หลายปีมาแล้ว ตั้งแต่เมื่อเขาเรียนอยู่ชั้นประถมต้นๆ เราเคยสัญญากันว่า
เราจะกอดกันจนเขาโต จนพ่อแก่
ก็ตั้งแต่วงกอดเขาเล็กนิดเดียว
โอบรอบตัวพ่อยังไม่หมด ส่วนกอดของพ่อ ห่อตัวลูกไว้เกือบมิด
หนุ่มน้อยช่างคิดซึ่งตอนนั้นยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ หัวใจบางๆ ยิ้มแก้มตุ่ยบอกว่า
" ครับ เราจะกอดกันจนโตเลยนะพ่อ" แล้วเราก็ชนมือกันเป็นคำสัญญา
เราโผเข้ากอดกันทุกครั้งที่เจอหน้า หรือว่าจากกันที่โรงเรียน นานวันนานปี จนกระทั่งเขาเติบใหญ่
จนกระทั่งมีสิวเม็ดที่หนึ่ง เม็ดสอง และสิวเม็ดที่สองร้อยกว่าๆ
จนกระทั่งวงแขนของเขาเริ่มเหม็นเปรี้ยว กรุ่นกลิ่นกายชายหนุ่ม ตัวเหนียวเหนอะอย่างสม่ำเสมอ
และจนวงกอดของลูกชายวัยรุ่นอาจจะสามารถโอบกอดโลกไว้ได้สักครึ่ง หรือสักสิบพ่อนั่นแหละ
ตั้งแต่วันที่เขายังแก้ผ้าอาบน้ำเดินเปลือยล่อนจ้อนไปทั่วบ้าน จนกระทั่งวันที่เขากลายเป็นคนชอบมีโลกส่วนตัว
และเข้าห้องน้ำนาน
ความถี่ของกอดที่เราเคยทำสัญญากันไว้ค่อยๆ น้อยลง และเลือนหายไป
แต่หัวใจของเราไม่เคยห่างจากกัน ไม่ว่าพ่อจะเดินทางไปไหนไกลแสนไกล
สุดชายแดนหรือสุดขอบโลก ไม่ว่าพ่อจะอยู่ในห้วงคิดแบบไหนเวลาใด
เขาเติบโตเป็นหนุ่มที่เป็นตัวของตัวเอง แต่ยังรักษาระดับกราฟของการเรียนแย่ไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ
จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นเอกลักษณ์ที่ครูทุกชั้นทุกปีที่เขาผ่านมาจำได้เสมอไม่มีเปลี่ยน
วันมอบตัวขึ้นม.3 พ่อต้องไปเผชิญหน้ากับครูประจำชั้นด้วยหัวใจระทึก เพราะรู้ว่า ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง
สำหรับหนุ่มน้อยคนนี้ ต้องมีเสียงสะท้อนกลับมาให้ได้ยินเสมอ
" เขาเป็นเด็กฉลาดนะคะ" คุณครูเปรย
" ครับ" พ่อตอบรับสั้นๆ
" อ่านหนังสือเยอะๆ หน่อยซิคะ" คุณครูท่าทางจริงจัง และจริงใจหยิบยื่นข้อแนะนำมาให้
หน้าสิวหันมาทำตาหวานใส่พ่อแบบเขินและรู้ทัน แต่ก็ดูไม่ใส่ใจมากนัก
พ่อรีบเสนอหน้า ก่อนที่ชายหนุ่มจะมุดลงไปใต้โต๊ะเสียก่อน
" อ่านครับ" "แต่เขาอ่านหนังสือที่คนอื่นไม่ค่อยอ่าน ไม่ชอบอ่านหนังสือเรียน"
" ดีค่ะ หนังสือเรียนต้องอ่านทบทวนมากๆ เดี๋ยวตามเพื่อนไม่ทัน" คุณครูย้ำ
" ก็อ่านแหละครับ แต่เขาชอบอ่านเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องสารคดี เนี่ยก็กำลังอ่านเซ กูวารา อยู่"
พ่อเล่าเรื่องจริงๆ ให้ฟัง ขณะที่ครูทำหน้าแปลกๆ แล้วสองพ่อลูกก็หลบออกจากห้องมายืนมองหน้ากันเหรอหรา
ลูกชายไม่ได้สนใจกับคำพูดของครูมากนัก แต่กลับสนใจเรื่องเพื่อนฝูงที่มาออรอคิวพาผู้ปกครองเข้าพบครู
เขาชี้ให้ดูเพื่อนที่นั่งรอสลอนอยู่หน้าห้อง อธิบายละเอียด คนไหนเป่าแซ็กโซโฟนเก่ง
เล่นกีตาร์เก่ง คนไหนเกเรและชอบเกเรียน คนไหนบ้านมีปัญหา และคนไหนชอบเสพยา
หน้าสิวมีเพื่อนเสพยาหลายคน ยาบ้านนั่นแหละ หลายคนออกจากโรงเรียนไปแล้ว
แต่ขายังพูดให้ฟังอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่ยังติดพัน แต่เขามักพูดถึงในความเป็นเพื่อน
และความเก่งกาจของเพื่อนในด้านอื่น
ด้านดี เขาสงสารเพื่อนที่เอาขาแหย่ลงไปในหลุมล่อเหยื่อของสังคมร้าย
และคนทรามที่หากินกับเด็กรุ่น หลายครั้งเขาพยายามดึงเพื่อนขึ้นมาจากหลุมนั่นด้วยความเป็นเพื่อน
ด้วยกิจกรรมหลายอย่าง รวมทั้งดนตรี
