มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

วัยทอง วัยแห่งคุณค่า


" สตรีมีช่วงชีวิตที่ยาว แต่มีช่วงความสาวที่สั้น " นี่เป็นความคิดของคนสมัยก่อน ความคิดนี้เอง ส่งผลให้ตรีจำนวนมากที่วัยล่วงเลย 45-50 ปีขึ้นไป ไม่ยอมสนใจตัวเอง เพราะคิดว่าสังขาร หมดความหมายเสียแล้ว คงจะแห้งเหี่ยวร่วงโรยอย่างรวดเร็ว โดยไม่สามารถยับยั้งไว้ได้ จึงมีสตรีหลายต่อหลายคนใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างทุกข์ทรมาน กลายเป็นคนพิการ เป็นภาระของครอบครัวและสังคม

" วัยทอง " (GOLDEN PERIOD) หมายถึง " วัยหมดประจำเดือน " (MENOPUASAL PERIOD) นั่นเอง โดยปกติสตรีจะหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ เมื่ออายุประมาณ 50 ปี แต่สตรีบางคนอาจจะหมดประจำเดือนก่อนวัยอันสมควร (PREMATURE MENOPUASE) ก็ได้ อีกกรณีหนึ่งที่มีลักษณะเช่นเดียวกัน คือ สตรีวัยสาวที่รังไข่ถูกตัดออกไปหมดทั้งสองข้าง

ทำไมจึงเกิดโรคมากมายในสตรีวัยทอง ?

สตรีวัยทองมีทุกสิ่งทุกอย่างไม่ค่อยแตกต่างจากสตรีโดยทั่วไป ยกเว้นขาดฮอร์โมน ที่สร้างจากรังไข่เนื่องจากรังไข่หยุดทำงานหรือถูกตัดออกไป

ฮอร์โมนสำคัญที่ขาด คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ของสตรีเป็นระยะเวลาเกินกว่า 3 ปี จะทำให้เกิดพยาธิสภาพดังต่อไปนี้ได้ง่าย
  • ผิวหนังและช่องคลอดแห้งเหี่ยว
  • กระดูกพรุนและหักง่าย หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ
  • แคบจนถึงตัน อันเป็นเหตุให้ตายได้
โรคเหล่านี้ป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยการรับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทน ที่ร่างกายขาดไปในปริมาณที่พอเพียง

เรารู้ได้ว่าอยู่ใน "วัยทอง" แล้วจาก
1. อายุ อายุเฉลี่ยของสตรีวัยทองอยู่ระหว่าง 48-53 ปี
2. ประวัติระดู สตรีใกล้หมดประจำเดือนจะมีระยะห่างของระดูยาวขึ้นเรื่อยๆ จนมีระยะเมื่อขาดระดูนานกว่า 6-12 เดือน ในสตรีที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป เชื่อว่าได้เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว
3. ผลการตรวจเลือดจากห้องปฏิบัติการพบว่า
  • ระดับของฮอร์โมนที่เป็น "คำสั่งจากสมองส่วนบน" (GONADOTROPIN) ได้แก่ FSH (FOLLICULAR STIMULATION HORMONE) สูงขึ้นจากค่าปกติ 10-20 เท่า และ LH (LUTEINZING HORMONE) ก็สูงขึ้นอย่างมากด้วยเช่นกัน

  • ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน (ESTROGEN) และโปรเจสเตอโรน (PROGESTERONE) ที่สร้างจากรังไข่ลดลงอย่างมาก
พยาธิสภาพของสตรีวัยทองเกิดจากอะไร ?

สาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดพยาธิสภาพต่างๆ ในสตรีวัยทองคือการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน

ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สร้างจากรังไข่ มีหน้าที่สำคัญในการรักษาสภาพความชุ่มชื่น และการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย อาทิเช่น เต้านม ช่องคลอด ปากช่องคลอด…เป็นต้น ดังนั้นหากร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน จะส่งผลต่ออวัยวะต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. ช่องคลอดจะมีขนาดเล็กลง ผนังช่องคลอดจะบางและแห้ง เนื้อเยื่อและเอ็นพังผืด ที่คอยยึดมดลูกกับช่องคลอดจะสูญเสียความตึงตัวและเกิดการหย่อนยาน
2. มดลูกจะมีขนาดเล็กลง กล้ามเนื้อมดลูกจะฝ่อลีบเล็กลง เยื่อบุโพรงมดลูกจะบาง และมีจุดเลือดออก
3. เต้านมจะมีรูปร่างขนาดและความตึงตัวลดลง
4. กระดูกจะค่อยๆ มีการสูญเสียแคลเซียม ทีละเล็กทีละน้อย ในที่สุดจะเกิดภาวะกระดูกพรุน (OSTEOPOROSIS) มีอาการปวด กระดูกหักและรูปร่างกระดูกผิดปกติ
5. ผมจะมีขนขึ้นตามร่างกายมากขึ้น ในลักษณะที่คล้ายกับของเพศชาย
6. ผิวหนังจะแห้งเหี่ยวย่น ขาดความตึงตัว
สำหรับอาการหรือโรคที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนมีดังนี้

