|
นักศึกษานิยมใช้ชีวิตคู่ก่อนแต่งมากขึ้น
|
ผลวิจัยรามฯ พบนักศึกษานิยมใช้ชีวิตคู่ก่อนแต่งงานมากขึ้น อ้างต่างส่งเสริมกันด้านการเรียน
ลดภาระค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งเป็นที่ปรึกษาของกันและกัน หนำซ้ำยังลดปัญหาการมีเพศสัมพันธ์สำส่อนได้อีกด้วย
ขณะที่สังคมก็มีแนวโน้มยอมรับ โดยเฉพาะเพื่อนและพ่อแม่
น.ส.รุ่งทิวา นาคอุไร บัณฑิตปริญญาโท ภาคพิเศษรุ่นที่ 13 กลุ่ม 2 คณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) หนึ่งในผู้ร่วมทำวิจัยเรื่อง " ค่านิยมในการใช้ชีวิตคู่ของนักศึกษา
ต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคล " เปิดเผยผลการวิจัยในงานสัมมนาทางวิชาการ
ของคณะรัฐศาสตร์มร.ว่าจากการวิจัยโดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว
และการสังเกตพฤติกรรมของนักศึกษาชายหญิงในเขตกรุงเทพ-มหานคร จำนวน 25 คู่
พบว่าแนวโน้มของนักศึกษาอายุระหว่าง 18-23 ปี มีค่านิยมในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน
ในระหว่างที่ศึกษาอยู่สูงขึ้น โดยเริ่มพัฒนามาจากความเป็นเพื่อนก่อนที่จะตกลงใช้ชีวิต
อยู่ร่วมกันแบบเปิดเผย สืบเนื่องมาจากสังคมรอบข้างไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อน
หรือแม้แต่พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายต่างให้การยอมรับมากกว่าในอดีต
ทั้งนี้เพราะการตัดสินใจเลือกคู่ของนักศึกษานั้นเป็นการตัดสินใจด้วยตนเอง และการมีชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน
ก็ช่วยลดปัญหาการมีเพศสัมพันธ์สำส่อนของนักศึกษาได้
นอกจากนั้นก็ยังจะดีกว่าหาก เปรียบเทียบกับการที่พ่อแม่เลือกคู่ครองให้ลูก โดยนำเหตุผล
ของความเหมาะสมด้านฐานะ หน้าที่การงานและอื่นๆ เพื่อหวังให้ลูกมีความสุข แต่หลายคู่ก็พบจุดจบ
ของชีวิตด้วยการอย่าร้างกันเพราะทั้งคู่ไม่มีพื้นฐานของความรัก
โดยนักศึกษาในกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ ชี้ว่าการใช้ชีวิตคู่ทำให้รู้จักปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
มีการวางแผนในการดำเนินชีวิต เสียสละ รู้จักการประนีประนอม การใช้เหตุผล
และการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
"อย่างเรื่องค่าใช้จ่าย ทั้งคู่จะวางแผนกันว่าแต่ละเดือนจะมีค่าใช้จ่ายอะไรบาง ค่าหอพัก ค่าเรียนพิเศษ
ค่าอาหาร และอื่นๆ โดยจะนำรายได้ที่ทางบ้านส่งมาให้นำมารวมกัน แล้วแยกค่าใช้จ่ายออกเป็นส่วนๆ
หรือบางคู่ก็ใช้วิธีแชร์กันใครมีมากก็ออกมาก ใครมีน้อยก็ออกน้อย
หรือบางคู่ก็ออกกัน คนละครึ่ง เป็นต้น " น.ส.รุ่งทิวา กล่าว พร้อมชี้ว่าจากพฤติกรรมดังกล่าว
จะเห็นได้ว่านักศึกษาสามารถพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติในสังคมการทำงานได้ด้วย
อย่างไรก็ดี แม้ว่าสังคมจะยอมรับเรื่องการอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานมากขึ้น ทว่าผลการวิจัยพบ
ว่านักศึกษาที่ใช้ชีวิตคู่ต่างก็ยอม รับว่าการอยู่กันก่อนแต่งงาน
เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเพราะขัดกับหลักวัฒนธรรมของสังคมไทยที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา
หลายยุคหลายสมัยแล้ว
น.ส.รุ่งทิวา กล่าวยอมรับว่า ข้อมูลที่ได้นี้ไม่อาจยืนยันได้ว่า นักศึกษาทั้ง 25 คู่นี้
จะอยู่ด้วยกันแบบราบรื่นจนได้แต่งงานกันหรือไม่ ซึ่งในจุดนี้คณะทำงานคงไม่สามารถติดตามได้
เพราะนักศึกษาเรียนจบแล้วส่วนใหญ่จะกลับไปอยู่บ้านเกิด หรือเมื่อได้งานทำก็จะไปเช่าหอพัก
ใกล้ที่ทำงานแทน
"กรณีนี้ควรจะต้องมีการศึกษาต่อไปอีก คือ หากมีปัญหาเรื่องการตั้งครรภ์ระหว่างเรียน
นักศึกษาจะหาทางออกอย่างไร ซึ่งในแง่ของการวิจัยควรจะต้องติดตามต่อไป และอยากฝากให้หน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย ผู้บริหารสถานศึกษาเข้ามาดูแล
เรื่องนี้อย่างจริงจัง
"เพราะที่ผ่านมาในแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8-9 ภาครัฐให้ความสำคัญ
ด้านเศรษฐกิจมากเกินไป ขณะเดียวกันยังได้ละเลยปัญหาทางสังคม โดยจะเห็นได้จากเด็ก
และผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง จึงอยากฝากรัฐบาลให้ความสำคัญทั้ง 2 ด้านควบคู่กัน เพราะมีแนว
คิดว่าทั้ง 2 อย่างควรพัฒนาไปด้วย กัน" น.ส.รุ่งทิวา กล่าว
พร้อมแนะว่ามหาวิทยาลัยควรจัดกิจกรรมที่ดึงดูดหรือกระตุ้น ความสนใจของนักศึกษา
ให้มีทางออกมากกว่าการคิดเรื่องคู่ครอง นอกจากนี้ครูฝ่ายปกครองก็ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่
เพราะที่ผ่านมามักจะดุจนนักศึกษาไม่กล้ามาปรึกษา จนกระทั่งนักศึกษาต้องหันไปพึ่งคู่ของตนเอง
หรือเพื่อนสนิทแทน เพราะฉะนั้นควรให้ความเป็นกันเองกับนักศึกษาทุกคนเพื่อสร้าง
ความรู้สึกไว้วางใจเมื่อมีปัญหา นักศึกษาจะได้เข้ามาปรึกษาและหาแนวทางแก้ไข
อย่างถูกต้องต่อไป
อย่างไรก็ดี นางสาวรุ่งทิวา กล่าวว่า คณะผู้วิจัยทำการวิจัยเรื่องนี้
ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้นักศึกษาคนอื่นๆ นำไปเป็นแบบอย่าง เพราะผู้วิจัยเองมิอาจบอกได้ว่า
ดีหรือไม่ เนื่องจากคำตอบที่ได้จากวิจัยนั้นอาจจะไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงทั้งหมด
บางคู่อาจมีปัญหาแล้วแยกทางกันภายหลังก็ได้
ด้าน น.ส.สุกัญญา หรือ แอน (นามสมมติ) นักศึกษามหาวิทยาลัย เปิดแห่งหนึ่ง
ซึ่งได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคู่รักในหอพักหน้ามหาวิทยาลัยมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว เล่าว่า
การอยู่ร่วมกับเพื่อนชายระหว่างศึกษานั้น โดยส่วนตัวแล้วถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคิดว่าเรื่องนี้เป็น
เรื่องส่วนตัว ขอเพียงให้ญาติพี่น้อง ทั้ง 2 ฝ่ายรับรู้และยอมรับว่าทั้งสอง คนอยู่ด้วยกัน
แบบสามีภรรยาก็เพียงพอแล้ว
"ในการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนั้น ต่างคนก็รู้ตัวว่าหน้าที่หลักของทั้งสองคนคือ
พยายามเรียนให้จบและหางานทำให้ได้เร็วที่สุด ทว่าระหว่างที่อยู่ด้วยกันก็ต้องมาแชร์หน้าที่
และค่าใช้จ่ายกัน อย่างเช่นเรื่องการทำความสะอาด ห้องพัก ซัก-รีดเสื้อผ้า ส่วนมากแอนจะเป็นทำ
ซึ่งตรงนี้อาจเป็นค่านิยมที่ลูกผู้หญิงได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่
"สำหรับค่าใช้จ่าย แอนกับแฟนจะนำเงินที่ทางบ้านส่งมาให้ใน แต่ละเดือนรวมกัน
จากนั้นก็นำมาแบ่งออกเป็นส่วน เช่น ค่าหอพัก ค่าเรียนพิเศษ ค่าอาหาร และของใช้ที่จำเป็น
ซึ่งวิธีการจัดระบบการใช้จ่ายลักษณะนี้จะช่วยให้รู้ว่ามีเงินในกระเป๋าเท่าไหร่ สามารถใช้จ่ายอย่างไร"
น.ส.สุกัญญาเล่าต่อว่า การใช้ ชีวิตคู่มิได้มีเพียงแค่นี้ ยังมีเรื่องของความรู้สึก
เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยคือต้องมีการศึกษาพฤติกรรมของกันและกันว่าฝ่ายหนึ่งชอบหรือไม่ชอบอะไร
อย่างกรณีของตนเองไม่ชอบคนเล่นการพนันทุกประเภท แฟนก็จะไม่เล่นทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ส่วนการดื่มเหล้า สูบบุหรี่นั้นไม่ห้าม แต่ขอร้องให้ลดลงบ้าง เพราะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ ขณะที่ตนเองมีนิสัยเสีย
คือชอบเอาแต่ใจตนเองถ้า ไม่ได้อย่างใจก็มักอาละวาทโวยวาย ซึ่งตรงนี้คนรักก็ได้ขอร้องว่าไม่พอ
ใจหรือไม่เข้าใจก็ให้ถามและจะไม่ มีการปิดบังในทุกเรื่อง
" ชีวิตคู่ในวัยเรียนตอนนี้ก็มีความสุขดี แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะมั่นคงหรือยาวนานไปได้แค่ไหน
เพราะเคยเห็นคู่ของรุ่นพี่ รวมถึงเพื่อน ที่ต้องแยกกันอยู่ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ แต่เราก็ยังไม่ได้คิด
ไปถึงตรงจุดนั้น " น.ส.สุกัญญากล่าว ทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตามคู่ของน.ส. สุกัญญาเป็นเพียงหนึ่งในหลายร้อยคู่ของนักศึกษา
ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย เปิดหรือปิดของรัฐหรือเอกชนที่นักศึกษาจำนวนมากนิยมเช่าหอพัก
ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันระหว่างชายและหญิงซึ่งปัจจุบันแทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วในสังคมไทย
|