มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

น้ำนมหญิงอีสานมีสารก่อมะเร็งสูง
ชี้ระวังกระติ๊บข้าวเหนียวก่อเชื้อรา


ดร.สุปราณี แจ้งบำรุง หัวหน้าภาควิชาโภชนศาสตร์เขตร้อน และวิทยาศาสตร์อาหาร คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เวลานี้ปัญหาที่ประชากรโลกกำลังเผชิญอยู่อย่างมาก คือ ความปลอดภัย จากการบริโภคอาหาร ซึ่งแม้ว่าจะมีการให้ความสนใจกับเรื่องความปลอดภัย ของอาหารมากขึ้น จนเกิดการเข้มงวดในหลายๆ ด้านเกี่ยวกับอาหารเพื่อการส่งออก ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขในการกีดกันสินค้าที่ประเทศเกษตรกรรมส่วนใหญ่ต้องเผชิญ อยู่ในปัจจุบันแล้วก็ตาม

ทว่า ในแง่มุมกลับกัน ดร.สุปราณี กล่าวว่าอาจจะเป็นข้อดีที่ว่าประชากรโลก จะได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยมากขึ้น ทั้งนี้ปัญหาเกี่ยวกับการบริโภคอาหาร ไม่ได้มีเพียงภาวะอาหารไม่เพียงพอ หรือการไม่มีความรู้ด้านโภชนาการ ทำให้เกิดการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาอาหารไม่ปลอดภัยด้วย

" อาหารไม่ปลอดภัย หมายถึง ทั้งอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน มีสารเคมีปนเปื้อน ซึ่งเหล่านี้ทำให้เราเกิดโรคได้ เพราะทางปากเป็นช่องทางที่ทำให้เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายและมากที่สุด มากกว่าทางผิวหนังหรือการหายใจ แต่ที่ผ่านมาเรามักไม่ค่อยได้สนใจ และคิดไปถึงเรื่องไกลตัว โดยไม่ได้คิดถึงว่า อาหารที่เรารับประทานเข้าไปทุกวันนั้นมีคุณหรือโทษมากมายแค่ไหน " ดร.สุปราณี กล่าว

ทั้งนี้สิ่งแปลกปลอมในอาหารซึ่งก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บในคนนั้น มีที่มาจากหลายประการ เช่น ในเนื้อสัตว์ น้ำนม เนื้อปลา ผัก ถั่วลิสง เป็นต้น โดยมีทั้งแบคทีเรีย พยาธิ เชื้อรา ไวรัส ตลอดจนสารเคมีปนเปื้อน

" ตัวอย่างเช่น Pathogenic Escherichia coli หรือเรียกย่อๆ ว่า อีโคไลน์ เป็นแบคทีเรียที่พบได้บ่อยทั้งในอาหารและน้ำ มีหลายชนิดและมีความรุนแรงแตกต่างกันไป บางชนิดทำให้เกิดท้องเดิน บางชนิดท้องเดินแบบมีมูกเลือดด้วย โดยจะเป็นหลังจาก รับเชื้อเข้าไป 8-44 ชั่วโมงแล้วแต่ชนิด ซึ่งเชื้อตัวที่เรียกว่า Enterotoxigenic E. coli มักเป็นปัญหากับนักท่องเที่ยว "

ดร.สุปราณี กล่าวและเสริมว่า ในกลุ่มของเชื้อรา มีหลายตัวมากที่สำคัญ เช่น แอสเพอจิลรัส ฟลาวัส และ แอสเพอจิลรัส พาราซิติคัส ซึ่งจะสร้างอะฟาทอกซิน ซึ่งเป็นอันตรายทำให้เกิดมะเร็งตับได้

ขณะที่ พวกพยาธิ ซึ่งมีทั้งพยาธิตัวกลม พยาธิตัวแบน และพยาธิใบไม้ ซึ่งมีทั้งพยาธิใบไม้ตับ พยาธิใบไม้ปอด และ พยาธิใบไม้เลือด นอกจากนี้ก็ยังมีพยาธิตัวตืด พบทั้งที่เป็นตืดหมูและวัว โดยจะก่อให้เกิดซีสต์คนละแบบ ซึ่งในการถ่ายพยาธิ ด้วยยาถ่ายพยาธิที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้ถ่ายหัวพยาธิไม่หลุด ต้องใช้ยาถ่ายที่เหมาะสม และต้องถ่ายด้วยยาถ่ายตามอีก ไม่เช่นนั้นบางส่วนของพยาธิจะหลุดเข้าไปในตัวคน แล้วไปอยู่ตามเนื้อเยื่อ โดยอันตรายที่สุดคือการไปอยู่ที่สมองซึ่งไม่มียารักษา ส่วนพยาธิไส้เดือนซึ่งเกิดได้ทั่วไป แต่เวลานี้มีสถิติการพบน้อยลงมาก เพราะสามารถใช้ยาถ่ายพยาธิทั่วไปได้ผล

