มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


เมื่อโรคกลากมาเยือน


โรคกลาก เกิดจากเชื้อราจัดเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยมากในเมืองไทย เนื่องจากโรคนี้มักแพร่หลายในแหล่งที่มีอากาศร้อนและชื้น เช่น ไทย พม่า ลาว และฟิลิปปินส์ ถ้าเป็นในเด็กเล็กมักจะมีประวัติว่า เด็กชอบเล่นกับสุนัขหรือแมว หรือเกิดการระบาด ในบ้านที่นิยมให้สัตว์เลี้ยงเหล่านี้เข้ามานอนคลุกคลีตามพื้นบ้าน โต๊ะรับแขก รวมทั้งในห้องนอน ถ้าเป็นในผู้ใหญ่มักจะเป็นคนที่ต้องทำงานหรือออกกำลังกายอยู่เสมอ จนมีเหงื่อออกชื้นแฉะ ตามร่างกาย และต้องทิ้งช่วงหลายชั่วโมงกว่าจะมีการชำระล้างเหงื่อไคลออกจากร่างกาย รายที่ต้องใส่เสื้อผ้าหมักหมมกันนานๆ และเสื้อผ้าเปียกชื้นเสมอ มักจะเป็นแหล่ง ที่ทำให้เชื้อเจริญได้ดี เมื่อคนนำมาสวมใส่จะติดโรคได้

กลาก เกิดจากเชื้อ 3 สายพันธุ์ คือ Trichophyton, Microsporon และ Epidermophyton ซึ่งสามารถทำให้เกิดโรคเชื้อราได้ทั้งตัว ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

เชื้อกลากที่ขาหนีบ มักเกิดจากสายพันธุ์ Epidermophyton ซึ่งเป็นบ่อยในเด็กผู้ชายมากกว่า เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้โดยการใช้ส้วมแบบโถนั่งเดียวกัน นั่งเก้าอี้ตัวเดียวกัน ยืมกางเกงมาสวมใส่ รวมทั้งการใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันด้วย นอกจากนี้ กลากที่ขาหนีบอาจติดต่อ ไปยังเท้าของผู้อื่น โดยทำให้เกิดโรคกลากที่เท้า หรือเรียกว่า ฮ่องกงฟุต โดยที่เดินเท้าเปล่า และเหยียบลงบนพื้นห้องน้ำ พื้นบ้านของคนที่เป็นกลากบริเวณขาหนีบ

โรคกลากที่ขาหนีบ พบบ่อยที่สุด คือ เริ่มด้วยตุ่มแดงคล้ายถูกยุงกัด ขนาดประมาณ 2-3 ม.ม. แท้จริงแล้วตุ่มแดงเกิดจากมีเชื้อมาเกาะที่ผิวหนังส่วนนั้น แต่ผู้ป่วยหลายคนมักเข้าใจว่าถูกยุงกัดก่อน 2-3 วันต่อมา ตุ่มแดงจะเริ่มมีอาการคัน ตกสะเก็ดเล็กน้อย ตุ่มแดงเริ่มขยายกว้างออกเรื่อยๆ เมื่อวันเวลาผ่านไป จะมีลักษณะเฉพาะคือ เป็นวงกลมหรือรี ขอบแดงจัดมีสะเก็ดคลุม ส่วนผิวหนังตรงกลางมักจะปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการคันมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษา และผู้ป่วยเกาบริเวณผื่น เชื้อราอาจกระจายไปสู่ผิวหนังตรงที่เกาใหม่ได้ หรือเชื้อติดตามเสื้อผ้าไปยังผิวหนังข้างเดียว ทำให้มีเชื้อรากระจายตามตัวได้

โรคกลากที่เท้า หรือฮ่องกงฟุต มีอาการทางผิวหนัง ได้ 3 แบบคือ
1. ซอกนิ้วเท้าเปื่อย ชนิดนี้พบบ่อยสุด และมักเป็นในผู้ชาย เนื่องจากลักษณะการแต่งตัวของผู้ชายนั้นเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา ได้เป็นอย่างดี คือ ต้องสวมถุงเท้าและใส่รองเท้าคัดชูทับอย่างมิดชิดเป็นเวลานาน หลายชั่วโมงติดต่อกัน และถ้าเป็นข้าราชการตำรวจหรือทหารที่ต้องใส่รองเท้าบู๊ท จะยิ่งเป็นฮ่องกงฟุตได้มากขึ้นไปอีก เพราะเท้าอบมากยิ่งขึ้น ลักษณะเฉพาะอีกอย่างคือ เท้ามีกลิ่นเหม็นจัด

2. เป็นเม็ดใสๆ ใต้ฝ่าเท้า เม็ดใสๆ มักรวมกันเป็นหย่อมๆ หย่อมละ 4-5 เม็ด ผู้เป็นจะมีอาการคันมากต้องเกาจนน้ำเหลืองไหล ภายหลังจากน้ำเหลืองแห้ง จะตกสะเก็ดเป็นคราบเลือดปนน้ำเหลือง ถ้าผู้ป่วยรักษาความสะอาดเท้าได้ดี จะไม่เป็นตุ่มหนอง แต่ถ้าไม่รักษาความสะอาดอย่างเพียงพอ จะเกิดตุ่มหนองบริเวณเท้า และทำให้มีอาการเจ็บบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบด้านนั้น หรือที่เรียกไข่ดันบวม บางรายมีไข้ด้วย เดินไม่ได้ถนัด ต้องเดินกะเผลก ชนิดนี้มักเป็นในรายที่ต้องสวมใส่ถุงเท้า ประจำเช่นกัน

