
" วันเกิดเอดส์ " คือวันที่ 5 มิถุนายน การที่คนในวงการเขาถือกันอย่างนั้น
เป็นเพราะว่าเมื่อ 5 มิถุนายน พ.ศ.2514 เป็นครั้งแรกที่กรมควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ
รายงานคนไข้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหลายคนซึ่งต่อมาพิสูจน์ทราบว่าเป็นโรคเอดส์
ตั้งแต่มีการแยกและพิสูจน์ทราบเชื้อเอดส์ (HIV) ได้ว่าเป็นไวรัส
ความหวังในการรักษาคนไข้พวกนี้ก็พุ่งมาสู่วัคซีนอย่างเดียว เนื่องจากตราบเท่าทุกวันนี้
ยังไม่มียาใดๆ ในโลกที่รักษาโรคจากเชื้อไวรัสให้หายขาดได้ ทำได้แต่ต้านไม่ให้แบ่งตัว
แพร่พันธุ์เท่านั้น แต่วัคซีนได้ช่วยป้องกันโรคจากเชื้อไวรัสได้มากมายแล้ว เช่น
โรคฝีดาษ โรคพิษสุนัขบ้า โปลิโอ เป็นต้น
ตอนแรกที่มีความหวังเรื่องวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ นักวิทยาศาสตร์ก็คาดว่า
จะผลิตวัคซีนได้ภายในไม่กี่ปี แต่หลังจากที่ทำการทดลองค้นคิดมานาน 17 ปีเข้านี่แล้ว
ปรากฏว่าวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ที่ได้ผลยังไม่มีออกมาให้ใช้กันเลย การที่เป็นอย่างนี
้ท่านผู้รู้กล่าวว่าเป็นเพราะเชื้อโรคเอดส์มันมีการเปลี่ยนตัวมันเองไปเรื่อยๆ ยากที่จะจับ
ให้มั่นคั้นให้ตายได้ ในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองหลายแบบหลายอย่าง
เพื่อให้ท่านผู้อ่านพอได้ไอเดีย ผมก็ขอนำเสนอแนวคิด 8 อย่างที่เขาดำเนินการอยู่ดังนี้
1.ใช้ไวรัสเอดส์ที่ถูกทำให้อ่อนแรงแต่ยังไม่ตาย เข้าไปกระตุ้น
ระบบภูมิต้านทานให้สร้างภูมิต้านทาน แต่วิธีนี้มีข้อเสียคือไวรัสนี้อาจจะทำให้
เกิดโรคเสียเองได้ถ้าเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา
2. ใช้ไวรัสเอดส์ที่ทำให้ตายแล้วกระตุ้นร่างกายแต่เชื้อนี้
ไม่สามารถสร้างโปรตีนของเชื้อเอดส์ ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทาน
จึงอาจไม่ได้ผล
3. ใช้โมเลกุลที่สร้างขึ้นมาโดยวิธีทางพันธุกรรม เป็นโมเลกุลคล้ายของโปรตีน
เปลือกนอกของเชื้อเอดส์ ซึ่งสามารถกระตุ้นภูมิต้านทานได้
4. ใช้ชิ้นส่วนเล็กๆ ของโปรตีนเอดส์ ซึ่งทำง่ายและปลอดภัยมาใช้
แต่มันอาจจะไม่กระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานที่กว้างขวางครอบคลุม
เพียงพอจะต้านเชื้อเอดส์ได้
5. ใช้เชื้อแบคทีเรียที่ได้รับการปรับเปลี่ยนพันธุกรรม
ให้ผลิตโปรตีนเอดส์ออกมาเป็นวัคซีนกระตุ้นร่างกาย
6. ใช้เชื้อวไรัสที่ไม่ร้ายมาปรับเปลี่ยนพันธุกรรมให้ผลิตสารโปรตีนเอดส์อย่างข้อ 5
