อีสุกอีใสคืออะไร ?

อีสุกอีใสเป็นการติดเชื้อไวรัสอีสุกอีใส ที่ทำให้เกิดตุ่ม " ใสๆ " ขึ้นตามตัว และในปากในช่องแรก และต่อมาตุ่มนี้จะเริ่มมีลักษณะขุ่นขึ้น ทำให้ดูเหมือน "สุก" จึงทำให้มีชื่อเรียกว่า อีสุกอีใส เชื้อไวรัสนี้มีชื่อว่า varicellazoster virus (VZV) ซึ่งเป็นไวรัสตัวหนึ่งในกลุ่ม เฮอร์ปิส์ไวรัส แพร่กระจายโดยการไอจาม และสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใสอยู่ในขณะนั้น

อีสุกอีใส เป็นโรคติดต่อกันได้ง่าย พบว่า ประมาณ 90% ของผู้ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส จะเป็นอีสุกอีใสหลังจากการได้รับเชื้อจากคนอื่น โดยจะเริ่มมีอาการขึ้นตุ่มในช่วงระหว่าง 7-21 วัน หลังสัมผัสเชื้อ (ส่วนใหญ่จะประมาณ 14-17 วัน) ซึ่งเมื่อมีเด็กในบ้าน คนหนึ่งป่วยเป็นอีสุกอีใส ก็จะพบว่าพี่น้องและคนอื่นๆ ในบ้านก็จะเริ่มมีอาการอีสุกอีใสในช่วง ประมาณ 2 อาทิตย์ต่อมา

การระบาดของอีสุกอีใสจะค่อยๆ เป็นไปเรื่อยๆ ในแต่ละช่วงฤดูกาล โดยจะพบบ่อย ในเด็กวัยเข้าเรียนช่วงอายุ 5-9 ปี หลังจากหายแล้วคนไข้ส่วนใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต (โอกาสที่จะเป็นหนที่สองนั้นก็อาจจะมีแต่น้อยมาก, และไม่รุนแรง) เชื้อไวรัสนี้จะไม่หาย ไปจากร่างกายของคน แต่ไวรัสจะสงบนิ่งอยู่ในปมประสาทและอาจจะออกมาทีหลัง เมื่อคนนั้นมีอายุมากขึ้นหรือมีภูมิต้านทานที่อ่อนแอลง โดยจะออกมาเป็นในแบบตุ่มใส เฉพาะที่ตามแนวเส้นประสาทตามลำตัว หรือที่รู้จักกันดีว่า " งูสวัด "

ควรให้การรักษาอย่างไร ?

เด็กส่วนใหญ่ที่เป็นอีสุกอีใสจะมีอาการไม่มาก ทำให้สามารดูแลที่บ้านได้ เพราะอาการที่เด่นก็คือเรื่องไข้ และตุ่มตามตัวที่จะมีอาการแสบๆ คันๆ ทำให้รำคาญ หรือหงุดหงิดได้

ในการดูแลเรื่องไข้ ควรให้แต่ยาพาราเซตามอล ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน เพราะมีรายงานว่าอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการราย (Reye's syndrome) ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

ถ้ามีอาการคันมาก ควรให้อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นสบาย และใช้สบู่อ่อน (สบู่เหลว) ช่วยทำความสะอาดได้ จะรู้สึกสบายตัวขึ้น และเป็นการลดการติดเชื้อแทรกซ้อนของผิวหนัง ไม่ควรเช็ดตัวแรงๆ แต่ให้ใช้ผ้าซับเบาๆ ไม่ควรทาโลชั่นต่างๆ เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ควรตัดแต่งเล็บให้สั้น เพราะเมื่อเด็กคันจะเกามาก ทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน และเป็นแผลเป็นได้

โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ แต่ถ้ามีไข้สูงมากและมีผื่นขึ้นเยอะตามตัว ที่บางครั้งดูจะมีการติดเชื้อแทรกซ้อนด้วยเชื้อแบคทีเรีย ก็ควรพบแพทย์ และอาจต้องพิจารณา ให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ในรายที่เป็นรุนแรง หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น คนที่เป็นเอดส์, มะเร็ง, มีปัญหาโรคปอด หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องทานยาสเตียรอยด์อยู่เป็นประจำตามที่แพทย์สั่ง คนเหล่านี้อาจเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ง่าย จึงควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากมียาต้านฤทธิ์ ไวรัสอีสุกอีใส (Acyclovir) ที่สามารถให้ได้ เพื่อลดความรุนแรง และลดปัญหาแทรกซ้อนที่อาจตามมา แต่ยานี้ควรพิจารณาให้โดยแพทย์เท่านั้น และมีราคาค่อนข้างแพง อีกทั้งถ้าจะให้ได้ผลดี ก็ควรเริ่มใช้ยานี้ตั้งแต่ระยะวันแรกๆ ของการเกิดตุ่มสุกใสจึงจะได้ผล

โรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ การติดเชื้ออีสุกอีใสในสมอง, ปอดบวม จากเชื้ออีสุกอีใสในหญิงมีครรภ์, การติดเชื้ออีสุกอีใสรุนแรงในเด็กทารกที่เพิ่งเกิดจากแม่ หรือในคนไข้มะเร็ง, หรือแม้แต่การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง จะมีความรุนแรงมาก และในบางครั้งอาจทำให้ถึงแก่ชีวิต

 

§         จะมีวิธีป้องกันตัวจากอีสุกอีใสได้อย่างไร ?

โดยทั่วไปก็ให้หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับคนที่เป็นอีสุกอีใส แต่เนื่องจากระยะติดต่อ ของอีสุกอีใสนั้นเริ่มตั้งแต่ไม่กี่วันก่อนที่จะมีตุ่มสุกใสขึ้นตามตัว ไปจนถึงตอนที่ตุ่มต่างๆ แห้งเป็นสะเก็ดแล้ว จึงจะพ้นระยะติดต่อ ทำให้บางครั้งไม่สามารถแยกคนป่วย ที่สามารถเป็นตัวแพร่เชื้อออกจากคนอื่นๆ ได้ทันการณ์

ในปัจจุบันได้มีวัคซีนป้องอีสุกอีใสซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและมีผลข้างเคียงน้อยมาก ให้ใช้แก่เด็กตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งมีการใช้กันแพร่หลายในหลายประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา, ยุโรปหลายประเทศ เช่น อังกฤษ, ฝรั่งเศส ฯลฯ และทางเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น, ไทย, สิงคโปร์ ฯลฯ

วัคซีนนี้ในเด็กจะฉีดเพียงเข็มเดียว แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส และต้องการรับวัคซีน ต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน และไม่ควรฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส ในกรณีที่มีโรคประจำตัวบางอย่างอยู่เช่น เอดส์ หรือมีภูมิคุ้มกันอ่อน เช่น มะเร็ง หรือตั้งครรภ์ ข้อสำคัญคือถ้าต้องการฉีดวัคซีนให้ได้ผลดีควรพิจารณาทำการฉีดวัคซีน ก่อนที่จะไปสัมผัสโรค เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาที่จะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้ออีสุกอีใส (ประมาณ 2-3 อาทิตย์) หลังจากได้รับวัคซีน

ส่วนในกรณีที่สัมผัสโรคแล้วและคนไข้ยังไม่เป็นอีสุกอีใส การฉีดวัคซีนอาจจะไม่ทัน ที่จะป้องกันอีสุกอีใสในคนๆ นั้นได้ ซึ่งถ้าเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพเช่นเป็นมะเร็ง หรือเอดส์ ฯลฯ ที่อาจเกิดโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ ก็ควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อพิจารณาให้การรักษาที่จำเป็นและเหมาะสมต่อไป

 

(update 18 ตุลาคม 2001)
[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 6 มิถุนายน 2544 ]

 

[ BACK TO LIST]

main

พบแพทย์

คอมพิวเตอร์

เรื่องบ้าน

เรื่องรถ

เรื่องกฏหมาย

เรื่องของผู้บริโภค

เรื่องเบาๆ คลายเครียด


มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600