวนตัวไรฝุ่นที่อยู่ลึกๆ
ในพรม หรือฟูกที่นอนได้ ยิ่งกว่านั้น ก็อาจจะทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายในอากาศเพิ่มขึ้นทำให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงได้
ตัวไรฝุ่นคืออะไร ?
ตัวไรฝุ่นเป็นสัตว์ที่มี 8 ขา ตระกูลเดียวกับแมงมุมและเห็บ ตัวไรฝุ่นมีขนาดเล็ก 0.3 ม.ม.
ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ชอบอากาศร้อนชื้น (อุณหภูมิมากกว่า 70 องศาฟาเรนไฮด์ ความชื้นสัมพัทธ์ 75-80%)
ซึ่งประเทศไทยก็มีปัญหานี้มาก ปริมาณไรฝุ่นในกรุงเทพมหานครโดยเฉลี่ยประมาณ 3,000 ตัวในฝุ่น 1 กรัม
(1 กรัม ประมาณเท่ากับคลิปหนีบกระดาษ 1 ตัว) ไรฝุ่น 1 ตัวมีชีวิตอยู่รอดได้ 30 วัน และจะปล่อยของเสียได้ 10-20 ส่วน
ไรฝุ่นตัวเมียจะวางไข่ได้ครั้งละ 25-30 ฟอง ตัวไรฝุ่นดำรงชีพอยู่ได้ โดยกินสะเก็ดผิวหนัง และขี้รังแคของคนและสัตว์
และดูดน้ำจากอากาศได้ มันจะอาศัยอยู่ในพรม เตียงนอน เฟอร์นิเจอร์ที่มีขน ตู้เสื้อผ้า เบาะในรถยนต์ทุกแห่ง
ที่มีสะเก็ดผิวหนังหล่นอยู่ ตัวไรฝุ่นไม่สามารถกัดคนได้ ไม่สามารถแพร่เชื้อโรคได้ ไม่สามารถอาศัยอยู่บนตัวคนได้
ตัวไรฝุ่นจะมีปัญหาเฉพาะกับที่คนแพ้มันเท่านั้น
เราจะทราบได้อย่างไรว่าแพ้ไรฝุ่น ?
ถ้าท่านมีอาการของโรคภูมิแพ้ที่จมูกหรือโรคหอบหืด และสงสัยว่าจะแพ้ไรฝุ่น
แพทย์จะทำการตรวจที่ผิวหนัง (skin testing) หลังจากที่ถามประวัติตรวจร่างกายแล้ว
การตรวจที่ผิวหนังเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ถูกที่สุดและไวที่สุด อย่างไรก็ตามในกรณีที่ไม่สามารถทำได้
แพทย์ก็อาจจะตรวจในเลือด (RAST test) ซึ่งขณะนี้ในประเทศไทยยังไม่สามารถทำได้
ในกรณีที่แพ้ไรฝุ่น เราจะลดอาการแพ้ได้อย่างไร ?
การรักษาสำหรับผู้ป่วยที่แพ้ไรฝุ่น มีดังนี้
1. หลีกเลี่ยงจากสารที่แพ้ (ไรฝุ่น)
2. การใช้ยารักษาอาการ ป้องกันอาการ
3. การฉีดยารักษาภูมิแพ้
ข้อ 1 เป็นข้อที่ได้ผลที่สุดในการลดอาการแพ้ (ถ้าทำได้)
เราจะหลีกเลี่ยงตัวไรฝุ่นได้อย่างไร ?
เป็นการยากที่จะเอาตัวไรฝุ่นออกจากบ้านทั้งหมด แต่เราก็สามารถลดจำนวนไรฝุ่นในบ้านได้โดย
ในห้องนอนเป็นห้องที่สำคัญที่สุด
1. หาวัสดุมาคลุมฟูกที่นอน หมอน ซึ่งวัสดุนี้ ตัวไรฝุ่นและของเสียของมันไม่สามารถผ่านได้
(อาจใช้พลาสติกเย็บ คลุมได้) วิธีนี้สามารถลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ได้ 100 เท่า
2. ใช้หมอนที่สามารถซักล้างได้ (ไม่ใช้หมอนที่มีขนเป็ด นุ่น ยาง)
3. ซักหมอนและผ้าคลุมเตียงในน้ำร้อนอย่างน้อย 60 องศาเซลเซียส อาทิตย์ละ 1 ครั้ง
4. เอาพรม ตุ๊กตาขนสัตว์ออกจากห้องนอน
5. ดูดฝุ่นอาทิตย์ละ 1 ครั้ง (ใช้ผ้าปิดจมูกขณะดูดฝุ่น) และใช้ผ้าเปียกเช็ดทำความสะอาดพื้น
6. ลดความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศให้น้อยกว่า 45% (เปิดแอร์ได้)
ในห้องอื่นๆ (ถ้าผู้ป่วยใช้เวลาอยู่นานๆ) ก็ควรจะปฏิบัติเหมือนในห้องนอน สำหรับเครื่องฟอกอากาศ
(Air Cleaner) จากการศึกษาพบว่า ไม่สามารถลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้จากตัวไรฝุ่นได้
(update 13 สิงหาคม 2002)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ปีที่ 25 ฉบับที่ 11 พฤศจิกายน 2544 ]
|