" กลุ่มที่เป็นอันตรายเงียบๆ ไม่มีโรคให้เห็นแบบแบคทีเรีย แต่สะสมทำให้เกิดโรค ที่เรียกว่า โรคไม่ติดต่อและที่อันตรายอย่างยิ่งก็คือโรคมะเร็ง ที่เดี๋ยวนี้คนเป็นกันมาก เพราะเจอสารเคมีตั้งแต่เช้าจนถึงเข้านอน ซึ่งวิธีลดความเสี่ยงคืออย่าทานอะไรซ้ำๆ มันจะก่อโรคที่อันตราย อย่างได้ข่าวว่ามีเด็กรุ่นๆ ต้องผ่าตัดเพราะกินคัพนูดเดิล ที่เคลือบด้วยแวกซ์ทุกวัน มันก็ละลายเข้าไปสะสมในกระเพาะ ต้องผ่าตัดล้างออก เป็นภัยเงียบที่ต้องระวัง เพราะมาจากทุกทางทั้งการจราจร เกษตร พื้นดิน หรือโรงงานอุตสาหกรรม หรือจากพืชที่ดูดซึม และผ่านทางเนื้อสัตว์ เนื้อปลา การประกอบอาหารและและการเก็บมาจนถึงคน "

ดร.สุปราณี กล่าวอีกว่า เวลานี้เท่าที่มีการรวบรวมไว้ พบว่ามีสารก่อมะเร็งในมนุษย์ อยู่ถึง 69 ชนิด นี่คือกลุ่มที่เป็นแน่ๆ แล้วก็ยังมีกลุ่มที่สงสัยว่าเป็น และกลุ่มที่เป็นในสัตว์อีกด้วย ซึ่งหากรวมทั้งหมดทุกกลุ่มแล้วเกิน 400 ชนิดแน่นอน

แม้แต่พยาธิใบไม้ในตับที่พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็พบว่าเป็นสาเหตุร่วม ของการเกิดโรคมะเร็งในท่อน้ำดี โดยร่วมกับสารก่อมะเร็งที่มาจากอาหาร เช่น สารไนโตรซามีน และสารนี้อาจเกิดจากสารไนไตรท์ที่ใช้ในการถนอมอาหารประเภทเนื้อสัตว์ หรือสารไนไตรท์ ที่เปลี่ยนมาจากสารไนเตรท โดยแบคทีเรียที่พบโดยปกติในน้ำลาย ซึ่งสารไนไตรท์นี้ จะทำปฏิกิริยากับสารอะมีนทุติยภูมิส่วนใหญ่มาจากอาหารโปรตีนที่ผ่านขบวนการหมัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลา ปฏิกิริยาการสร้างสารไนโตรซามีนเกิดได้ดีในภาวะที่เป็นกรด เช่น ในกระเพาะอาหาร เป็นต้น

" สารไนโตรซามีนที่เราพบในอาหารที่มีการถนอมอาหารโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อแดดเดียว ปริมาณที่พบเฉลี่ย 57 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าไม่มาก แล้วก็ไส้กรอก ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอกแบบฝรั่งหรือแหนม หรือว่าจากกุนเชียง หมูยอ เบคอน ก็จะเห็นว่า พบได้หมดแต่เป็นจำนวนน้อย "

ตัวอย่างอาหารที่พบสารไนไตรท์ได้บ่อยๆ คือ ไส้กรอกอีสาน หมูส้มจากภาคตะวันออก เฉียงเหนือ บางตัวอย่างพบว่า ค่าสูงกว่าค่าที่กำหนดให้ใส่ คือ 150 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เพราะฉะนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ ต้องเปลี่ยนทัศนคติของผู้ประกอบการว่าต้องไม่ใส่ไนไตรท์ หรือดินประสิวมากเกินไปจากที่กำหนดให้ แต่เหตุที่ยังต้องใช้สารนี้อยู่ก็เพราะเป็นสาร ป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียคลอสติเดียม โบทูลินัม ที่ดีชนิดเดียวที่มีอยู่ขณะนี้

สารเคมีปนเปื้อนอีกชนิดหนึ่ง คือ อะฟาทอกซินที่มาจากเชื้อรา ทำให้เกิดมะเร็งตับ โดยเฉพาะในบ้านเราเชื้อราเจริญเติบโตได้ดี เพราะ อุณหภูมิพอเหมาะ และมีความชื้นสูง ดังนั้นเวลาที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวพืชแล้ว ควรจะเก็บไว้ในที่แห้งไม่ชื้น และอุณหภูมิไม่สูง ทั้งนี้พืชที่พบเชื้อราแอสเพอจิลลัส ฟลาวัส และ แอสเพอจิลลัส พาราซิติคัสมากที่สุดคือ ถั่วลิสงและข้าวโพด ซึ่งเชื้อราเหล่านี้ผลิตสารอะฟลาทอกซิน

