เนื่องจาก "ใกล้หมอ" นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมในฉบับเดือนตุลาคมนี้
ผมจึงขอร่วมแจมโดยเสนอสิ่งละอันพันละน้อยที่เป็นข่าวและเกร็ดข่าวทั้งใน
และต่างประเทศเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม
ข่าวแรก เป็นงานวิจัยของรองศาสตราจารย์ ดร.พิมพิชญา ปัทมาสิริวัฒน์
ซึ่งได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยหรือ สกล. ให้ทำวิจัยเรื่อง
" การถ่ายทอดและการกลายพันธุ์ของยีนมะเร็งเต้านมในครอบครัวไทย"
สืบเนื่องจากการที่มีแนวโน้มว่าหญิงไทยเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น
โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของหน่วยพันธุกรรม
หรือยีน (gene) ที่มีชื่อย่อว่า BRCA 1 และ BRCA 2 ซึ่งมีความสำคัญด้านพันธุกรรมของโรคมะเร็งในคนไทย
แต่ปรากฏว่าประเทศไทยเรายังขาดแคลนข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้
BRCA 1 และ BRCA 2 จัดอยู่ในกลุ่ม Tumor Suppressor Gene
ยีนทั้งสองนี้ถ้าปกติดีจะผลิตโปรตีนซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเซลล์เป้าหมายคือต่อม
และท่อน้ำนมและเซลล์ของรังไข่ให้มีการแบ่งตัวตามปกติ แต่ถ้าแบ่งตัวมากเกินไปจะเป็นเนื้องอก
และถ้ายีนทั้งคู่มีเหตุต้องกลายพันธุ์ จนเสียสภาพไม่อาจผลิตโปรตีนดังกล่าวได้
แล้วเซลล์เป้าหมายจะผิดปกติในการแบ่งตัวจนเกิดเป็นมะเร็งขึ้น
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้เน้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงและความถี่ของการถ่ายทอดของยีน BRCA 1
และ BRCA 2 ในครอบครัวไทย ตลอดจนการทำหน้าที่ถ่ายทอดของยีนทั้งสองในสตรีไทยที่เป็นมะเร็งเต้านม
หรือสมาชิกของครอบครัวที่เป็นมะเร็งเต้านม โดยมีผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ 23 ราย ประกอบด้วย
1. ผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงในครอบครัวที่เป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ 12 ครอบครัว
เรียกว่า "ครอบครัวเสี่ยง"
2. ผู้ป่วยเดี่ยวที่เป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ โดยไม่มีประวัติครอบครัวเสี่ยงอีก 6 ราย
หลังจากสกัด DNA ของผู้ป่วยมาวิเคราะห์ พบการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA 1 และ BRCA 2
ถึง 6 ชนิดที่เชื่อว่าเป็นการกลายพันธุ์ของยีนที่สัมพันธ์กับมะเร็งเต้านมและรังไข่
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของยีนเหล่านี้ ทำให้การสังเคราะห์ของโปรตีนหยุดชะงักไปก่อนเวลาอันควร
นอกจากนั้นยังพบการกลายพันธุ์ของทั้ง 6 ชนิดดังกล่าว พบว่าเป็นของยีน BRCA 1 และ BRCA 2 อย่างละ 3 ชนิด
นอกจากนั้นยังพบชนิดการกลายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง 5 ชนิด ที่แตกต่างกันด้วย
ประการสำคัญ 4 ใน 5 ชนิด เป็นการกลายพันธุ์ใหม่ที่พบในผู้ป่วยไทยยังไม่เคยมีรายงานที่ใดมาก่อนเลย
ผลจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การเกิดมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ถ่ายทอดในครอบครัวไทย
