มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


แผนป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ. 2545-2549


แผนป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ เป็นอย่างดี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 จากความรู้ และประสบการณ์ในการทำงานในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้รับการบันทึก วิเคราะห์ กลั่นกรอง เพื่อนำเสนอเป็นแนวทางในการปรับนโยบายให้สอดคล้อง กับแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ที่จะได้นำเสนอ ดังนี้

  • สาระสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549)

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาแบบองค์รวม ที่ยึด "คน" เป็นศูนย์กลางการพัฒนา และการพัฒนาอย่างมี "ดุลยภาพ" ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คนในสังคมมีความสุขถ้วนหน้า สามารถพึ่งตนเอง และก้าวทันโลก โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นไทย และมุ่งเน้นการปรับระบบบริหารจัดการประเทศใหม่ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เนื่องจากระบบการบริหารงานภาครัฐเป็นแบบรวมศูนย์อำนาจ ทำให้ขาดความยืดหยุ่น และขาดประสิทธิภาพ ระบบกฎหมายที่ล้าสมัย และปรับไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่สามารถปรับกระบวนการได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง จึงทำให้การแปลงแผนสู่การปฏิบัติในช่วง พ.ศ. 2540-2544 เป็นไปได้ช้า

ภายใต้สถานการณ์ และแนวโน้มในอนาคตที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศดังกล่าว จึงได้กำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมที่เน้นคนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของโลกในยุคปัจจุบัน ยึดหลัก "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ที่มุ่งเน้นสร้างหลักทางสายกลาง ความสมดุลพอดี รู้จักพอประมาณอย่างมีเหตุผล เป็นพื้นฐานการพัฒนา และเป็นหลักสร้างภูมิคุ้มกันให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกตามแนวเศรษฐกิจยุคใหม่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างสมดุลด้วยคุณภาพ ดังนั้น ทิศทางการพัฒนาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 จึงได้กำหนดที่จะมุ่งการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ และสังคม ให้เกิดสัมฤทธิผลในทางปฏิบัติให้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญลำดับสูงต่อการบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างภาวะผู้นำร่วมกันในทุกระดับ ในอันที่จะสร้างพลังร่วมกันให้เกิดค่านิยมใหม่ในสังคมที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการประเทศใหม่ ที่มุ่งสู่ประสิทธิภาพ และคุณภาพ พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และยกระดับคุณภาพชีวิต ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะคนยากจน และผู้ด้อยโอกาส ทั้งนี้ เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศอย่างมีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มี "คน" เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

  • สถานการณ์ ผลกระทบ และแนวโน้มของปัญหาเอดส์ในประเทศไทย

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดจากปีละ 143,000 ราย ในปี พ.ศ. 2534 เหลือ 29,000 ราย ในปี พ.ศ. 2543 แต่ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อที่ยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 700,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์แล้วประมาณ 300,000 ราย คาดว่าแต่ละปีในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ปีละประมาณ 50,000 ราย ซึ่งร้อยละ 90 อยู่ในช่วงอายุ 20-44 ปี ซึ่งเป็นวัยแรงงานที่สำคัญของประเทศ จากข้อมูลดังกล่าวส่งผลต่อประเทศ คือ ด้านการป้องกัน การแพร่ระบาด ขณะนี้โรคเอดส์ได้แพร่ระบาดจากกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ เข้าสู่ประชาชนทั่วไป โดยคาดว่าชายไทยมีอัตราการติดเชื้อร้อยละ 2 หญิงไทยมีอัตราการติดเชื้อร้อยละ 1 และมีเด็กที่ติดเชื้อจากมารดาไม่ต่ำกว่า 33,000 ราย ถึงแม้ว่าจะสามารถลดการติดเชื้อรายใหม่ได้ ในประชากรกลุ่มต่าง ๆ แต่ยังมีข้อบ่งชี้ทางพฤติกรรมต่าง ๆ ทางด้านเพศสัมพันธ์และการใช้สารเสพติด โดยเฉพาะในวัยรุ่น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ หากไม่มีมาตรการการป้องกันที่ได้ผล และยั่งยืนต่อเนื่อง ก็อาจเกิดการระบาดระลอกใหม่ได้

ด้านผลกระทบต่อการบริการรักษา จากจำนวนผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยเอดส์ที่ยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 700,000 ราย ประกอบกับงบประมาณที่มีค่อนข้างจำกัด ทำให้รัฐสามารถให้บริการทางด้านสุขภาพ ได้ในวงจำกัด ผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยเอดส์จึงไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ ได้อย่างทั่วถึง และเป็นธรรม

