|
|
|
เสนอออก กฎหมายห้าม ปั๊มมนุษย์
สกัดปัญหาฟ้องร้อง - โรครุมเร้า |
|
เครือข่ายผู้หญิงกับสุขภาพเสนอออกกฎหมาย สกัดปัญหา " ลูกนอกไส้ "
หวั่นเทคโนโลยีปั๊มมนุษย์ " ทำร้ายสุขภาพผู้หญิง " ขณะเดียวกันเสนอ
ให้มีการตั้งกองทุนส่งเสริมสุขภาพ โดยเรียกเก็บจากผลิตภัณฑ์ที่เสริมความงาม ระบุเตรียมร่างนี้
เสนอในการประชุมการกำหนดร่างกรอบความคิด การปฏิรูปสุขภาพแห่งชาติ
1-5 ก.ย.นี้ที่อิมแพค
รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ในฐานะแกนนำเครือข่ายผู้หญิงกับสุขภาพ เปิดเผยว่า จากการที่เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือข่ายผู้หญิงกับสุขภาพ ได้จัดประชุมสัมมนา
เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ และนำเสนอปัญหาเรื่องระบบสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพผู้หญิง
จากกลุ่มต่างๆ ในส่วนภูมิภาค จำนวน 6 ครั้ง
โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงกลุ่มต่างๆ เช่น หญิงบริการ เกษตรกร แรงงาน
ชุมชนแออัด ธุรกิจ กลุ่มผู้ป่วยจากการทำงาน ชนกลุ่มน้อย กลุ่มแรงงานผู้ถูกเลิกจ้าง
กลุ่มเยาวชนและผู้สนใจกว่า 500 คน ระหว่างเดือน เม.ย.-ส.ค. 2544 ทำให้ได้ข้อสรุป
เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอต่อร่างกรอบความคิดระบบสุขภาพแห่งชาติ โดยประชาคมสุขภาพผู้หญิง
ซึ่งเป็นการเสนอแก้ไขเฉพาะในหมวดที่ 2 ว่าด้วยเรื่องของสิทธิหน้าที่ความเสมอภาค
และหลักประกันความมั่นคงด้านสุขภาพ
รศ.ดร.กฤตยา กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาสุขภาพผู้หญิงที่ต้องเผชิญเป็นปัญหา
ในระบบของผู้หญิงที่ผู้ชายไม่ต้องเผชิญ เช่น ผู้หญิงตั้งท้องได้แต่ผู้ชายท้องไม่ได้
ผู้หญิงถูกละเมิดทางเพศ ถูกข่มขืน ทุบตี เพียงเพราะว่าเกิดเป็นผู้หญิง และผู้หญิงยังต้อง
เผชิญกับโรคในระบบอนามัยเจริญพันธุ์ต่างๆ เช่น การแท้งบุตร มะเร็งปากมดลูก
มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม เป็นต้น
ดังนั้น ข้อเสนอต่อร่างกรอบความคิดในระบบสุขภาพแห่งชาติยังได้เสนอให้มีการระบุ
ความเป็นหญิงและความเป็นชายไว้ด้วย เช่น สุขภาพดีเป็นสิทธิของคนไทยทุกคนทั้งชายและหญิง
จากเดิมที่เขียนไว้เพียงว่า คนไทยทุกคนหรือหญิงและชายในทุกช่วงอายุต้องได้รับการส่งเสริม
สนับสนุนให้ได้รับความรู้ข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอ เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองในการเสริมสร้าง
ดูแลสุขภาพครอบครัว หรือในเรื่องของทารกที่เดิมเขียนไว้ว่า ทารกในครรภ์ต้องได้รับ
การดูแลเอาใจใส่ ข้อเสนอใหม่คือขอให้เพิ่มว่า ทารกทุกคนต้องเกิดมาด้วยความพร้อม
และบนความต้องการของครอบครัว และได้รับการดูแลเอาใจใส่ ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ
เพื่อให้สามารถเติบโตและพัฒนาการที่สมบูรณ์
นอกจากนี้แล้ว ยังเสนอให้มีกฎหมายในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีที่แทรกแซง
กระบวนการเกิด ดำรงอยู่พัฒนาการถ่ายทอดและการผลิตซ้ำทางชีววิทยา เนื่องจากเป็นประเด็น
ที่มีความสลับซับซ้อนในการพิจารณาเรื่องสิทธิหน้าที่ สมควรที่จะต้องดำเนินการให้เกิดความเข้าใจ
ถึงข้อดีและข้อเสีย และผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การร่างกฎหมายเฉพาะเรื่องต่อไป
" ที่ผ่านมา มีปัญหามากในเรื่องของลูกนอกไส้ หรือการสร้างคนนอกมดลูก การอุ้มบุญ
ซึ่งในต่างประเทศมีการฟ้องร้องกันไม่รู้กี่รายแต่กี่รายแล้ว ว่าใครเป็นพ่อเป็นแม่ จนมาถึงโคลนนิง
ซึ่งเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการปั๊มมนุษย์ ตรงนี้คงจะต้องมีกฎหมายที่ชัดเจน เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้
ล้วนแล้วแต่ใช้เป็นร่างกายของผู้หญิงทั้งนั้น และที่ผ่านมาก็พูดกันเฉพาะด้านความสำเร็จ
ที่เป็นการให้ข้อมูลด้านเดียว แต่ผลกระทบในทางลบต่อร่างกายผู้หญิงไม่เคยมีการเอาออกมา
พูดคุยกันเลย ตรงจุดนี้จะต้องชัดเจนและระมัดระวังให้ดี " รศ.ดร.กฤตยา กล่าว
นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชนกล่าวว่า
การนำเทคโนโลยีแทรกแซงกระบวนการผลิตนั้นมีการพูดถึงกันมาก เพราะยังไม่มีการพูดถึง
ผลกระทบหรือผลพิสูจน์ จะต้องดูข้อดีและข้อเสีย แต่ก็ไม่ได้ต่อต้านวิธีการนำเทคโนโลยีมาใช้
แต่ควรให้เหมาะสมและจะต้องมีการควบคุมได้ อะไรก็ตามที่ไม่มีการควบคุมไม่เห็นด้วย
กับการที่จะเริ่มทำ โดยเฉพาะเทคโนโลยี
ประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพฯ กล่าวว่า จะต้องมีการขยายระบบประกันสุขภาพ
ให้ครอบคลุมโรคที่เกิดจากการทำงาน โดยเฉพาะผู้หญิง จะต้องประกันสุขภาพผู้หญิง
จะต้องมีการกำหนดว่าผู้หญิงตั้งแต่อายุเท่าไหร่ถึงจะมีการตรวจสุขภาพ กรณีข้าราชการนั้น
มีการระบุให้มีการตรวจสุขภาพหรือตรวจมะเร็งปากมดลูกได้ หรือมะเร็งเต้านม
ก็สมควรมีการระบุไว้ด้วย ไม่เฉพาะผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม ควรมีการระบุว่า
จะให้มีการตรวจสุขภาพได้ด้วย
ขณะเดียวกันควรมีการตั้งกองทุนสุขภาพเพื่อนผู้หญิง โดยนำงบประมาณที่ได้จาก
ภาษีของผลิตภัณฑ์ที่ขายให้ผู้หญิงมาตั้งเป็นกองทุน เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เครื่องสำอาง
ยาลดความอ้วน เช่นเดียวกันกับกองทุนส่งเสริมสุขภาพที่เก็บจากสุรา บุหรี่ เป็นต้น
(update 3 กันยายน 2001)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2544 ]
|