ในระยะแรกเริ่ม (IMMEDIATE CHANGE)
1. อาการร้อนวูบวาบตามตัว (HOT FLUSH) มักจะเกิดขึ้นอย่างปุ๊ปั๊บทันทีทันใด ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ลักษณะที่ปรากฏให้เห็นจะเป็น "ผื่นแดง" ขึ้นมาบริเวณผิวหนังที่ศีรษะ คอ และหน้าอก ร่วมกับมีอาการร้อนผ่าวทั้งตัวและลมหายใจ อาการเช่นนี้ครั้งหนึ่งๆ จะกินเวลา 2-3 นาทีหรือนานกว่านั้นเล็กน้อย จะเป็นบ่อยขึ้นและรุนแรงในยามค่ำคืน หรือเครียดจัด

2. ผนังช่องคลอดบางและอักเสบ (ATROPHIC VAGINITIS) กลไกการเกิดพยาธิสภาพ คือ ผนังช่องคลอดจะแห้งและบางลง ความเป็นกรดลดลง น้ำที่สร้างจากผนังช่องคลอดลดลง ส่งผลให้มีอาการปวด แสบคัน ติดเชื้อและเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังมักเกิดอาการ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ปัสสาวะบ่อยๆ และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่อีกด้วย

3. กลุ่มอาการของสตรีหมดประจำเดือน (MENOPAUSAL SYNDROME) ซึ่งประกอบด้วย อาการอ่อนเพลีย ปวดหัว ตื่นเต้น นอนไม่หลับ ซึมเศร้า ความต้องการทางเพศลดลง ใจสั่น ปวดตามกล้ามเนื้อและข้อ
อาการดังกล่าวข้างต้นจะหายไปหรือดีขึ้นอย่างมาก เมื่อได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทน

ในระยะยาว (LONG TERM CHANGE)
1. ภาวะกระดูกพรุน (OSTEOPOROSIS) เป็นภาวะที่มีความเข้มข้นของสาร ภายในเนื้อกระดูกลดลง เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้กระดูกเกิดการเปราะบางหักง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณข้อมือ กระดูกสันหลัง และข้อตะโพก ภาวะนี้จะค่อยเป็นค่อยไปโดยคนไข้ไม่รู้ตัว และจะเกิดการหักขึ้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือถูกกระทบกระทั่งอย่างรุนแรง

ภาวะกระดูกพรุนนี้ เป็นสาเหตุให้สตรีผิวขาวอายุมากกว่า 60 ปี มีกระดูกสันหลังยุบ ประมาณร้อยละ 25 นอกจากนั้น ร้อยละ 16 ของสตรีที่มีกระดูกข้อตะโพกหักจะตายภายใน 4 เดือน

ประมาณกันว่า ในปี ค.ศ.1990 (พ.ศ.2533) หนึ่งในสาม (31.2%) ของสตรีทั่วโลก ที่มีกระดูกข้อตะโพกหักเป็นสตรีชาวเอเชียและคาดว่าอุบัติการณ์จะเพิ่มขึ้นเป็นครึ่งหนึ่ง (51.1%) ในปีค.ศ.2050 (พ.ศ.2593) อีก 50 ปีข้างหน้า

2. ภาวะโรคของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอุดตัน (CORONARY HEART DISEASE) ภาวะนี้เป็นสาเหตุการตายสูงที่สุดในสตรีวัยทอง คือ มีอัตราการตายมากกว่า 10 เท่า ของการตายจากกระดูกตะโพกหัก สาเหตุส่งเสริมให้เกิดภาวะนี้เร็วขึ้น คือ ภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด
การประเมินสภาพของสตรีวัยทองก่อนการรักษา
1. ซักประวัติโดยละเอียด เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนและโรคหลอดเลือด ที่ไปเลี้ยงหัวใจอุดตัน
  • ด้านกรรมพันธุ์ :ประวัติทางครอบครัวเคยเป็นมาก่อน
  • ด้านฮอร์โมน : ร่างกายขาดฮอร์โมนเนื่องจากรังไข่หยุดทำงานเองหรือถูกตัดออกไปทั้งสองข้าง
  • ด้านอาหาร : ผู้ป่วยอาจจะขาดอาหารจำพวกแคลเซียม วิตามินดี
  • ด้านการใช้ชีวิตประจำวัน : นิสัยชอบนั่งๆ นอนๆ สูบบุหรี่ และดื่มกาแฟ
2. ตรวจร่างกายโดยละเอียด โดยเฉพาะ
  • วัดความดันโลหิตเพื่อค้นหาภาวะความดันโลหิตสูง
  • ตรวจเต้านมและเอกซเรย์เต้านม (MAMMOGRAPHY)
  • ตรวจภายในและตรวจหาเซลล์มะเร็งบริเวณปากมดลูก
3. การตรวจสองว่ามีข้อห้ามในการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • ประวัติการเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  • โรคหลอดเลือดอุดตันที่ยังกำเริบอยู่
  • ภาวะเลือดออกผิดปกติจากมดลูก
  • โรคตับอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง
4. การขูดมดลูก เพื่อตรวจดูพยาธิสภาพในกรณีมีเลือดออกผิดปกติ จากโพรงมดลูกโดยไม่ทราบสาเหตุ

5. เจาะเลือดตรวจฮอร์โมน FSH (FOLLICULAR STIMULATING HORMONE) และLH (LUTEINZING HORMONE)
การรักษา (TREATMENT)

1. การรักษาโดยการให้ฮอร์โมนหรือสารสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนทดแทน (HORMONAL REPLACEMENT THERAPY)

ฮอร์โมนหลักที่ให้กับสตรีวัยทองคือฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่ในกรณีที่มีภาวะเสี่ยงต่อฮอร์โมนดังกล่าว ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไปให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน หรือสารสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนแทน

โดยปกติ การให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนอาจจะให้เป็นตัวเดียวล้วนๆ หรือร่วมกับ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก็ได้ แต่การให้เพียงพอฮอร์โมนเอสโตรเจนตัวเดียวมีอัตราเสี่ยงสูง ต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
1. ในสตรีอายุน้อยกว่า 40 ปี ซึ่งรังไข่หยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุหรือถูกตัดออกทั้งสองข้าง
1.1 รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจนติดต่อกันไปทุกวันเป็นเวลา 25 วัน ในแต่ละเดือน คือ ทุกๆ วันที่ 1-25 ของปฏิทิน ส่วนระยะเวลาที่เว้นว่างไว้ก็เพื่อไม่ให้ออร์โมนสะสมในร่างกาย จนอาจเป็นอันตรายได้

1.2 ควรรับประทานฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ร่วมด้วยกับฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยรับประทานเดือนละ 7-10 วัน ในช่วงระหว่างวันที่ 16-25 ของปฏิทิน เลียนแบบธรรมชาติ เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกให้เหมาะแก่การลอกหลุดออกมาเป็นระดู ภายหลังจากหยุดฮอร์โมนในแต่ละรอบเดือน นอกจากนี้ยังช่วยต่อต้านฤทธิ์อันไม่พึงประสงค์ ของฮอร์โมนเอสโตรเจนด้วย

1.3 ควรจะขูดเอาเยื่อบุโพรงมดลูกมาตรวจดูพยาธิสภาพเป็นบางครั้งบางคราว
2. สตรีที่มีเลือดออกผิดปกติในช่วงใกล้จะหมดระดูเนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไป

ภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไปในสตรีวัยใกล้หมดระดูนี้ เกิดจากภาวะไข่ไม่ตก ในขณะที่ยังมีการผลิตไข่ออกมาเรื่อยๆ สตรีเหล่านี้จะไม่มีพยาธิสภาพอย่างอื่นร่วมด้วยเลย นอกจากสภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกที่หนาสำหรับการรักษา
2.1 ควรให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเป็นระยะๆ เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพ ของเยื่อบุโพรงมดลูกและลอกหลุดออกมาเป็นประจำเดือน
2.2 ควรทำการขูดมดลูกมาตรวจพยาธิสภาพบ้างตามความเหมาะสม
3. สตรีวัยหมดประจำเดือน
3.1 รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนเหมือนกับในข้อ 1.1
3.2 ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ชนิดทาในบริเวณผิวหนังหรือผิวเนื้อที่แห้งเหี่ยว บางและอักเสบ เพื่อให้เกิดความชุ่มชื้นขึ้น เช่น บริเวณภายในช่องคลอด เป็นต้น
กรณีที่คนไข้สตรี ไม่สะดวกในการรับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจน ยังมีกรรมวิธีอื่นอีก ในการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น
  • โดยการฝังใต้ชั้นผิวหนัง (SUBCUTANEOUS IMPLANT)
  • โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (INTRAMUSCULAR DEPOTINJECTION)
  • โดยใช้เป็นครีมทาบริเวณช่องคลอด (VAGINAL CREAM)
  • โดยใช้เป็นขี้ผึ้งเหลวทาบริเวณผิวหนังทั่วๆ ไป (PERCUTANEOUS GEL)
  • โดยใช้เป็นแผ่นแปะตามผิวหนัง (TRANSDERMAL DELIVERY SYSTEM)
คนไข้สตรีสามารถเลือกใช้วิธีใดก็ได้ตามความสะดวก แต่ไม่ควรลืมรับประทาน ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ในช่วงระหว่างวันที่ 16-25 ของปฏิทินด้วยเพื่อเป็นการเลียนแบบ ธรรมชาติของมนุษย์

สำหรับสารสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมน (TIBOLONE : LIVIAL) ซึ่งเรานำมาใช้ รักษาภาวะขาดฮอร์โมนของสตรีวัยทองนั้น เป็นสารเคมีที่มีสูตรโครงสร้างส่วนใหญ่คล้ายกับฮอร์โมนเพศ

สารสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมน (TIBOLONE : LIVIAL) นี้ สามารถออกฤทธิ์ ลดอาการร้อนวูบวาบตามตัว (HOT FLUSH) และกลุ่มอาการของสตรีวัยหมดประจำเดือน (MENOPAUSAL SYNDROME) อื่นๆ ได้ดี นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันภาวะกระดูกพรุน และเพิ่มเนื้อกระดูกได้เช่นเดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจนจากธรรมชาติ

สำหรับระบบหลอดเลือดและหัวใจ สารสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนชนิดนี้ จะไม่เปลี่ยนแปลงระดับของความดันโลหิต ปัจจัยการแข็งตัวของเลือด แม้กระทั่งระดับไขมันในหลอดเลือด จึงเชื่อว่าปลอดภัยต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ

ข้อได้เปรียบประการหนึ่งของสารสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนชนิดนี้ คือไม่ก่อให้เกิดมีเลือดออกจากช่องคลอด ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบอย่างยิ่งของสตรีที่หมดประจำเดือนไปแล้ว

การบำรุงรักษาของสตรีวัยทองโดยไม่ต้องอาศัยฮอร์โมน
  • การรับประทานอาหารแบบสมดุลโดยไม่มีสารอาหารชนิดใดมากหรือน้อยเกินไป
  • การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงๆ โดยปกติร่างกายของคนไข้สตรีเหล่านี้ มีความต้องการแคลเซียมวันละประมาณ 1.5 กรัม หากเกรงว่าจะได้รับจากอาหารไม่พอ ก็ควรได้รับเพิ่มเติมจากยาหรือวิตามินที่มีแคลเซียมในปริมาณสูง
  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะท่ามกลางแสงแดดยามเช้าหรือเย็น เพื่อให้ได้รับวิตามินดี ซึ่งเป็นตัวช่วยในการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้
  • ในสตรีที่ชอบสูบบุหรี่ ให้งดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
  • ควบคุมภาวะปัจจัยเสี่ยงต่อการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย อันได้แก่ ภาวะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือด
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป
การติดตามและการตรวจร่างกายภายหลังได้รับฮอร์โมนทดแทน
1. ตรวจเต้านมด้วยตัวเองอย่างถูกวิธีเดือนละอย่างน้อย 1 ครั้ง
2. ให้แพทย์ตรวจภายในและตรวจเต้านมประจำปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
3. ขูดมดลูกในกรณีมีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอดภายหลังรักษาเกินกว่า 6 เดือน
" วัยทอง " ของสตรีเป็นวัยที่มีค่า อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไร้ความหมาย เพียงบำรุงรักษาร่างกายง่ายๆ ด้วยการรับประทานฮอร์โมนที่ขาดไป ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเสริมแคลเซียมก็จะไม่เป็นโรคร้ายที่เป็นอันตรายต่อชีวิตแล้ว


(update 15 สิงหาคม 2001)
[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 25 ฉบับที่ 1 มกราคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600