หลายต่อหลายโรค ถ้าเรารู้ว่าสาเหตุที่แน่นอนแล้วก็อยู่ในวิสัยที่จะป้องกันได้เป็นส่วนใหญ่ เช่น
อาหารที่ปรุงไม่สุกเป็นที่อยู่ของพยาธิและเชื้อโรคต่างๆ ก็ป้องกันโดยปรุงให้สุกเสีย
แต่บางกลุ่มโรคแม้จะรู้สาเหตุก็สุดวิสัยที่จะแก้ได้ เช่น โรคที่ติดต่อกันมาทางกรรมพันธุ์
สำหรับโรคมะเร็งนั้นส่วนใหญ่เรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน นอกจากพอทราบแล้วว่า
อะไรบ้างที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการทำให้เกิดมะเร็งเต้านม แต่จากความรู้ที่ว่าถ้าหมอสามารถตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านม
ตั้งแต่ระยะเริ่มเป็นแล้ว จะทำให้สามารถรักษาให้หายขาดหรือเกือบหายขาดได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงเริ่มหาทาง
ที่จะป้องกันโรคโดยเลือกกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
สืบเนื่องจากการที่มะเร็งเต้านมอยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมนเพศสตรีเอสโตรเจน
กล่าวคือ มะเร็งส่วนใหญ่จะอาศัยฮอร์โมนดังกล่าวเป็นพลังกระตุ้นการเจริญเติบโต
ดังนั้นถ้าสามารถจัดหายาที่สกัดกั้นผลของเอสโตรเจนที่มีต่อเนื้อเยื่อเจ้านมได้ก็น่าจะป้องกันมะเร็งได้
พอดีเมื่อราว 20 กว่าปีก่อนหน้านี้ มียาขนานหนึ่งชื่อ tamoxifen (อ่านว่า ทา-ม๊อก-ซิ-เฟ่น)
ซึ่งผลิตออกมาเพื่อรักษาโรคมะเร็งเต้านม โดยมีกลไกการออกฤทธิ์คือไปยับยั้งเอสโตรเจน
ไม่ได้ส่งผลต่อเซลล์มะเร็งเต้านม นักวิจัยที่อเมริกาก็เลยประยุกต์ใช้ยาขนานนี้ไปทำวิจัย
โดยให้ผู้หญิงกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งรับประทานยานี้แล้วติดตามไปนาน 5 ปี ปรากฏว่าคนที่กินยานี้
จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมลดลง 49%
ข้อเสียงของงานวิจัยนี้คือที่ทวีปยุโรปลองทำดูบ้าง แต่ไม่เห็นได้ผลดีอย่างที่อเมริกา
แถมยังอาจเป็นอันตรายได้จากความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเยื่อบุมดลูกเพิ่มขึ้น
อาจมีเลือดคั่งแข็งตัวตามเส้นเลือดที่ขาเพิ่มขึ้น เป็นต้อกระจกมากขึ้น เป็นต้น
นอกจากนี้ยังไม่ทราบว่าพอเลย 5 ปีแล้วความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมที่ว่า 49%
นั้นจะยังคงอยู่หรือเปล่า
นักวิจัยเลยมองหายาขนานอื่นๆ ที่คล้ายคลึงทาม็อกซิเฟน เช่น Raloxifene (อ่านว่า รา-โล-ซิ-ฟีน)
ซึ่งออกฤทธิ์ที่จำเพาะเจาะจงขึ้น (เรียกว่ายากลุ่ม selective estrogen receptor modulators หรือ SERM)
โดยเลียนแบบฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนในการเสริมสร้างความหนาแน่นให้แก่กระดูกในหญิงวัยหมดประจำเดือน
ช่วยลดไขมันในเลือด แต่ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมหรือมดลูกเวลากินไปนานๆ อย่างไรก็ตาม
คงต้องให้เวลานักวิจับอีกสักระยะหนึ่ง ในการพิสูจน์ตัวเองว่าจะช่วยหญิงวัยหมดประจำเดือน
ในการป้องกันภาวะกระดูกพรุนและป้องกันมะเร็งเต้านมได้หรือไม่ แต่เท่าที่ติดตามมา 4 ปี
พบว่าคนที่กินยานี้จะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมลดลง 72%
สถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NCI) จึงทำการวิจัยเปรียบเทียบยาทาม๊อกซิเฟน
กับ ราโลซิฟีนว่าจะช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมได้มากน้อยกว่ากันแค่ไหน โดยจะนำผู้หญิงทั่วสหรัฐอเมริกา
เข้าร่วมโครงการราว 22,000 คน
มีผู้หญิงใจถึงหลายคนที่ไปขอให้หมอตัดเต้านมออกเพราะกลัวเป็นมะเร็ง ฟังดูน่าตกใจว่า
ทำไมถึงต้องทำกันขนาดนั้น คำตอบมีว่า ผู้หญิงบางคนรู้ตัวว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
เช่น มีสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวที่ตกเป็นเหยื่อของมะเร็งเต้านมมาแล้ว จึงขอให้คุณหมอตัดเต้านมออกทั้ง 2 ข้าง
เพื่อความสบายใจ ปรากฏว่า จากการติดตามผลไประยะหนึ่งพบว่าผู้หญิงกลุ่มดังกล่าวเป็นมะเร็งเต้านมลดลง 90%
และลดการตายจากมะเร็งเต้านมลง 80%
ท่านผู้อ่านสงสัยทันทีว่า ทำไมตัดเต้านมออกทั้งหมดแล้ว จึงป้องกันมะเร็งเต้านมได้เพียง 90%
คำตอบคือเนื้อเยื่อเต้านมไม่ได้อยู่แค่ที่หน้าอกเท่านั้น แต่บางส่วนยาวต่อเนื่องไปถึงรักแร้หรือหน้าท้อง
ดังนั้นแม้จะตัดเต้านมที่หน้าอกออกไปแล้ว อาจยังมีเนื้อเยื่อเต้านมเหลืออยู่ที่รักแร้และหน้าท้อง
แล้วเกิดมะเร็งในเวลาต่อมา
(update 24 กันยายน 2002)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2544 ]
|