หรือในผู้ที่เป็นมะเร็งทั้งสองชนิดเมื่ออายุยังน้อย มีความสัมพันธ์กับการกลายพันธุ์ของยีน BRCA 1
และ BRCA 2 และการกลายพันธุ์ใหม่ 4 ชนิดที่พบน่าจะกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นจำเพาะในคนไทยหรือภูมิภาคนี้
เนื่องจากยังไม่เคยมีรายงานในภูมิภาคอื่นมาก่อน
การศึกษาวิจัยนี้นับว่า เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผนป้องกันการเกิดมะเร็งที่ถ่ายทอดในครอบครัว
ซึ่งถ้าผู้ป่วยอยู่ในครอบครัวเสี่ยงและตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีน BRCA 1 และ BRCA 2
จะสามารถอนุมานได้ว่า พี่น้องผู้หญิงที่เหลืออยู่และยังปกติมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมในอายุก่อน 70 ปี
ถึง 50% อย่างไรก็ตามพันธุกรรมเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายอย่าง เช่น
อายุที่มากขึ้น สตรีที่มีประจำเดือนครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อย สตรีที่เข้าสู่วัยทองช้า
ที่ร่างกายจะมีการผลิตฮอร์โมนเพศหญิง หรือเอสโตรเจนเป็นเวลานาน สตรีที่เป็นโสดไม่มีบุตร
การได้รับอาหารที่มีปริมาณไขมันสัตว์สูงเป็นประจำ (ไขมันจะกระตุ้นการแบ่งตัวของท่อและต่อมน้ำนม)
หรือผู้ที่ฉีดสารแปลกปลอมบางอย่างเพื่อขยายเต้านม ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อท่อน้ำนมและต่อมน้ำนม
เช่น พาราฟีน เป็นต้น
ในการตรวจคัดกรองเต้านมของผู้หญิงคนหนึ่งว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแต่เนิ่นๆ จนวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง
หรือไม่นั้นมีอยู่หลายวิธี หนึ่งในวิธีที่ใช้มานานกว่า 20 ปี และช่วยชีวิตผู้หญิงทั่วโลกไว้ได้หลายหมื่นคนก็คือ
การถ่ายภาพเอกซเรย์ของเต้านมที่เรียกว่า " แมมโมแกรม" (Mammogram) ซึ่งถึงแม้ว่าจะยังไม่ใช่การตรวจ
ที่เจ๋งเป้ง 100% แต่ก็สามารถตรวจค้นหามะเร็งก้อนเล็กๆ ทำให้รักษาให้หายขาด อย่างไรก็ตาม
การมีก้อนขนาดเห็นได้ในเอกซเรย์นั้น บ่อยครั้งหมายความว่ามะเร็งได้ปรากฏในเต้านมของผู้หญิงนั้นแล้วค่อยๆ
โตขึ้นมาเป็นเวลา 5-7 ปี วงการแพทย์จึงแสวงหาวิธีการที่จะตรวจมะเร็งให้ได้เนิ่นกว่านั้น
โดยฝากความหวังไว้กับวิธีใหม่ๆ ที่ยังอยู่ในระหว่างการทดลองคือ
1. ศูนย์มะเร็งจอห์น เวย์น ที่เมืองซานตามอนิกา รัฐแคลิฟอร์เนีย
กำลังพัฒนาการเจาะเลือดมาตรวจหาสารชี้บ่งมะเร็ง (Biological Markgers)
ที่สามารถตรวจมะเร็งได้ตั้งแต่ยังมีขนาดเล็กจิ๋วจนต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจ
เพื่อจะได้วินิจฉัยมะเร็งเต้านมที่หลุดลอยไปตามกระแสโลหิต จะได้วางแผนการรักษาได้เข้มข้นขึ้น
2. เอาน้ำนมหรือของเหลวจากหัวนมมาตรวจหามะเร็ง
ระบบเดียวกับที่หมอตรวจปากมดลูกตั้งแต่เนิ่นๆ
3. พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่แก้ปัญหาภาพไม่ชัดเจนในบางบริเวณของเต้านม
เวลาถ่ายภาพเอกซเรย์ทำให้ภาพชัดขึ้น
วงการแพทย์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า แมมโมแกรมปีละครั้งบวกกับการตรวจคลำเต้านมด้วยตัวเองเดือนละครั้ง