7. ใช้สารดีเอ็นเอจากเชื้อเอดส์ที่แยกออกมา เอาไปใส่เซลล์คน
ทำให้มันสามารถสร้างโปรตีนเอดส์ออกมากระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิต้านทานเอดส์ได้
8. แนวทางสุดท้ายคือการใช้หลายอย่างรวมกัน เป็นสูตรผสม
ซึ่งอาจจะสามารถช่วยกันกระตุ้นภูมิต้านทานไว้กว้างขวางครอบคลุมมากกว่า
วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่กล่าวถึงข้างต้น
จะเห็นได้ว่าการคิดค้นทดลองวัคซีนเอดส์มีมากมายหลายวิธี คนที่บากบั่นมุ่งมั่น
ดำเนินการหาเอดส์วัคซีนมากกว่าใครๆ คือหมอ Seth Berkley วัย 40 ปี หมอคนนี้
เขาเป็นผู้อำนวยการสถาบัน International AIDS Vaccine Initative (IAVI)
เขาจบจากมหาวิทยาลัยบราวน์และฮาร์วาร์ดและได้รับการอบรมทางระบาดวิทยาจาก
บราซิล และอูกานดา ที่ซึ่งเขาได้เห็นการเริ่มแพร่ระบาดของเอดส์ในปี 1980 กว่าๆ
เขาเป็นนักสู้เอดส์ที่แต่งตั้งตัวเองเข้ามาทำงานใหญ่นี้ บทบาทของเขาคือ
นอกจากไปเที่ยวปาฐกถาในงานวิชาการแล้ว ยังเที่ยวหาทุนจากแหล่งต่างๆ
เพื่อส่งเสริมการวิจัยวัคซีนป้องกันเอดส์ ขณะนี้รวบรวมเงินทุนได้ 230 ล้านเหรียญ
และได้ช่วยสนับสนุนให้มีโครงการทดลองวัคซีนเอดส์ในหลายทวีปทั่วโลกพร้อมๆ กันไป
โดยเขาคิดว่าวิธีนี้อาจจะได้วัคซีนเร็วขึ้น คืออาจจะล้มเหลวบ้างได้ผลบ้างก็ได้
เขาตั้งความหวังไว้ว่าจะพยายามหาวัคซีนให้คนทั่วโลกใช้ให้เร็วที่สุด
แต่การตั้งความหวังอย่างนั้นหลายคน บอกว่าเป็นการฝันเฟื่องมาก เพราะการทดลองวัคซีน
แต่ละอย่างต้องใช้คนไข้มากมาย ใช้เงินทุนมหาศาล เมื่อเปรียบเทียบกับการหายาต้านเอดส์
ซึ่งทำง่ายกว่ามาก เพราะทำแล้วสร้างผลกำไรให้กับบริษัทยามากกว่าวัคซีนมาก
ปัจจุบันนี้จึงเห็นว่าประเทศพัฒนาทางตะวันตกมีการใช้เงินซื้อยามากกว่าใช้เงินวิจัย
วัคซีนมากมาย (3 พันล้านเหรียญ ต่อ 350 ล้านเหรียญต่อปี) ทุกวันนี้ IAVI ได้ลงทุนไป
20 ล้านเหรียญ ให้บริษัท 5 แห่งทำการทดลองวัคซีนเอดส์ โดยหวังว่าในปี 2007
จะได้วัคซีนมาใช้ เราคนไทยก็ได้แต่นั่งเชียร์ให้มันเป็นความจริงขึ้นมา
ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้อ่านใกล้หมอได้มีภูมิปัญญาเป็นภูมิต้านทาน
การหลอกลวงฉ้อโกงขายยารักษาเอดส์โดยอาศัยความกลัวของคนไข้เอดส์
เพื่อประโยชน์โภชน์ผลส่วนตัวซึ่งมีอยู่ทั่วไปในสังคมมนุษย์ครับ
(update 10 ตุลาคม 2001)
[ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2544 ]
|