|
 |
|
สลดความคิด
นศ.ขายบริการ มั่นใจเดินทางถูก-ไม่อายสังคม |
|
กลุ่มน.ศ.ปริญญาโท ราชภัฏสวนดุสิตแฉข้อมูลนักศึกษาขายตัว พร้อมเปิดตัวผู้ค้าบริการ
ตัวเลขราคาแต่ละระดับ เผยสาเหตุอมตะครอบครัวขัดสน-วัตถุนิยม แถมบางคนคิดว่าเดินถูกทางแล้ว
เพราะชีวิตเป็นของตัวเอง
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่สถาบันราชภัฏสวนดุสิต ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการสัมมนาปัญหาการศึกษา
กรณี : นักเรียน-นักศึกษาขายตัว โดยนักศึกษาปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฏสวนดุสิต
ได้ศึกษาปัญหาดังกล่าว พร้อมสะท้อนความฟอนเฟะของสังคมและจัดสัมมนาเชิงวิเคราะห์ในสถานการณ์จริง
โดยเชิญผู้ขายบริการ ใช้บริการ ผู้จัดการ (แม่เล้า/มาม่าซัง) ที่เกี่ยวกับกรณีนักเรียน-นักศึกษาขายตัว
ทั้งนี้ นายสุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา สถาบันราชภัฏสวนดุสิต กล่าวว่า
ปัญหาของการศึกษาในเวลานี้ไม่ใช่การปฏิรูปการศึกษา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องปฏิรูปคน
โดยเฉพาะปัญหานักเรียน-นักศึกษาขายตัวนั้น ยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างจริงจัง ถ้าถามว่า
ปัญหานี้เป็นความผิดของนักเรียน-นักศึกษาที่ขายตัวหรือไม่ ตนเห็นว่าไม่ใช่ แต่เป็นความผิดของสังคม
ซึ่งนักศึกษาปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา รุ่น 2 ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้น
การปฏิรูปการศึกษาจะช่วยเหลือได้แค่ไหน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายสุขุมได้สรุปภาพรวมของปัญหาแล้ว ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาโท
สาขาบริหารการศึกษา จำนวน 13 กลุ่ม เสนอผลการศึกษา ดังนี้
นายปกรณ์สิทธิ์ อุ่นทรัพย์ ผู้แทนกลุ่ม 13
เสนอเรื่อง " สาเหตุในการขายตัว" โดยนายปกรณ์สิทธิ์ได้เชิญน้องหน่อย (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นนักศึกษา
ที่ขายบริการทางเพศ เป็นผู้ให้ข้อมูล โดยสรุปถึงสาเหตุที่น้องหน่อยขายบริการทางเพศคือ
ต้องการนำเงินไปใช้ในการศึกษา ต้องส่งเสียเงินให้แม่ เนื่องจากพ่อเสียชีวิตไม่มีอาชีพอื่น
ที่ได้ผลตอบแทนสูง ผิดหวังเรื่องแฟน ต้องการมีวัตถุนิยมตามเพื่อนและสังคม ส่วนแนวทางป้องกัน
และแก้ไขปัญหานั้น อยากให้ส่งเสริมอาชีพที่มีรายได้กระจายทั่วถึง ให้การศึกษาที่เข้าใจการดำเนินชีวิต
มีความภาคภูมิใจในชีวิต
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จากนั้นผู้แทนกลุ่ม 2
นางสุวภาคย์ ทัศนา ได้นำเสนอเรื่อง " การเข้าสู่อาชีพเสริม "
โดยได้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์น้องฟิว (นามสมมุติ) เจาะลึกในหนังสือ " นักเรียนเรต R นักศึกษาเรต X"
ได้ข้อสรุปว่า ผู้ที่ทำอาชีพเสริมคิดว่าพวกเขาได้เดินมาถูกต้องแล้ว เพราะชีวิตเป็นของเขาเอง
กลุ่ม 10 นายสี่ชัย เกศวหงษ์
นำเสนอเรื่อง " ความในใจของคนขายบริการ " โดยได้แหล่งข้อมูล
