มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


ผิวหนังอักเสบ


ผิวหนังอักเสบนับเป็นกลุ่มโรคทางผิวหนังที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากสาเหตุหลายอย่าง
  • สาเหตุจากภายในร่างกายก็มี
  • สาเหตุจากภายนอกก็มากครับ
สาเหตุจากภายในตัวเรา หมายถึง การเปลี่ยนแปลงบางอย่างภายในร่างกายของเราครับ แล้วทำให้เกิดอาการทางผิวหนังขึ้น
สาเหตุจากภายนอก หมายถึง มีสารหรือบางสิ่งมาสัมผัสกับผิวหนังแล้วทำให้เกิดอักเสบขึ้น

สารนั้นอาจมีฤทธิ์คายเคืองต่อผิวโดยตรง ถ้าสารเข้มข้นมากและระยะเวลาที่สัมผัสนาน ก็จะมีอาการมากเป็นทวีคูณ

สารที่มีฤทธิ์กัดผิวอย่างรุนแรง เช่น พวกกรดหรือด่างที่มีความเข้มข้นสูง เมื่อมาสัมผัสผิวเราเข้า ก็จะเกิดอาการบวม แดง อาจถึงกับพอง หรือเป็นตุ่มน้ำ เลยทีเดียวครับ

กรณีสารที่สัมผัสเป็นชนิดเจือจาง การอักเสบจะค่อยๆ เป็นเมื่อถูกสารนั้นซ้ำหลายหน โดยมีการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย ระยะแรก ชั้นนอกสุดของผิวหนังซึ่งทำหน้าที่รักษาความชื้น จะถูกทำลายไปครับ

ผิวจะแห้งและแตก และที่สำคัญคือ จะสูญเสียคุณสมบัติในการป้องกันการซึมของสารเคมี เข้าสู่ผิวเราด้วย

ลักษณะของโรคนี้จะพบเป็นบริเวณฝ่ามือ แขน และฝ่าเท้า เพราะเป็นอวัยวะของร่างกาย ที่มีโอกาสสัมผัสกับสารละลายต่างๆ มากที่สุด

ในระยะแรก ผิวจะแห้ง แตกเป็นร่อง เมื่อเป็นมากขึ้นจะบวม แดง มีตุ่ม อาจมีตุ่มน้ำใสๆ ต่อมาแตกแห้งเป็นสะเก็ด เมื่อนานเข้าผิวจะหนา

พบมากในคนที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ในคนขายของ คนครัว หรือผู้ที่ทำงานบ้านก็เป็นได้ครับ


สารที่มีฤทธิ์คายเคืองต่อผิวแห้ง ได้แก่
  • กรด ด่าง
  • ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน
  • สบู่ สารทำความสะอาด
  • สารเคมีพวกน้ำมัน เบนซิน ฟอร์มาลิน ยาแดง ด่างทับทิม
  • สารจากพืช เช่น ยางมะละกอ ยางมะม่วง สับปะรด กระเทียม แตงกวา ส้ม มะนาว
  • สารจากสัตว์ เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำย่อย ขนสัตว์
  • ความร้อน แสงแดด ไอน้ำ
  • ความเย็น น้ำแข็งแห้ง
  • น้ำธรรมดา สามารถระคายผิวได้หากผิวมีบาดแผลหรือรอยถลอกครับ
การรักษา เน้นที่การหลีกเลี่ยงไม่สัมผัสกับสารระคายเคืองต่างๆ หากจำเป็นควรใช้ถุงมือ สวมป้องกันผิวหนัง
เมื่อถูกกรดหรือด่างเข้มข้น ต้องรีบล้างด้วยน้ำ ใช้น้ำมากๆ ล้างนาน 5 นาที


กรณีถูกกรด อาจล้างด้วยสารละลาย 5% ไบคาร์บอเนต หรือเอาผงฟูผสมน้ำล้างครับ
กรณีถูกด่าง อาจล้างด้วย 3% บอริค แอซิด ก็ได้ถ้ามี


แล้วพาไปพบแพทย์เพื่อให้ยารักษา ซึ่งอาจเป็นยาในรูปของครีมหรือขี้ผึ้ง

รายที่เป็นเรื้อรัง อาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะหาย

บางรายหาย ผิวดูเหมือนปกติแล้วแต่เกิดเป็นน้ำอีกได้บ่อยๆ ทั้งนี้เพราะคุณสมบัติของผิวหนัง ในการรักษาความชื้นยังไม่กลับเป็นปกตินั่นเอง กรณีนี้ต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารระคายเคือง อย่างเข้มงวดครับ

ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสอีกชนิดหนึ่งเกิดจากการสัมผัสกับสารเคมีที่ร่างกายมีภูมิต้านทาน
กลไกการเกิดโรคเป็น ปฏิกิริยาภูมิแพ้ชนิดช้า โดยสารเคมีที่เป็นต้นเหตุจะรวมกับโปรตีนในผิวหนัง เกิดเป็นตัวกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้สร้างภูมิต้านทานขึ้น

การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานจะเกิดขึ้นหลังจากสัมผัสสารนั้นเป็นครั้งแรก ประมาณ 5 วัน หรืออาจนานหลายปี

ผิวที่ถูกกระตุ้นแล้ว เมื่อไปสัมผัสกับสารที่แพ้จะเกิดปฏิกิริยาที่ผิวหนัง ภายใน 12-48 ชั่วโมง
บางรายอาจเกิดเร็วเป็นพิเศษแค่เพียง 4 ชั่วโมง หรือบางรายอาจล่าช้าไปถึง 72 ชั่วโมง หรือ 3 วันก็ได้