จะช่วยให้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปวินิจฉัยมะเร็งเต้านมได้เนิ่นที่สุด
แต่แล้วก็มีข้อทักท้วงเกี่ยวกับการถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมว่า เนื่องจากผู้หญิงอายุต่ำกว่า 39 ปี
ส่วนใหญ่คือราว 80% จะมีเนื้อเต้านมที่หนาแน่นมาก รวมทั้งผู้หญิงวัยเกิน 40
ที่มีเต้านมขนาดเล็กกว่า B cup หรือกำลังรับประทานฮอร์โมนเพศเสริมอยู่
เวลาถ่ายภาพเอกซเรย์จะปรากฏเป็นสีขาวหรือสีเทา แต่ปรากฏว่าเนื้อมะเร็งก็มีสีขาวเช่นกัน
ทำให้ปะปนไปกับสีขาวของเนื้อเต้านมปกติ จนดูไม่ออก รังสีแพทย์จึงนิยมตรวจเพิ่ม
หรือแถมด้วยอัลตราซาวนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สงสัยว่าเต้านมจะมีก้อน
นักวิจัยจากประเทศแคนาดามาทำให้ประชาชนและวงการแพทย์สับสนเมื่อเร็วๆ นี้
โดยแถลงว่าการที่ผู้หญิงตรวจเต้านมของตนเองเป็นประจำเพื่อมองหามะเร็งแต่เนิ่นๆ
นั้นเป็นการเสียเวลาเปล่า แถมยังจะเป็นอันตรายอีกต่างหาก
พูดอย่างนี้ได้อย่างไรในเมื่อหมอทั่วโลกแนะนำให้ผู้หญิงคลำตรวจเต้านมของตัวเองทุกเดือน
มาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว
ปรากฏว่านักวิจัยแคนาดาดังกล่าวให้เหตุผลว่า การคลำเต้านมด้วยตัวเองทุกเดือน
ไม่เห็นจะช่วยลดอันตรายจากมะเร็งเต้านมได้ แถมยังก่อให้เกิดความวิตกกังวล
และผู้หญิงชอบบังคับหมอให้ผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อมาตรวจโดยใช้เหตุ เวลาเธอคลำพบก้อน
หรือสงสัยว่ามีก้อน
ที่ดีกว่าคือ ถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม
นักวิจัยที่ประเทศอังกฤษซึ่งมีผู้หญิงตายจากมะเร็งเต้านมปีละ 13,000 คน
สนับสนุนข้อเสนอของแคนาดา
อย่างไรก็ตาม มีนักวิจัยทั้งที่แคนาดาและสหรัฐอเมริกา โจมตีข้อแนะนำดังกล่าว
เพราะเหมือนกับชักใบให้เรือเสีย
รูปปั้น ชื่อ Night ของไมเคิลแองเจโล เมื่อปี ค.ศ.1524 นี้ มีคนรักศิลปะทั่วโลกบอกว่างดงามมาก
แต่หมอเจนส์ สตาร์ค ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งจากสหรัฐอเมริกากระซิบบอกภรรยาของเขาตอนที่ทั้งคู่ไปเที่ยว
เมืองฟลอเรนซ์ที่รูปปั้นนี้ตั้งอยู่ว่า " ผู้หญิงคนนี้ (ในรูปนั้น) เป็นมะเร็งเต้านม" ทั้งนี้เนื่องจากเต้านมข้างซ้าย
ของรูปปั้นเป่งออกและทั้งนมบวมขึ้นมา เขาจึงเขียนจดหมายไปรายงานไว้ในวารสารแพทย์นิวอิงแลนด์
เพราะคนทั่วไปวิเคราะห์ว่าไมเคิลแองเจโลใช้ผู้ชายเป็นแบบแล้วจึงเต้มเต้านมให้ดูเป็นผู้หญิง
บางคนอธิบายว่าไมเคิลแองเจโลไม่มีความรู้หรือไม่สนใจผู้หญิงเปลือย แต่ข้อสันนิษฐานใหม่ของหมอสตาร์ค
ทำให้ต้องกลับไปคิดใหม่ว่า จริงๆ แล้ว ไมเคิลแองเจโลเลือกสรรร่างกายผู้หญิงมาอย่างดี จึงอาจเป็นไปได้ว่า
ไมเคิลรู้จักมะเร็งเต้านมเพราะโรคนี้คุกคามผู้หญิงมากตั้งแต่ปี 1500 และเข้ากันได้กับหลักการปั้นรูป Night
ที่ไมเคิลต้องการแสดงสัญลักษณ์ของความตาย แม้ว่าสมัยนี้มะเร็งเต้านมไม่ได้หมายถึงคำพิพากษาประหารชีวิตอีกแล้ว
(update 24 กันยายน 2002)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2544 ]
|