จากหญิงบริการ น้องต่อ (นามสมมุติ) ได้ข้อสรุปว่า มีหญิงบริการบางกลุ่มอ้างตัวเป็นนักศึกษา
เพราะต้องการให้ตัวเองดูมีราคา และมองว่านักศึกษาขายตัวมาแย่งอาชีพ แต่นักศึกษาขายบริการ
กลับมองว่าที่ทำเพราะความจำยอม ไม่มีเงิน
กลุ่ม 7 นายสุพงษ์ ปฐมปรีชากุล
เสนอเรื่อง " สื่อกับการขายบริการของนักศึกษาในทรรศนะ
ของผู้ประกอบการ " กล่าวว่า ได้รับข้อมูลจากคุณเอ๋ (นามสมมุติ) เอเย่นต์รับส่งนักศึกษาขายบริการ
สรุปได้ว่า ต้องทวงถามจุดยืน และจริยธรรมของสื่อในการลงโฆษณาแหล่งขายบริการในหนังสือนิตยสาร
หนังสือพิมพ์บางฉบับ เพราะการลงโฆษณาเป็นการส่งเสริมให้มีการขายบริการทางเพศ
สำหรับกลุ่ม 1 นางปาริชาต ปังสุวรรณ และนายไพบูลย์ ขวัญดี เสนอเรื่อง
" เทคนิคการให้บริการเพื่อจูงใจลูกค้า " กล่าวว่า ได้ข้อมูลจากน้องฝน(นามสมมุติ) อายุ 18 ปี ป.ว.ช.ปี 2
บอกว่าเทคนิคการจูงใจคือ วางตัวเป็นกันเอง ให้ความเคารพ อ่อนน้อม แต่งหน้าเป็นธรรมชาติ
ปล่อยผมตรง แนวทางป้องกันคือควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สถานศึกษาควรผ่อนปรนสำหรับผู้ที่กำลังศึกษาอยู่
ลดเงื่อนไขกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เพิ่มวงเงินกองทุน และรัฐบาลควรจัดเงินอุดหนุน
ให้โรงเรียนเอกชนที่จัดระดับ ป.วช.ค่าเทอมจะได้ถูกลง
ผู้แทนกลุ่ม 11 นางอารีย์ พลอยเปลี่ยนแสง เสนอเรื่อง "ชีวิตที่ไม่มีทางเลือก" กล่าวว่า
ได้ข้อมูลจาก น.ส.ต่าย (นามสมมุติ) เรียน ป.ว.ช.เดิมเคยเป็นศิษย์เก่าของตน สาเหตุของการขายบริการ
เพราะไม่มีทางเลือก พ่อพบรักกับแม่ที่ซ่องของคุณตาคุณยายใน จ.นครสวรรค์ พอเกิดได้ 3 เดือน
คุณแม่เสียชีวิต พอเรียนจบ ป.3 คุณพ่อเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ จึงต้องหาเงินเลี้ยงย่าอายุ 90 ปี
ตามองไม่เห็น ความจริง น.ส.ต่ายไม่คิดทำอาชีพนี้ แต่ไม่มีทางเลือกเพราะไม่มีที่พึ่ง
แม้แต่ญาติพี่น้องก็รังเกียจ เคยถูกลุงทำร้าย จนถึงกับทำร้ายตัวเอง กรีดตัวเอง
จึงอยากให้รัฐเปิดศูนย์ให้ความช่วยเหลืออย่างรีบด่วน และทันเหตุการณ์
กลุ่ม 9 นางตรีนุช เปี่ยมชูชาติ เสนอเรื่อง
" ประสบการณ์ที่ใช้บริการ " กล่าวว่า
ได้ข้อมูลจากนายไมตรี(นามสมมุติ) ที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการติดต่อขอซื้อบริการว่า
เวลาติดต่อขอใช้บริการก็มี 2 แบบ คือ ชั่วคราว 1,000-1,500 บาท ถ้าค้างคืน 4,000 บาทขึ้นไป
ส่วนการนัดพบนั้น นักศึกษาจะขอเบอร์ไว้และติดต่อกลับมา เพราะมีตำรวจเข้าไปรบกวนในระบบมาก
และเคยมีหลายรายที่ถูกจับ นักศึกษาจึงต้องระวังตัวเอง ส่วนใหญ่มักนัดพบที่ศูนย์การค้า
และมักจะพาไปที่ที่พักไม่ใช่โรงแรม เมื่อไปถึงจะสังเกตได้ว่ามีชุดนักศึกษา เข็มกลัดของสถาบัน
ตำราเรียน อุปกรณ์การเรียน ซึ่งบอกได้ว่าเป็นนักศึกษาจริง ที่ผ่านมาเคยใช้บริการทางอินเตอร์เน็ต
มาแล้ว 6 คน มีทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ และเอกชน
นอกจากนี้ น.ส.ณัฏฐนิช สิริสัจจานุรักษ์ ผู้นำเสนอรายงานนักศึกษาขายตัว