ด้านผลกระทบต่อปัจจัยทางสังคม และเศรษฐกิจ ประเทศไทยสูญเสียกำลังคนก่อนวัยอันควร ครอบครัวสูญเสียผู้นำ เด็กที่ได้รับกระทบ แม้ไม่ติดเชื้อก็สูญเสียโอกาสการเรียน ภาระการเลี้ยงดู ตกแก่ปู่ย่าตายาย ทำให้พัฒนาการทางสังคมถดถอยไป

ด้านความร่วมมือระหว่างภาคีต่างๆ เอดส์ทำให้ภาคีต่างๆ หันมาร่วมมือกันมากขึ้น ทั้งในประเทศ และนอกประเทศ แต่ความร่วมมือเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจการเมือง และการค้าระหว่างประเทศ และยังถูกแทรกแซงด้วยปัจจัยอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้การทำงานแบบพหุภาคี ของประเทศไทยด้อยประสิทธิภาพลงไป

ด้านการพัฒนากลไกการบริหารจัดการ ได้มีการพัฒนากลไกการบริหารจัดการอย่างเห็นได้ชัด ในลักษณะร่วมคิด แบ่งกันทำ มีคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ และสำนักงานเลขานุการที่เป็นรูปธรรม มีการแยกวงเงินงบประมาณออกมาให้ชัดเจน แต่กลไกที่เกิดใหม่มีพัฒนาการช้า ซึ่งอาจเกิดจากวัฒนธรรมขององค์กร และระบบการบริหารจัดการ ของประเทศไทยที่เป็นแบบรวมศูนย์ และเปลี่ยนบุคลากรบ่อย

  • แนวโน้มของปัญหาเอดส์ในประเทศไทย

แนวโน้มของสังคมไทย (ที่มา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ.2545-2549)

ปัจจุบันสังคมไทยตกอยู่ในกระแสวัตถุนิยม ขาดการกลั่นกรอง และเลือกใช้วัฒนธรรมสมัยใหม่ จากต่างประเทศได้อย่างเหมาะสม จึงก่อให้เกิดปัญหาทางด้านศีลธรรมและสังคมมากขึ้น โดยปัจจุบัน ค่านิยมของสังคมไทยได้เบี่ยงเบนจากเอกลักษณ์วัฒนธรรมที่ดีงาม และคุณค่าชีวิตเรียบง่ายแบบดั้งเดิม มายึดติดกับอำนาจนิยมจากความร่ำรวย และระบบอุปถัมภ์ เกิดกระแสวัตถุนิยม และบริโภคนิยม คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 รุนแรง โดยได้ส่งผลกระทบให้ภาวะการว่างงานรุนแรงขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว ทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ ของคนไทยลดลง มาตรฐานความเป็นอยู่ของคนในชนบทได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าคนในเมือง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการอพยพของแรงงานกลับสู่ชนบท และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากการหดตัว ทางเศรษฐกิจในทุกภูมิภาค ประกอบกับวัฒนธรรมต่างชาติสมัยใหม่ที่เข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และสื่อบันเทิงต่าง ๆ ขณะที่คนไทยจำนวนมากยังขาดความสามารถในการกลั่นกรอง และเลือกใช้ประโยชน์ ได้อย่างรู้เท่าทัน จึงนำไปสู่การครอบงำทางวัฒนธรรม และเร่งพฤติกรรมบริโภคนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ยิ่งขึ้น ส่งผลให้สภาพวิถีชีวิตในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เกิดปัญหาความเสื่อมทางศีลธรรม และปัญหาทางสังคมด้านต่าง ๆ ติดตามมา โดยเฉพาะปัญหายาเสพย์ติด อบายมุข ความไม่ปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินปัญหาเอดส์ ครอบครัวแตกแยก ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงจำเป็นต้องระดมพลัง จากทุกฝ่ายเข้ามาร่วมรับผิดชอบ และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคนและสังคมได้อย่างเหมาะสม คนไทยมีการศึกษาสูงขึ้น และสุขภาพอนามัยโดยรวมดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่อัตราการเจ็บป่วยและตาย ด้วยโรคที่เกิดจากพฤติกรรมยังเป็นปัญหาด้านสุขภาพ โดยคนจนส่วนใหญ่ขาดการศึกษา หรือได้รับการศึกษาน้อย ขาดที่ทำกิน หรือมีที่ทำกินขนาดเล็ก ขาดการรวมกลุ่ม และขาดข้อมูลข่าวสารความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ขณะที่มีภาระการพึ่งพิงสูง และไม่สามารถเข้าถึงบริการของรัฐ และความช่วยเหลือต่าง ๆ ของรัฐ ยกเว้นบริการด้านสุขภาพที่นับว่ามีผลสำเร็จอยู่ในระดับค่อนข้างดี ด้วยเหตุที่ปัญหาความยากจน เกิดจากความขัดสนในหลายด้านดังกล่าว การแก้ไขปัญหาจึงควรปรับเปลี่ยนนโยบาย มาเป็นการเสริมสร้างศักยภาพ และโอกาสให้คนจนสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ซึ่งรวมถึงการปรับระบบ และกลไกด้านต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการเสริมสร้างศักยภาพ และความเข้มแข็งของคนจนด้วย

