
การรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง คือการทำให้ผิวหนังเกิดความนุ่มนวล
โดยการให้ความหล่อลื่นและความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังชั้นขี้ไคล ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดผลดังกล่าว
จะถูกเรียกได้ในลักษณะต่างๆ กัน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้น (emollient product)
หรือผลิตภัณฑ์ให้ความหล่อลื่น (lubricant product) หรือผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น
(humectant product) แต่ในปัจจุบันนิยมเรียกผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ว่า
ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้น (moisturizer)
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับความชุ่มชื้นของผิวหนัง
การยึดของน้ำในผิวหนัง
ผิวหนังชั้นขี้ไคลมีหน้าที่ในการป้องกันการสูญเสียน้ำโดยจะยึดไว้
ในส่วนประกอบของผิวชั้นี้ ซึ่งส่วนประกอบที่เป็นน้ำนี้จะมีอยู่ประมาณ 20-30%
ของส่วนประกอบทั้งหมดของผิวหนังชั้นขี้ไคล ส่วนแรงที่ใช้ยึดน้ำไว้นั้น
แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดดังนี้
1. แรงยึดน้ำปฐมภูมิ (primary water binding) เป็นแรงซึ่งจะยึดน้ำไว้อย่างแน่มาก
คิดเป็นประมาณ 5% ของน้ำทั้งหมดในผิวชั้นขี้ไคล น้ำในส่วนนี้จะคงที่ ไม่ผันแปร
ไปตามการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อม
2. แรงยึดน้ำทุติยภูมิ (secondary water binding) แรงนี้จะยึดน้ำได้แน่นพอควร
และจะสามารถยึดน้ำไว้ได้ตราบใดที่ความชื้นสัมพันธ์ยังคงสูงกว่า 20%
ปริมาณน้ำชนิดนี้จะมีอยู่ประมาณ 30%
3. แรงยึดน้ำอิสระ (free water) เป็นการยึดน้ำส่วนที่เหลือประมาณ 60-65%
อย่างหลวมๆ พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
โดยน้ำส่วนนี้จะระเหยออกไปจากชั้นขี้ไคล ซึ่งการระเหยออกไปนี้เรียกว่า
Trans-Epidermal Water Loss (TEWL)
ความสำคัญของน้ำต่อผิวหนัง
เมื่อผิวหนังมีความชุ่มชื้นเป็นปกติ ผิวหนังก็จะดูสวยงามมีความเรียบ นุ่มเนียน
ทั้งนี้ในชั้นขี้ไคลจะต้องมีน้ำมากกว่า 10% ของส่วนประกอบทั้งหมด เพื่อให้ส่วนประกอบทั้งหลาย
ยังคงคุณสมบัติต่างๆ ดีเพียงพอที่จะทำให้ผิวหนังชั้นขี้ไคลสามารถรักษาหน้าที่และคุณสมบัติต่างๆ
ดังจะกล่าวต่อไป
- รักษาคุณสมบัติในการกักน้ำ
- รักษาคุณสมบัติของการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ
- รักษาสภาพของผิวหนังให้ดูสวยงามและนุ่มเนียนเวลาสัมผัส
ถ้าคุณสมบัติเหล่านี้เสียไปเพราะขาดน้ำ ขาดความชุ่มชื้น จากสาเหตุใดก็ตาม เช่น
การอักเสบ ความแห้งของอากาศ ผิวก็จะยิ่งแห้งมากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดเป็นสภาพที่เรียกว่า
วงจรร้าย (vicious cycle)
กลไกธรรมชาติในการรักษาความชุ่มชื้น
แม้ผิวชั้นขี้ไคลจะเป็นชั้นที่รวมตัวของเซลล์ที่ตายแล้วก็ตาม แต่ผิวหนังชั้นขี้ไคล
ก็ยังคงสามารถรักษาความชุ่มชื้นไว้ได้ เนื่องด้วยคุณสมบัติของสารที่เป็นส่วนประกอบ
ของผิวชั้นนี้ และนอกจากนี้ยังมีเอนไซม์ที่ผิวทำงานได้อยู่ ดังนั้นการที่ผิวชั้นขี้ไคล
สามารถรักษาความชุ่มชื้นไว้ได้นั้นจะขึ้นอยู่กับ 4 กลไกหลัก ดังนี้
1. ระบบการรักษาความชุ่มชื้นภายในเซลล์ (cellular humectancy)
เป็นการคงน้ำภายในเซลล์ที่ตายแล้วในชั้นขี้ไคลมิให้เสียไป โดยหลักการของแรงดึงดูดน้ำ
(osmolarity) ซึ่งเรียกว่า Natural Moisturizing Factor (NMF) โดยสารที่มีส่วนสำคัญ
ของการเกิดแรงดึงดูดน้ำ ได้แก่ สาร profilaggrin และสาร filaggrin จึงเรียกระบบนี้ว่า
Profilaggrin-filaggrin-NMF system
2. ระบบการรักษาความชุ่มชื้นระหว่างเซลล์ เรียกว่า Cell-envelop system
ซึ่งเกิดจากการที่มีโปรตีนชนิดที่ไม่ละลายน้ำห่อหุ้มเซลล์ชั้นขี้ไคล ซึ่งตัวสำคัญได้แก่
loricrin และ involucrin
3. ระบบรักษาความชุ่มชื้นที่เคลือบเซลล์ ที่เรียกว่า Stratum corneum lipid system
ซึ่งประกอบด้วยสาร cholesterol, ceramide และ fatty acids
4. ระบบการควบคุมการแบ่งตัวและการปรับเปลี่ยนตัวของเซลล์หนังกำพร้า
ถ้าระบบการควบคุมเสียระบบทั้ง 3 ที่กล่าวมาแล้วก็จะเสียไปด้วย
การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่ขาดความชุ่มชื้น
ผิวหนังชั้นขี้ไคลจะมีหน้าที่คอยควบคุมการเข้าออกของน้ำจาเซลล์หนังกำพร้า
และเนื้อเยื่อในชั้นหนังแท้ ให้อยู่ในความสมดุลย์ เมื่อเสียความสมดุลย์ก็จะมีผลกระทบ
ต่อผิวหนังในส่วนล่างได้ ซึ่งอาจมากจนเกิดมีการอักเสบ
นอกจากนั้นผิวหนังที่แห้งจะทำให้สารต่างๆ และเชื้อโรคสามารถแทรกซึม
เข้าสู่ผิวหนังได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการแพ้หรือเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
สภาพอากาศที่มีความแห้งและมีแสงแดดจัด ผิวจะมีโอกาสแห้งได้ง่าย
และการที่ผิวหนังได้รับการรบกวนจากสารเคมีหรือแรงขัดถู หรือผิวมีการอักเสบ
ในช่วงมีการอักเสบและหลังการอักเสบนั้นผิวจะเก็บรักษาน้ำได้ไม่ดี ดังนั้นจึงจำเป็น
ต้องให้การดูแลผิวเพิ่มมากขึ้น โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่าผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้น
(moisturizer)
(update 29 พฤศจิกายน 2001)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 9 กันยายน 2544 ]
|