และทุกครั้งที่เขานึกถึงและเล่าให้พ่อฟังถึงเพื่อนที่อยู่ในวังวนนั้น พ่อรู้สึกเหมือนวงกอดของเขา
ได้โอบอุ้มผู้คนที่เหงาว้าเหว่ไว้สักครึ่งโลก
แต่พ่อก็เตือนเขา ทุกครั้งที่เห็นเขาเอ่ยปากด้วยหน้าเคร่งเครียด เหมือนแบกครึ่งโลกนั้นไว้ด้วย
เขาโอบกอดเพื่อนๆ ด้วยหัวใจ นี่คือเบื้องลึกและจิตไร้สำนึกของวัยรุ่นอย่างเขากระมัง
หรือเทวดาน้อยในตัวเขาเฝ้าบอกอยู่ในใจว่า จงรักในเพื่อนมนุษย์
คุ้นจริงๆ สิ่งที่เขาเป็นเหมือนกับที่เราเคยรู้สึก เหมือนกับสิ่งที่เราเคยมอบให้เขา
เหมือนกับที่เราเคยห่วงเขา คุ้นๆ ว่ามันอาจเป็นความรู้สึกเดียวกันก็ได้
เทวดาน้อยที่แอบอยู่ในตัวเขาอาจเคยพูดคุยกับพ่อโดยที่ไม่รู้ตัว
ในบางกอดของชีวิตที่ผูกพันกันยาวนาน
วันนั้นเราเดินออกจากโรงเรียนกลับบ้านด้วยหัวใจเบิกบาน ด้วยหัวข้อสนทนาไม่มากมาย
วันนั้นเราไม่ได้กอดกัน แต่เหมือนมีอะไรที่เข้าใจกันอยู่ในโลกที่หมุนไปและหัวใจของเราที่หมุนทวน
มันเตือนให้นึกถึงวันที่ได้กอดเขาไว้แน่นๆ เสมือนวันที่ไปส่งเขาที่โรงเรียนทุกครั้ง
วันถัดมา เราได้คุยกันยืดยาวถึงเรื่องชีวิตและทางเลือกปัญหาของมนุษย์บนโลก
ปัญหาของคนมีปัญหา และปัญหาของครอบครัวมีปัญหา และปัญหาของเราที่อาจจะพบเจอในฐานะมนุษย์ปุถุชน
"ผมว่าเราเกิดมาได้อย่างที่เป็นก็ดีแล้ว ผมว่าทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวเรา
ไม่มีใครที่ไหนบอกได้ว่า ปัญหาจะมาเมื่อไหร่ เราต้องต่อสู้กับมันเอง เด็กจะมีปัญหาหรือไม่ อยู่ที่ตัวของเด็กเองด้วย"
เขาเชื่ออย่างนั้น "แต่ผมว่า สิ่งที่พ่อบอกผมทำให้ผมคิด"
พ่อจำสิ่งเขาพูดได้แม่น
"ผมเกือบเข้าไปหาเรื่องยานะพ่อ เคยเข้าใกล้ๆ แต่โชคดีที่ผมถอยออกมาก่อน ไม่งั้นแย่"
นั่นคือสิ่งที่พ่ออยากได้ยินมากที่สุดในโลก และได้รู้ว่า ในความไม่แน่นอนนั้น
หัวใจที่แข็งแรงเป็นสิ่งมีค่าที่สุด
วันนั้นเราไม่ได้กอดกัน พ่อจับมือเขา บีบเบาๆ และเรามองเข้าไปในดวงตาของกันและกัน
พ่อกำลังจะออกไปทำงาน ถอยรถออกจากหน้าบ้าน เสียงแมวร้องดังแป๋ว ล้อรถเหมือนสะดุดอะไรสักอย่าง
พ่อขับรถทับแมว เป็นแมวของน้อง เป็นแมวที่น้องรัก เป็นเรื่องเศร้า เศร้ามากๆ
เรา หมายถึง พ่อและหน้าสิว ออกมานั่งจับเจ่าน้ำตาซึมอยู่ข้างศพอุ่นๆ ของเจ้าลูกแมวพักใหญ่
แล้วเราก็พามันไปฝังที่ริมบึงตรงที่เราชอบตั้งแคมป์กัน ตรงที่มีดอกหญ้าสีเหลืองสดขึ้นสะพรั่ง
เราขับรถไปหาน้อง ไปบอกเขาว่า ชีวิตที่เขารักจากไปแล้วอีกหนึ่ง อีกครั้ง และเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต
น้องร้องไห้เป็นชั่วโมง หยุด แล้วก็ร้องไห้ต่ออีก
เป็นเวลาแสนวังเวงของชีวิต เป็นเวลาวิกฤติในความผูกพัน สองคนพี่น้องกอดกันร้องไห้ ส่วนพ่อ ซึ่งรู้สึกผิด
กำลังเคว้งคว้างและหดหู่กับสิ่งที่ทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
" พ่อไปทำงานก่อนนะลูก ดูแลหัวใจน้องด้วยนะ"
พ่อหลบตาตัวน้อยทั้งสองคน เพราะหัวใจหดหู่
" พ่อครับ" ลูกชายหน้าสิวส่งเสียงเรียก
เขาวิ่งมากอดพ่อไว้แน่นๆ ชั่วอึดใจ วงกอดของลูกกว้างกว่าเดิม แต่ก็ยังเป็นวงกอดที่อบอุ่น
และเป็นมิตรเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยน
พ่อรู้สึกเหมือนเป็นคนตัวเล็กๆ ที่มีความหมายยิ่งใหญ่ในวงกอดนั้น
(update 19 พฤศจิกายน 2002)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 6 ฉบับที่ 66 กันยายน 2544 ]
|