ระบบสถาบัน และโครงสร้างการบริหารทางเศรษฐกิจและการเมืองยังมีกระบวนทัศน์ การพัฒนาแบบเก่าที่มีลักษณะรวมศูนย์อำนาจการบริหาร และตัดสินใจอยู่ในส่วนกลาง และเน้นความรับผิดชอบของภาครัฐเป็นหลัก ประกอบกับโครงสร้างการบริหารงานแผ่นดิน ที่ค่อนข้างซับซ้อนทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น มีผลทำให้ขาดการกระจายอำนาจการบริหาร และตัดสินใจไปสู่ระบบชุมชนและท้องถิ่นอย่างจริงจัง ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังมีขีดความสามารถจำกัด ประชาชน และชุมชนยังไม่ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง การพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันได้มีการจัดทำแนวทาง และขั้นตอนการกระจายอำนาจ ไปสู่ท้องถิ่นที่ชัดเจนมากขึ้นตาม พ.ร.บ.กำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งกระบวนการถ่ายโอนอำนาจ และภารกิจยังอยู่ในระยะเริ่มต้นยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจสู่ส่วนท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

ระบบราชการยังอ่อนแอ และด้อยประสิทธิภาพ เนื่องจากโครงสร้างของระบบราชการมีขนาดใหญ่ และการบริหารราชการขาดประสิทธิภาพ มีการทำงานแบบแยกส่วน ขาดการประสานงาน ส่งผลให้การทำงานมีความซ้ำซ้อน ใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งโครงสร้างการบริหาร ของระบบราชการยังเป็นแนวดิ่ง จึงไม่สามารถปรับตัวให้ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมของสังคมสมัยใหม่ ที่มีความซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับทัศนคติของบุคลากรภาครัฐยังยึดติดกับ การควบคุมดูแลมากกว่าการให้บริการ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน จึงเป็นอุปสรรคสำคัญ ของการพัฒนาประเทศในระยะที่ผ่านมา ปัจจุบันได้มีการจัดทำแผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ แต่การดำเนินงานยังไม่ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ทั้งยังมีความจำเป็นต้องปฏิรูปราชการ ทั้งระบบอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อให้ระบบราชการมีสมรรถนะที่แข็งแกร่ง และสามารถปรับตัว เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศได้

ระบบกฎหมายไทยยังล้าสมัย ปรับไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เนื่องจากกฎหมายส่วนใหญ่ มีวัตถุประสงค์ที่ไม่หลากหลาย ขาดความยืดหยุ่น ไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมุ่งการควบคุมเป็นหลัก แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ยากลำบากและล่าช้า จึงทำให้กฎหมายกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องเร่งปฏิรูประบบกฎหมายไทย ให้มีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงได้เร็ว ทันสมัย และสอดคล้อง สนับสนุนการบริหารพัฒนาประเทศ รวมทั้งการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคม ขณะเดียวกันจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่สำคัญ ของระบบกฎหมายไทย ในด้านการปรับระบบคิด และระบบการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพ และคุณธรรมของบุคลากรทางกฎหมายของไทย และด้านการปรับปรุงกลไกและกระบวนการ นิติบัญญัติของไทยให้มีประสิทธิภาพรวดเร็ว เปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชนให้สามารถนำเสนอ ความต้องการของสังคมได้อย่างเหมาะสม