สารต้นเหตุที่แพ้บ่อย คือ
1. โลหะ ได้แก่ นิกเกิล เป็นส่วนผสมอยู่ในเครื่องใช้ เครื่องประดับหลายอย่าง เช่น ตุ้มหู สร้อยคอ สายนาฬิกา ตะขอเสื้อ ซิป เข็มกลัด มีด กรรไกร ปากกา ฯลฯ
2. เครื่องสำอาง เช่น ยาย้อมผม น้ำหอม ยาทาเล็บ เครื่องแต่งหน้า ลิปสติก ยาระงับกลิ่นตัว ครีมลอกฝ้า หรือครีมทาหน้าให้ขาว
3. ยาทาภายนอก เช่น ยาปฏิชีวนะ พวกเพนนิซิลิน ซัลฟา ยาฆ่าเชื้อ ยาชาเฉพาะที่ ยากันเสีย พลาสเตอร์ปิดแผล
4. เครื่องนุ่มห่ม เช่น เสื้อผ้า ถุงเท้า ถุงมือ สารที่เป็นสาเหตุ ได้แก่ สีย้อม สารเคมีในยางยืด นิกเกิลในกระดุม ซิป ขอ หรือหัวเข็มขัด สารที่ทำให้ผ้าไม่ยับ
5. รองเท้า สารที่แพ้คือ สารเคมีที่ใช้ในการฟอกหนังที่ตกค้างอยู่ กาวยาง ยากันเสีย พลาสติก เป็นต้น
6. ปูนซีเมนต์ พบในผู้ทำงานก่อสร้าง ปูนซีเมนต์เป็นด่างทำให้เกิดผื่นคันได้ง่าย มีฤทธิ์ระคายเคืองและมีส่วนผสมเม็ดทรายเล็กๆ ที่บาดผิวได้ง่าย

ลักษณะอาการ

ผื่นแพ้จากนิกเกิลเกิดได้หลายรูปแบบ เช่น
  • เกิดบริเวณที่สัมผัสกับเครื่องใช้นั้น เช่น ที่ติ่งหู คอ ข้อมือ
  • ผื่นแดงเป็นสะเก็ดที่หนังตาบน เนื่องจากสารติดมือไปถูกหนังตา
  • ลามไปทั่วตัว
  • เป็นที่เฉพาะที่มือ
ผื่นแพ้ยาย้อมผม จะคันและเป็นผื่นแดงบริเวณหนังตา หลังหู ต้นคอ และตีนผม รายที่แพ้มากจะหน้าบวม ตาบวมปิด อาจลามลงมาที่ไหล่และแขน

รายที่แพ้เสื้อ จะมีผื่นบริเวณคอ ชายแขนเสื้อ ใต้รักแร้ หลัง

ถ้าแพ้กางเกง จะพบผื่นรอบเอว ต้นขา ขาพับ และน่อง

แพ้รองเท้า จะมีผื่นบนหลังเท้าทั้ง 2 ข้าง ตรงกับบริเวณที่ผิวสัมผัสกับรองเท้า

แพ้ปูนซีเมนต์ จะแพ้ผื่นบริเวณหลังมือลามขึ้นมาตามแขน ขา เท้า ลำตัว ผื่นมักแห้งแตกเป็นร่อง

แพ้ยาทาภายนอก จะเกิดผื่นบริเวณที่ทายา และเมื่อรับประทานยาที่แพ้ก็จะเกิดผื่นคันได้ด้วย


การรักษา

ควรพบแพทย์เพื่อตรวจและพิสูจน์ว่าแพ้สารอะไร และเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง
แพทย์อาจทดสอบโดยเอาสารที่สงสัยในความเข้มข้นที่พอเหมาะปิดบนผิวหนังทิ้งไว้ 48 ชั่วโมง
ถ้าเปิดดูพบว่า ผิวอักเสบ แดง บวม หรือเป็นตุ่มน้ำ แสดงว่าแพ้สารที่ทดสอบครับ

การรักษาระยะเฉียบพลันจะใช้การชะล้างแผล ด้วยวิธีการนี้จะช่วยให้ผื่นสะอาด โดยชะล้างน้ำเหลือง หนอง และสะเก็ดออก ความเย็นจะช่วยลดการอักเสบและอาการคัน นอกจากนั้นยังทำให้ผิวชุ่มน้ำ ยาซึมได้ดีขึ้น

ยาทาประเภทครีม ช่วยลดการอักเสบและอาการคัน
ยารับประทาน แพทย์จะให้ยาแก้คัน ในรายที่มีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนก็จะใช้ยาปฏิชีวนะด้วย


การป้องกัน

การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ไม่สัมผัสกับสารที่เป็นต้นเหตุครับ จึงจำเป็นต้องรู้หรือพิสูจน์ให้ได้ว่า แพ้สารอะไร

แพ้สารพวกโลหะ เครื่องสำอาง ยาทาภายนอก เครื่องนุ่งห่ม คงสามารถหลีกเลี่ยงได้ไม่ยากนัก
แพ้สารที่ต้องสัมผัสเพราะเป็นอาชีพ เช่น งานก่อสร้าง หรืองานในโรงงานอุตสาหกรรม อาจหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารที่แพ้ได้ยาก ถ้าเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนอาชีพไม่ได้

กรณีหลังนี่น่าเห็นใจมากครับ คงต้องรอว่าเมื่อไรบ้านเราจะพัฒนาด้านสภาพแวดล้อม ในการทำงานให้ดีขึ้น ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของผู้ปฏิบัติหรือเกิดน้อยที่สุด และเมื่อเกิดแล้วก็ขอให้กลไกการประกันสุขภาพ หรือประกันสังคมช่วยดูแลรักษาเขาให้ดีด้วยเถอะครับ


(update 13 กรกฎาคม 2001)
[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600