3. ชนิดฝ่าเท้าลอกเป็นขุยสีขาวๆ ชนิดนี้รุนแรงน้อยที่สุด ผู้ป่วยสามารถจะทนอยู่ได้เป็นปีๆ โดยไม่ทราบว่าเป็นโรค เนื่องจากอาการทางผิวหนัง มีแต่อาการผิวหนังลอกเท่านั้น ไม่คันมาก มักเป็นในรายที่ต้องเดินเท้าเปล่าเป็นประจำ เช่น กรรมกร ชาวนาชาวสวน แต่เมื่อทิ้งไว้นานหลายๆ ปี อาการฝ่าเท้าลอก จะกลายเป็นฝ่าเท้าหนาด้วย ผู้ป่วยอาจจะเริ่มเจ็บ จึงมาหาแพทย์
โรคกลากบริเวณลำตัว พบเป็นอันดับสาม โดยมีผื่นวงกลมขอบแดงจัด มีสะเก็ดขาวๆ ตรงขอบ ผู้ป่วยมีอาการคันมาก เมื่อไม่รักษา จะลามไปขึ้นที่ใหม่ไม่ห่างออกจากที่เดิมมากนัก การลามไปที่อื่นๆ เกิดจากการที่ผู้ป่วยเกา เชื้อราจะติดตามซอกเล็บไปสู่ผิวหนังใกล้เคียง ตำแหน่งที่เป็นได้บ่อย คือ ขอบเอว หน้าอก หลัง

ตำแหน่งที่พบโรคกลากได้น้อยมาก คือ บริเวณใบหน้า เนื่องจากบริเวณหน้าทุกคน มักให้การดูแลและรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี แต่ก็ยังปรากฏอาการของโรคได้ ส่วนมากเป็นวงไม่ใหญ่รัก เพราะผู้ป่วยมักต้องรีบพบแพทย์เสมอ

สำหรับการพิสูจน์ว่าเป็นโรคกลากจริงหรือไม่นั้น กระทำได้โดยการขูดเบาๆ ที่ขอบของผื่น จนได้สะเก็ดเล็กๆ แล้วนำใส่บนสไลด์หยดน้ำยา 30% โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ ลงไปบนสะเก็ดนั้น ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที นำไปส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ ถ้าเป็นโรคกลากจริง จะพบเชื้อรา ซึ่งมีลักษณะเป็นไมซีเลี่ยม อยู่ในสะเก็ดนั้น

การป้องกัน สามารกระทำได้โดย รักษาความสะอาดของร่างกาย อาบน้ำฟอกสบู่ทุกวัน เช็ดตัวให้แห้งทุกครั้ง ตัดผม เล็บมือ และเล็บเท้าให้สั้น ล้างให้สะอาด เมื่อจับหรือเกา บริเวณที่เป็นโรค ให้ล้างมือทุกครั้ง ต้มหรือซักเสื้อผ้า ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน โดยแยกซักต่างหาก และหมั่นนำที่นอน หมอน มุ้ง ตากแดดอยู่เสมอ ผ้าเช็ดตัว เครื่องนอน แยกใช้ต่างหาก ไม่ปนกับผู้อื่น ถุงเท้าควรซักให้สะอาด ตากแดดให้แห้ง รองเท้าควรมีสับเปลี่ยน และนำออกตากแดด

การรักษา โรคนี้รักษาให้หายขาดได้แน่นอน แต่ต้องใช้ระยะเวลาตามกำหนด คืออย่างน้อย 1 เดือนครึ่ง ยาที่ใช้รักษามีทั้งยาทาและยารับประทาน ในรายที่เป็นเพียง 2-3 วงเท่านั้น และวงไม่ใหญ่จนเกินไป ควรใช้ยาทาฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีขายหลายชนิด การทายาควรทาเช้า-เย็น หลังจากอาบน้ำแล้ว ภายหลังทายาประมาณ 15 นาที จึงควรสวมเสื้อผ้าทับได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกัน ไม่ให้ยาทาหลุดจากผิวหนังติดเสื้อผ้าจนยาไม่ออกฤทธิ์ที่ผิวหนัง ส่วนรายที่เป็นมากหลายวง และวงใหญ่ หรือเป็นบริเวณใบหน้า การทายาอาจไม่ทั่วถึงทำให้หายช้า ควรรับประทานยา ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อด้วย แต่ยารับประทานนั้น มีข้อแทรกซ้อนหลายอย่าง จึงควรปรึกษาแพทย์และให้แพทย์พิจารณาว่าควรจะรับประทานยาหรือไม่ และเมื่อรับประทานแล้ว ต้องให้อยู่ในความดูแลใกล้ชิดของแพทย์เช่นกัน


(update 18 ตุลาคม 2001)
[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 6 มิถุนายน 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600