การทุจริต และประพฤติมิชอบเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน และจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญคือ การขาดประสิทธิภาพของระบบราชการ และการเมืองที่นำไปสู่การใช้อิทธิพล เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว และพวกพ้อง ประกอบกับระบบสังคมที่เป็นระบบอุปถัมภ์เอื้อต่อการทุจริต และมีค่านิยมที่ยกย่องอำนาจ และความร่ำรวย รวมทั้งข้าราชการบางส่วนยังขาดอุดมการณ์ และจิตสำนึกเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทำให้การทุจริต และประพฤติมิชอบเกิดขึ้นในระบบราชการทุกระดับ รวมทั้งภาคธุรกิจเอกชน ส่งผลให้เกิดการสูญเสียทั้งภาครัฐและเอกชน และยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ไว้วางใจ และการยอมรับจากประชาชนนักลงทุนไทยและต่างชาติต่อระบบราชการ แม้จะมีความพยายาม แก้ไขปัญหาการทุจริต และประพฤติมิชอบอย่างต่อเนื่อง แต่การดำเนินงานยังล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของปัญหา ทำให้ปัญหามีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดทุนทางสังคม และทางเศรษฐกิจหลายประการ ซึ่งเป็น "จุดแข็ง" ของประเทศที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันได้วางพื้นฐานให้เกิดการปฏิรูปที่สำคัญทั้งทางสังคม การเมือง การบริหาร ภาครัฐ และการกระจายอำนาจ ขณะที่กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและพลังท้องถิ่นชุมชน มีความเข้มแข็งมากขึ้น สื่อต่าง ๆ มีเสรีภาพมากขึ้น เอื้อต่อการเติบโตของประชาธิปไตย การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในสังคมไทย ทั้งจุดแข็ง ของวัฒนธรรมไทยที่ยืดหยุ่น และเปิดกว้าง มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมเป็นปึกแผ่น และมีสถาบันหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เมื่อประกอบกับความได้เปรียบทางทำเลที่ตั้งของประเทศ ที่สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและในภูมิภาค จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนการพัฒนา ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรภาครัฐ การพัฒนาระยะต่อไปจำเป็นต้องอาศัยจุดแข็งของ ทุนทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ ทั้งในด้านโครงข่าย โครงสร้างพื้นฐานที่กระจายค่อนข้างทั่วถึง ตลอดจนศักยภาพทางพื้นที่ฐานเศรษฐกิจที่ได้ลงทุนพัฒนาขึ้นแล้ว โดยมุ่งให้เกิดการใช้ประโยชน์ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

  • แนวโน้มภาระการดูแลทางสังคม และการแพทย์แก่ผู้ป่วย และครอบครัวจะมีมากขึ้น

โรคเอดส์เริ่มแพร่ระบาดในกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง แต่จนถึงปัจจุบันการถ่ายทอดเชื้อโรคเอดส์ ปรากฏอยู่ในกลุ่มประชาชนทั่วไป โดยมีการติดเชื้อมากขึ้นในกลุ่มวัยรุ่น และสตรี อันเป็นผลมาจาก เงื่อนไขทางวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม และสังคมที่เกื้อหนุนอยู่ แม้ว่าการควบคุมป้องกันโรคเอดส์ ในระยะเวลาที่ผ่านมาจะสะท้อนผลสำเร็จจากการลดอัตราการติดเชื้อรายใหม่ลงได้ก็ตาม แต่ผลกระทบจากการที่ผู้ติดเชื้อเริ่มมีอาการเจ็บป่วยจากโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อันก่อให้เกิดภาระการดูแลทางสังคม และการแพทย์แก่ผู้ป่วยเหล่านี้ และครอบครัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

  • แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเศรษฐกิจ ส่งผลต่อวิถีการดำเนินชีวิต และการแพร่ระบาดของโรคเอดส์

พฤติกรรมทางเพศในสังคมไทยที่เป็นปัจจัยเอื้อต่อการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ มีพื้นฐานมาจาก การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ และศักยภาพของชุมชน วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อมในเชิงข้อมูลข่าวสาร ค่านิยมทางสังคม และการเติบโตของสถานเริงรมย์ อันเป็นผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจในลักษณะวัตถุนิยม ใน 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขเหล่านี้สามารถทำได้สำเร็จในระดับหนึ่ง โดยมีหลักฐานที่ชัดเจนว่าผู้ชายไทยเที่ยวผู้หญิงบริการน้อยลง

