มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

ลูกเลียนแบบความรุนแรงจากหนัง



ลูกชายอายุ 9 ขวบ ชอบดูหนังสงครามมาก (เพราะพ่อเขาชอบดู) โดยเฉพาะฉากรบราฆ่าฟันกัน
ดูแล้วก็มาทำท่ายิงคนนู้นคนนี้ไปทั่ว ดิฉันกลัวว่าลูกจะติดภาพความรุนแรงจากในหนังค่ะ บอกสามีเขาก็ว่าดิฉันกังวลเกินไป ดิฉันควรทำอย่างไรดีคะ เพราะเท่าที่สังเกตลูกตอนนี้ เริ่มมีพฤติกรรมชอบเอาคืนคือใครตีก็ต้องตีตอบแบบนี้น่ะค่ะ รบกวนคุณหมอช่วยแนะนำด้วยค่ะ

พิมพ์ผกา



ข่าวความรุนแรงในสังคมที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่พ่อแม่ไม่น้อย เพราะเกรงว่าลูกจะเป็นเหยื่อของความรุนแรงหรือบ้างก็กลัวว่าลูกจะใช้ความรุนแรงกับคนอื่น

ความรุนแรงเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น
1. ความคับข้องใจ เด็กที่ถูกขัดใจอยากได้อะไรแล้วไม่ได้อย่างใจ หรือมีความขัดแย้งในใจในเรื่องอื่นจะแสดงออกด้วยความก้าวร้าวได้

2. ลูกเห็นความรุนแรงที่บ้าน พ่อแม่ที่ทะเลาะและทุบตีทำร้ายร่างกายกันต่อหน้าลูกบ่อยๆ ลูกก็จะซึมซับความรุนแรงที่เห็นอยู่ทุกวัน รวมทั้งได้รู้เห็นความรุนแรงในละแวกบ้าน แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้านจะมีอิทธิพลต่อลูกมากกว่า เป็นเพราะความรุนแรงนั้น เกิดขึ้นทับถมความขัดแย้งและความไม่อบอุ่นในบ้าน

3. การสั่งสอน พ่อแม่หลายคนรักลูกมาก เข้าข้างลูกไม่ว่าลูกจะทำอะไรผิดหรือถูก ก็ไม่เคยว่ากล่าวตักเตือน ว่าอะไรถูกผิด อะไรไม่ควรทำ(พ่อแม่ไม่ได้สอน) เมื่อเห็นลูกถูกรังแก หรือถูกแกล้งมา ก็จะยุให้ลูกต่อสู้ อย่ายอมแพ้ บางคนสนับสนุนให้ลูกไปชกต่อยกับเพื่อน แทนที่จะสอนวิธีแก้ไขปัญหา

4. ภาพความรุนแรงจากสื่อทุกชนิด การดูหนังสงคราม บทโหดเลวดีหรือเล่นเกมที่ใช้ความรุนแรง ทำให้ผู้ที่ทำงานกับเด็กกังวลไม่น้อย เกรงว่าเด็กจะเลียนแบบความรุนแรงอันนั้น ดังจะเห็นได้จากที่เด็กวัยอนุบาลหรือประถมแสดงท่าทางฟันดาบถือปืนหรือแสดงเป็นซูเปอร์แมน กระโดดจากต้นไม้อย่างที่ดูในหนัง อย่างไรก็ดี เด็กประถมก็จะเลียนแบบน้อยลง สำหรับหนังแอ๊กชั่น บางคนอาจแย้งว่าการดูหนังประเภทนี้ช่วยผ่อนคลายอารมณ์และสามารถปลดปล่อยความก้าวร้าว และรุนแรงของตนลงได้บ้าง แต่การเห็นความรุนแรงบ่อยจะทำให้คนเราเคยชิน จะใช้วิธีที่ได้เห็น และรับรู้มานั้นมาแก้ปัญหาของตัว
สำหรับลูกชายของคุณพิมพ์ผกาที่ชอบดูหนังสงครามพร้อมพ่อนั้น คุณเกรงว่าลูกจะติดเป็นนิสัย ก็เลยเป็นกังวล โดยปกติถ้าลูกเป็นคนเล่นแรง อาจต้องหากิจกรรมกลางแจ้งหรือกีฬาที่ลูก ได้ปลดปล่อยพลังงานไปบ้าง เพื่อที่ลูกจะได้ออกกำลังเต็มที่ แต่ถ้าเป็นการเล่นแหย่ แล้วเกิดอารมณ์โกรธก็ต้องสอนให้ลูกรู้จักควบคุมอารมณ์ หรือระบายความรู้สึกโกรธไปในทางที่เหมาะสม เช่น เล่นกีฬา พูดระบายออกมา "ผมโกรธแล้วนะ" เขียนไดอารี่ หรืออื่นๆ โดยบอกกติกาว่า ถ้าเขาโกรธเขาไม่มีสิทธิตีใคร หรือตีตัวเอง หรือปาข้าวของ ที่สำคัญอย่าพยายามไปแหย่ให้เขาโกรธ เพราะโกรธแล้วพูดกันไม่รู้เรื่อง ลองสังเกตดูว่าที่เขาเอาคืนเป็นเพราะใครไปแหย่ให้เขาโกรธ หรือเป็นเพราะเขาพาลเนื่องจากดูหนังแต่ส่วนมากมักมีสาเหตุให้โกรธมากกว่า

อีกประการหนึ่งถ้าคุณแม่ยังไม่สบายใจอาจพูดคุยกับลูกเรื่องหนังที่เขาดู เช่น "หนูดูหนังเรื่องอะไร เล่าให้แม่ฟังหน่อยสิ" แล้วคุณก็สอดแทรกข้อคิดเห็นของคุณไปว่า เพราะอะไรเขาต้องทะเลาะกัน เป็นเพราะเขามีเรื่องขัดแย้งกัน แย่งชิงกัน โกรธเคืองกัน แต่คนทั่วไปเขาไม่ทำร้ายใครก่อนเพราะจะเป็นบาป

หวังว่าคำแนะนำนี้จะทำให้คุณพิมพ์ผกาคลายความกังวลลงได้บ้าง

พ.ญ.เบญจพร ปัญญายง
ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตเขต 13 กรมสุขภาพจิต


(update 11 กุมภาพันธ์ 2002)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน   วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600