วันหนึ่งคุณพล สุภาพบุรุษวัย 30 กว่าๆ มาพบทันตแพทย์ด้วยความกังวล สงสัยว่าตัวเองจะเป็นมะเร็งในช่องปาก
เพราะ 2-3 วันก่อน รู้สึกเจ็บบริเวณกลางเพดานปาก พอมาส่องกระจกดู พบว่ามีแผลขนาดกว้างประมาณ 4 มิลลิเมตร
รอยแผลเป็นรอยแดงๆ และบริเวณที่เป็นแผลนั้นเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่อยู่บริเวณกึ่งกลางเพดานปาก
จึงรีบมาพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจดูว่า จะรักษาอย่างไร
จากการตรวจในช่องปาก ไม่พบความผิดปกติอื่น
คุณพลมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว มีสุขภาพช่องปากดี มีฟันผุที่ได้รับการอุดอย่างดี 3-4 ซี่
เหงือกอยู่ในสภาพดี มีหินปูนบ้างแต่ก็ไม่มากนัก เหงือกไม่มีการอักเสบ บริเวณที่เป็นแผล ไม่มีการติดเชื้อ
แผลไม่ลึก จะรู้สึกเจ็บมากเวลาลิ้นหรืออาหารไปโดน รับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการดีขึ้น เนื้อเยื่อรอบๆ
แผลปกติดี กดดูจะรู้สึกว่าเป็นกระดูกแข็งๆ ทันตแพทย์แนะนำว่าให้รับประทานยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม
ครั้งละ 1-2 เม็ด ได้ทุก 4-6 ชั่วโมงเวลาที่รู้สึกปวดแผล รับประทานอาหารอ่อน หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง กรอบ
อาหารเหนียว งดสูบบุหรี่ เพราะแผลจะหายช้า บ้วนปาก แปรงฟันหลังอาหารให้ช่องปากสะอาด
หลังจากแปรงฟันแล้วอาจจะอมน้ำอุ่นผสมเกลือเล็กน้อยโดยอมไว้นานสัก 2 นาที แล้วค่อยบ้วนออก
น้ำเกลืออุ่นๆ จะช่วยในการฆ่าเชื้อโรค และทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น
ในกรณีของคุณพลนี้ ทันตแพทย์วินิจฉัยว่า น่าจะเป็นแผลที่อาจเกิดจากการกัดหรือเสียดสีอาหารแข็งๆ
หรือจากการแปรงฟันพลาดไปโดนปุ่มกระดูก ทำให้เกิดแผลขึ้น
ปุ่มกระดูกในช่องปากนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Torus ส่วนใหญ่มีลักษณะโค้งนูนเป็นก้อนเดี่ยว
มักจะพบบริเวณกึ่งกลางปากหรือสันเหงือกด้านใกล้ลิ้นของขากรรไกรล่าง ซึ่งมักจะพบทั้งด้านซ้ายและขวา
บริเวณที่พบบ่อยได้แก่ บริเวณฟันเขี้ยวถึงฟันกรามน้อย ปุ่มกระดูกนี้โดยปกติไม่พบว่ามีอาการใดๆ
เพราะเป็นการงอกของกระดูกที่มากเกินไป มีลักษณะเหมือนกระดูกทั่วไป
มีการศึกษาพบว่า คนทั่วไปจะมีกระดูกโป่งนูนนี้ประมาณ 10-20% แตกต่างกันแล้วแต่ว่าจะไปศึกษาในคนกลุ่มใด
จึงเป็นไปได้ว่า ลักษณะกรรมพันธุ์หรือเผ่าพันธุ์มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดปุ่มกระดูกนี้ เชื่อว่าปุ่มกระดูกจะโตขึ้นตามอายุ
จึงทำให้ไม่ค่อยพบในเด็กต่ำกว่า 10 ขวบ การเกิดปุ่มกระดูกในผู้หญิงหรือผู้ชาย พบได้ไม่ต่างกัน
บางแห่งพบว่าผู้หญิงมีมากกว่า บางแห่งก็พบว่ามีพอๆ กัน
ปุ่มกระดูกนี้ เกิดจากการหนาตัวของกระดูก ซึ่งเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป เมื่อถึงขนาดหนึ่งจะหยุดโต
ไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ ทำให้ไม่รู้ตัว มักมาสังเกตเห็นภายหลังเมื่อเกิดเป็นแผลเหงือกที่คลุมกระดูกบริเวณนี้จะมีลักษณะบาง
จึงเป็นแผลง่าย โดยเฉพาะเมื่อถูกกับอาหารแข็ง กรอบหรือการแปรงฟัน แม้จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรง
แต่ก่อให้เกิดความรำคาญ เพราะเมื่อเป็นแผลจะเจ็บปวด รับประทานอาหารลำบากอยู่หลายวัน
หรือถ้ากระดูกโป่งมีลักษณะเป็นหลายก้อนชิดกัน ก็มักจะมีเศษอาหารเข้าไปติดทำความสะอาดได้ยาก
ทำให้ปากไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น ทันตแพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดแต่งกระดูกไม่ให้โป่งนูน
และเรียบเสมอกับเหงือกบริเวณที่อยู่รอบๆ
นอกจากบริเวณกึ่งกลางเพดานและด้านชิดลิ้นของขากรรไกรล่างแล้ว ยังพบว่า มีการงอกของกระดูกได้
ในบริเวณสันเหงือกด้านใกล้แก้มในขากรรไกรบนและขากรรไกรล่าง มีลักษณะโป่งนูน
แต่ผิวไม่ค่อยเรียบเหมือนสองกรณีแรก เพราะมักจะพบในคนที่เคี้ยวอาหารแรงๆ พบร่วมกับการมีฟันสึก
สั้น หน้าตัดเรียบแบน เชื่อว่าเมื่อมีแรงเคี้ยวส่งลงมายังกระดูกรอบฟัน ทำให้เกิดการสร้างกระดูกพอกออกมาโป่งนูนเป็นสัน
คนที่มีนิสัยนอนกัดฟันเป็นประจำ พบว่าสันเหงือกมักจะมีกระดูกงอกขึ้นมาเป็นสัน
โดยเฉพาะบริเวณฟันกรามและจะพบทั้งด้านในใกล้ลิ้นและด้านนอกชิดแก้ม
การเกิดกระดูกนี้ถ้าไม่เป็นแผลบ่อย หรือมีเศษอาหารติด ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดออก
แต่ในกรณีที่ต้องใส่ฟันปลอมและต้องมีส่วนโครงฐานฟันปลอมพาดผ่านบริเวณสันเหงือกที่มีกระดูกโป่งนี้
ก็จำเป็นต้องตัดออก เพราะหากวางฟันปลอมทับเหงือกบริเวณนี้จะเกิดเป็นแผลบ่อย โดยเฉพาะในขากรรไกรล่าง
เกิดปัญหาใส่ฟันปลอมไม่ได้ การตัดแต่งปุ่มกระดูก ก็เหมือนการถอนฟัน คือเริ่มต้นด้วยการฉีดยาชาเฉพาะที่
เพื่อให้ผู้ป่วยไม่เจ็บขณะที่ทันแตพทย์ทำการผ่าตัด เมื่อผู้ป่วยรู้สึกชาแล้ว ทันตแพทย์จะตัด
และเปิดเหงือกที่คลุมออกให้เห็นปุ่มกระดูกอย่างชัดเจน จากนั้นก็ใช้เครื่องมือตัดหรือกรอเอากระดูกส่วนที่โป่งนูนนั้นออก
ล้างให้สะอาดด้วยน้ำเกลือล้างแผล (Normal Saline) แล้วทันตแพทย์จะเย็บแผลปิดด้วยไหมเย็บ
ซึ่งผู้ป่วยจะต้องให้ทันตแพทย์ตัดไหมหลังจากผ่าตัดแล้วประมาณ 7 วัน
การผ่าตัดปุ่มกระดูกนี้ จะใช้เวลามากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับขนาด และตำแหน่งที่พบ
ถ้าส่วนนูนมีขนาดใหญ่หรือมีลักษณะเป็นก้อนๆ ชิดกัน หรืออยู่ในที่ที่ทันตแพทย์จะใส่เครื่องมือเข้าไปถึงได้ยาก
จะทำให้การผ่าตัดทำได้ยากและใช้เวลานานขึ้น
ข้อจำกัดด้านสุขภาพของผู้ป่วย เช่น การมีโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา
ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณาด้วย
การผ่าตัดแต่งปุ่มกระดูกนี้ โดยปกติแล้วค่อนข้างปลอดภัย เพราะเป็นการตกแต่งเฉพาะกระดูกส่วนที่นูนเกินไป
การปฏิบัติตัวหลังจากผ่าตัดตามคำแนะนำที่ถูกต้องจะช่วยให้ไม่เกิดปัญหาหลังการผ่าตัด
หลังจากที่คุณพลเข้าใจตามนี้แล้วก็รู้สึกสบายใจ และจากการตรวจในช่องปากก็ไม่พบว่า
มีอาการส่อแสดงว่าจะเป็นมะเร็งอย่างที่กลัว และก็โชคดีที่ไม่มีเหตุต้องผ่าตัดเอาปุ่มกระดูกออก
ไม่เกิน 2 สัปดาห์แผลก็หายดี จึงแนะนำให้คุณพลพยายามรักษาฟันให้ดีเพราะถ้าถอนฟันไป
ก็จะต้องใส่ฟันปลอม ซึ่งอาจจะต้องตัดเอาปุ่มกระดูกนี้ออกแน่นอน
(update 30 สิงหาคม 2002)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2544 ]
|