การพัฒนาสถาบันครอบครัว และชุมชนท้องถิ่นเป็นยุทธวิธีหลักทั้งในแง่การป้องกัน การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ และในด้านการพัฒนาระบบการดูแลผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยในระดับชุมชน จะต้องดำเนินการผ่านโครงสร้างพื้นฐานของสังคมที่จำเป็น ได้แก่ ระบบการศึกษา ระบบสวัสดิการแรงงาน และระบบบริการสาธารณสุข แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตก็คือ ขาดการสอดประสานบริการพื้นฐานสังคมเหล่านี้ เข้าไปในระบบการบริหารงานในระดับท้องถิ่น และภูมิภาค ให้ผู้บริหารในระบบงานเหล่านี้สามารถเข้าใจกลยุทธ์ และสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของสังคมในพื้นที่ จนมีเอกภาพเพียงพอที่จะสร้างสถาบันครอบครัว และชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็งขึ้นได้

ประชากรไทยที่ได้รับเชื้อเอชไอวีในอดีตจะเริ่มเจ็บป่วยมากขึ้น และคาดว่าจะพบในกลุ่มแรงงาน มากกว่าในกลุ่มอื่น ๆ หากไม่เร่งพัฒนามาตรการป้องกันที่สอดคล้องกับอุบัติการณ์ของโรคมีแนวโน้มว่า ประเทศต้องประสบปัญหาด้านแรงงาน ซึ่งอาจส่งผลให้ต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น มีผลต่อศักยภาพในการพัฒนาประเทศ และส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ นอกจากนั้น รัฐยังจะต้องใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการรักษา และดูแลสุขภาพของประชาชนผู้ติดเชื้อแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากไม่สามารถชะลอ หรือหยุดการแพร่ของโรคเอดส์ได้ นอกไปจากนั้น ปัญหาชนกลุ่มน้อย และแรงงานอพยพผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศ จะยังมีปริมาณมากขึ้นในอนาคต คนเหล่านี้ขาดโอกาส ที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันตัวเองจากโรคเอดส์ อันจะทำให้ความซับซ้อนของการแก้ปัญหา ในด้านนี้เพิ่มมากขึ้น

  • แนวโน้มความขัดแย้งทางสังคมอันเนื่องมาจากปัญหาเอดส์จะรุนแรงขึ้น

ความขัดแย้งในสังคม อันเกิดจากทัศนคติต่อต้านผู้ติดเชื้อ และครอบครัว ยังไม่ลดลง หรือหมดไป ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อส่วนหนึ่งถูกจำกัดให้ไม่สามารถประกอบอาชีพเพื่อหาเลี้ยงตนเอง และครอบครัว ถูกกีดกันไม่ให้ใช้สิทธิเฉกเช่นคนไทยอื่น ๆ ในการแสวงหาที่อยู่อาศัย และดำรงชีพอยู่ในสังคม อย่างสมานฉันท์ ทารกของมารดาที่ติดเชื้อบางส่วนถูกทอดทิ้งไว้ให้เป็นภาระของรัฐ และสังคม เด็กที่ติดเชื้อเอดส์บางส่วน เมื่อเจริญเติบโตขึ้นจะถูกจำกัดสิทธิในการได้รับการศึกษาตามปรกติ ปัญหาสังคมเหล่านี้ จะมีปริมาณมากขึ้นเป็นทวีคูณในระยะ 5 ปีข้างหน้า นอกจากนั้น ในปัจจุบันกระบวนการแก้ไขปัญหาทางสังคมดังกล่าวยังไม่ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะเพียงพอ ที่จะแก้ไขความขัดแย้งทางสังคมที่แหลมคม และซับซ้อนจากโรคเอดส์

  • แนวโน้มการลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต

แนวโน้มการลงทุนจากประเทศอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับป้องกัน และบำบัดโรคเอดส์จะมีเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกันกฎหมายสิทธิประโยชน์ของผลผลิต จากการวิจัยเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเจ้าของเทคโนโลยีจะถูกบังคับใช้มากขึ้น แม้ว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า คงจะยังไม่สามารถนำผลสำเร็จจากการศึกษาวิจัยมาใช้ประโยชน์ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์ได้ แต่การเตรียมการรองรับความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวจะส่งผลต่อการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติในระยะยาว

  • แนวโน้มการบริหารจัดการปัญหาเอดส์

กรอบแนวคิด กลวิธี ตลอดจนวัฒนธรรมในการบริหารจัดการงานป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์ ของประเทศมีความแตกต่างหลากหลาย สังคมไทยในทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนตระหนักถึงปัญหา และภัยจากผลกระทบทางสังคม และเศรษฐกิจของโรคเอดส์ซึ่งแพร่ระบาดอยู่ในประเทศ ก่อให้เกิดความร่วมมือ และการเร่งระดมทรัพยากรจากทุกส่วนเข้ามาร่วมในการแก้ไขปัญหา แต่ในขณะเดียวกันการบริหาร จัดการโครงการที่มีผู้ร่วมเจตนารมณ์หลากหลายพื้นฐานเช่นนี้ ทำให้มีกรอบแนวคิด และกลวิธี ตลอดจนวัฒนธรรมในการบริหารงานที่แตกต่างกัน อันส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ระบบการวางแผนประสานภาคกิจกรรมในลักษณะแผนชาติ และการจัดองค์กรบริหารงานในระดับชาติ และระดับจังหวัด ในรูปคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์ที่ดำเนินการ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้จะแสดงออกถึงการประสานงานที่ดี แต่ด้วยข้อจำกัดในรูปแบบการจัดงบประมาณ เป็นรายการการบริหารงบประมาณ การบริหาร จัดการในรูปของคณะกรรมการ อนุกรรมการ และแนวความคิดอนุรักษ์นิยมของราชการ ซึ่งไม่ประสานสอดคล้องกับองค์กรเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ ทำให้สูญเสียโอกาสที่จะสร้างนวัตกรรมในการบริหารงานที่มีประสิทธิผลสูงสุด การวิเคราะห์แนวโน้ม การบริหารจัดการปัญหาเอดส์ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแผนงาน และโครงการต่างๆ ภายใต้แผนงานป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ จึงจัดเป็นกิจกรรมจำเป็นเพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยน ยุทธศาสตร์การจัดทำแผนให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศต่อไป ซึ่งควรดำเนินการบริหารจัดการแผนงานโครงการในระดับชาติ ในช่วงแผนป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์ แห่งชาติ พ.ศ. 2545-2549 ดังนี้
1. คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์ ดำเนินการให้เกิด การบูรณาการของกิจกรรมเกี่ยวกับการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ ให้เป็นภารกิจ ของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน

2. ปรับภารกิจในการใช้งบประมาณของแผนป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์ ให้สามารถรองรับการสร้างความรู้ และการเตรียมพร้อมให้แก่บุคลากรของโครงสร้างองค์กรใหม่ ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการจัดการกับปัญหาเอดส์ในอนาคตอย่างแท้จริง ได้แก่ ประชาคมรากหญ้า ในแต่ละท้องถิ่นองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นในระดับต่างๆ

3. ประสานเครือข่ายทางวิชาการ และประชาคม เพื่อให้เกิดกระบวนการวิเคราะห์ และสังเคราะห์สถานการณ์ปัญหาเอดส์ทั้งทางด้านสังคม และสุขภาพ รวมทั้งมีสมรรถนะในการประเมิน ภาวะการปรับเปลี่ยนของโครงสร้างทางสังคม และการเมืองได้ทันการณ์ อันจะช่วยให้ตอบสนอง ต่อการใช้กลไกคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์ ได้สอดคล้อง กับภาวะการณ์ปัจจุบัน

4. กำหนดกลไก และองค์กรเพื่อประสานทางวิชาการให้เกิดกระบวนการประเมินผล และติดตามภารกิจด้านการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์ เพื่อให้เข้าใจปัญหา และอุปสรรคของโครงการ ในแต่ละปี และกำหนดแนวทางปรับแก้แผนงานได้สอดคล้องกับสถานการณ์

5. โอนมอบกิจการดำเนินการให้บูรณาการเข้าไปอยู่ในภารกิจขององค์กรท้องถิ่น และหน่วยบริการต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชนให้มากที่สุด โดยเน้นการเสริมสร้างศักยภาพ คณะอนุกรรมการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์จังหวัด ในการดำเนินงานป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์ ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบบริหารจัดการปัญหาเอดส์แบบองค์รวม สามารถบูรณาการงานป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์ในระดับจังหวัด การถ่ายโอนภารกิจ อำนาจการตัดสินใจ และการบริหารจัดการงบประมาณลงสู่คณะอนุกรรมการแผนป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์จังหวัด ได้อย่างเป็นรูปธรรม
การผลักดันนโยบายดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายได้ จะเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถที่เน้นการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังในลักษณะพหุภาคี เพื่อให้การดำเนินงานป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์ของประเทศไทย มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และประหยัดทรัพยากรประเทศ


(update 8 สิงหาคม 2001)


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600