" กรณีสมัครเป็นผู้ขายบริการ " กล่าวว่า ได้ข้อมูลเรื่องนักศึกษาขายตัวจากการโทรศัพท์ขอข้อมูล
จาก ENJOY LOVE โดยระบุว่า ต้องการสมัครเป็นผู้ขายบริการ ซึ่งประเด็นที่สอบถามคือ
วิธีการติดต่อสมัครงาน ซึ่งมีการนัดพบเพื่อดูรูปร่างหน้าตา บุคลิกภาพก่อนที่โรงแรมลิโด้
สะพานควาย และขอคุยรายละเอียดก่อนในการทำงาน หรือติดต่อลูกค้าสำหรับราคาค่าตัว
ขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตา บุคลิกภาพดี จะทำให้มีราคาแพงขึ้น และถ้าเป็นนักศึกษาจะขึ้นอยู่กับ
ลูกค้าระบุจะได้ไม่ต่ำกว่า 2,000-3,000 บาทต่อ 3 ชั่วโมง แบ่งสัดส่วนระหว่าง 60:40
นายสุขุมเปิดเผยเพิ่มเติมภายหลังว่า สวนดุสิตโพล โดยนักศึกษาปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา
ได้สำรวจข้อมูลประกอบการสัมมนาเชิงวิเคราะห์ในสถานการณ์จริงจากผู้ขายบริการ ผู้ใช้บริการ
ผู้จัดการ (แม่เล้า มาม่าซัง) ผู้บริหารการศึกษา และประชาชน ที่เกี่ยวพันกรณีนักเรียน
และนักศึกษาขายตัว รวม 3,197 คน พบว่า
- 34.75% เห็นว่าปัญหานักเรียน-นักศึกษาขายตัวเป็นปัญหาเรื้อรัง ไม่มีการแก้ไขจริงจัง
- 25.61% เห็นว่าปัญหาขายตัวเป็นปัญหาที่รุนแรงมากขึ้น
- 19.52% เห็นว่าเป็นปัญหาระดับชาติที่รัฐบาลควรสนใจจริงจัง
- ในขณะที่ 14.63% เห็นว่าเป็นปัญหาที่มีมานานยากแก่การแก้ไข
ส่วนสาเหตุในการขายตัว
- 38.83% เห็นว่าเพราะต้องการใช้จ่ายเพื่อครอบครัว ค่าเล่าเรียน
- 28.55% เห็นว่าขายตัวเพราะเป็นคนใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อ ซื้อของฟุ่มเฟือย
- 14.54% เห็นว่าขายตัวเพราะปัญหาครอบครัว ขาดความรักความอบอุ่น
- ในขณะที่ 9.93% เห็นว่าทำตามเพื่อน อยากลอง รักสนุก และ
- 4.43% ขายตัวเพราะขาดความรู้ มีการศึกษาน้อย
- ผู้ตอบแบบสอบถามอีก 3.72% เห็นว่าเพราะถูกบังคับ ติดยาเสพติด
นายสุขุมกล่าวอีกว่า สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดกรณีนักเรียน-นักศึกษาขายตัว
- 48.62% เห็นว่านำมาสู่โรคติดต่อ การแพร่เชื้อเอดส์
- 16.99% เห็นว่าความล้มเหลวของชีวิต และอนาคตในการเรียน
- 12.26% เห็นว่าสังคมเสื่อมโทรมลง
- 11.46% เห็นว่าภาพพจน์ของสถาบันการศึกษาเสื่อมเสีย
นายสุขุมกล่าวเพิ่มเติมภายหลังว่า เรื่องนักเรียน-นักศึกษาขายตัว ตนไม่อยากให้กลายเป็น
ความชินชาของสังคม ที่ตนอยากให้วิทยากรที่มาให้ข้อมูลปิดหน้าเพื่อไม่ให้กระทบต่อตัวผู้มาให้ข้อมูลเอง
แต่กรณี น.ส.ต่าย กลับยอมเปิดหน้า แสดงให้เห็นว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ถ้านักเรียน-นักศึกษาทุกคน
มาถึงจุดที่ทุกคนไม่ยอมพรางหน้า คือยอมเปิดหน้าเปิดตาหมด และถ้าทุกคนคิดว่าช่างมันเมื่อไหร่
สังคมก็จะแย่ ซึ่งตนเชื่อว่าสถานศึกษาทุกแห่งจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้
ในระหว่างที่วิทยากรให้ข้อมูลนั้น มีหลายครั้งที่ผู้ฟังปรบมือชอบใจนั้น ตนอยากถามว่า
ในฐานะที่เป็นผู้บริหารการศึกษาควรจะทำอย่างไร
(update 11 สิงหาคม 2001)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2544
|