" อย่างถั่วลิสงที่มีดำๆ ทิ้งไปได้เลย เพราะมันมีเชื้อราที่ทำให้เกิดสารอะฟลาทอกซิน สารพิษนี้ทนความร้อน ถึงเราปรุงอาหารแล้วมันก็ไม่สลายไป ทิ้งดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาไปทานถั่วลิสงในร้านก๋วยเตี๋ยว ควรดูก่อนว่าใหม่หรือเปล่า อย่าเสี่ยงไปทาน โดยไม่รู้จะดีกว่า เพราะยิ่งป่นแล้วนอกจากจะไม่เห็นก็ยังมีพื้นที่ทำให้เกิดเชื้อรา ได้มากกว่าปกติ หรือแม้แต่ในเครื่องเทศถ้าเก็บไม่ดีนานๆ เข้าก็มีเชื้อราได้หรือที่น่ากลัว คือในกระติ๊บข้าวเหนียว เวลาใช้แล้วควรล้างและตากแดด ไม่อย่างนั้นจะราขึ้นได้ อย่างตัวอย่างของน้ำที่ล้างกระติ๊บที่ใช้แล้วก็เจอสารอะฟลาทอกซินได้ร้อยละ 27 ของตัวอย่างที่นำมาตรวจ "

นอกจากนี้ ดร.สุปราณี ยังเปิดเผยอีกว่า ที่ผ่านมาได้มีการทดสอบหาอะฟลาทอกซิน ในน้ำนมแม่ที่กรุงเทพฯ เปรียบเทียบกับน้ำนมแม่ในขอนแก่น พบว่าในน้ำนมของแม่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนและระดับอะฟลาทอกซินมากกว่า อาจเป็นเพราะ อาหารที่นั่นมีการปนเปื้อนของอะฟลาทอกซินมากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้นได้มีการเปรียบเทียบกับน้ำนมแม่ในประเทศซูดานด้วย ซึ่งพบว่า มีใกล้เคียงกับน้ำนมแม่จาก จ.ขอนแก่น อย่างไรก็ดีระดับที่พบต่ำกว่า 5 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นเกณฑ์กำหนดค่าอะฟลาทอกซินในน้ำนมพร้อมดื่มในยุโรปบางประเทศ

" มีอยู่ตัวอย่างเดียวจาก 60 ตัวอย่างของน้ำนมแม่จากขอนแก่นที่พบปริมาณ มากกว่าระดับดังกล่าว คือ พบอะฟลาทอกซินเอ็มหนึ่ง 6.4 ไมโครกรัมต่อลิตร และอะฟลาทอกซินเอ็มสอง 1.4 ไมโครกรัมต่อลิตร รวมเป็นอะฟลาทอกซินทั้งหมด 7.8 ไมโครกรัมต่อลิตร สำหรับประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 20 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ของอาหารทุกชนิด ขณะที่เมืองจีนกำหนดที่ 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของอาหารทุกชนิด

อันตรายจากอาหารอีกทางหนึ่งคือ สารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน หรือเรียกย่อๆ ว่า พีเอเอช ซึ่งเกิดจากการย่างหรือปิ้งอาหารพวกเนื้อสัตว์ซึ่งมีไขมันสูง โดยไขมันจะตกลงไปในถ่านที่ใช้ย่าง และจะเกิดสารหลายๆ ตัวในกลุ่มพีเอเอช เช่น เบนโซอะไพรีน และควันดำๆ นี้ย้อนมาติดที่เนื้อ ดังนั้นการรับประทานเนื้อย่าง จึงควรเลี่ยงส่วนที่ไหม้หรือมีควันดำๆ เกาะ เพราะจะกินสารก่อมะเร็งเข้าไป

" ส่วนที่ว่าทานเข้าไปแล้วจะเป็นทุกครั้งหรือเปล่า อันนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณที่กิน และภูมิต้านทานของเรามากหรือน้อย ถ้าภูมิต้านทานปกติก็จะมีเอนไซม์ย่อยสลายไป ถ้ากินไม่มากแล้วร่างกายปกติก็ขจัดออกไปได้ แต่ในบางภาวะเช่น เด็กที่ขาดสารอาหารมากๆ พวกนี้จะเป็นได้มากกว่าในคนปกติ " ดร.สุปราณี กล่าว


(update 26 พฤศจิกายน 2001)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน   วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600