|
|
|
เตือนภัยใช้ยากระเพาะ
ทำแท้งถึงมดลูกแตก |
|
อย. แฉภัยยากระเพาะใช้ผิดวิธีถึงขั้น มดลูกแตก
เผยคณะเภสัชฯ มช.พบนักศึกษาแห่ซื้อไปขับเลือดจนผิดปกติ
เตรียมลงดาบร้านขายยาที่ลักลอบขาย หลังออกประกาศปรับสถานะเป็นยาควบคุมพิเศษ
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ภ.ญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ประธานกลุ่มศึกษาปัญหายา (กศย.)
เปิดเผยถึงกรณีวัยรุ่นในจังหวัดเชียงใหม่ ใช้ยารักษาโรคกระเพาะในการทำแท้งว่า
ยาดังกล่าวมีชื่อเรียกสามัญทางยาว่าไมโซพรอสทอล เป็นยานำเข้าและมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย
ในประเทศไทย โดยยังไม่มีระบบติดตามความปลอดภัยในการใช้ยา สำหรับยาตัวนี้
แม้จะเป็นยาอันตรายแต่ไม่ใช่ยาควบคุมพิเศษ ทำให้วัยรุ่นหาซื้อมาใช้ได้จากร้านขายยาทั่วไป
" เรื่องยาตัวนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว กศย.มีข้อมูลบางส่วนอยู่แต่ไม่ได้เก็บรายละเอียดอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะที่เชียงใหม่ แต่ในกรุงเทพฯยังไม่มีข้อมูล สำหรับฤทธิ์ของยาตัวนี้คือจะเข้าไปกดการหลั่งน้ำย่อย
ลดการอักเสบในกระเพาะอาหารในกรณีของคนท้องอาจจะแท้งมีเลือดออกเป็นอันตรายได้
ถ้าใช้ยาตัวนี้อย่างไม่ถูกวิธี " ภ.ญ.นิยดากล่าว
ภ.ญ.รวิวรรณ ปรีดีสนิท ผู้อำนวยการกองควบคุมยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
กล่าวว่า ยาตัวนี้มีการขึ้นทะเบียนในประเทศไทย ทั้งหมด 4 ตำรับ แต่ได้ยกเลิกไปแล้ว 2 ตำรับ
ล่าสุดมีมาขอขึ้นทะเบียนใหม่อีก 1 ตำรับ แต่เป็นคนละตัวกับที่ยกเลิกไป เพิ่งได้รับการรับรอง
การติดตามความปลอดภัยของการใช้ยาไปเมื่อเดือน ธ.ค.2543 ยาทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในขณะนี้
มีสรรพคุณที่แจ้งคือ เป็นยารักษาแผลของลำไส้เล็กส่วนต้น และรักษาแผลในกระเพาะอาหารทาง
" กองควบคุมยาเคยได้รับข้อมูลเกี่ยวกับยาตัวนี้จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ตั้งแต่ปี 2542 ว่ามีวัยรุ่นและนักศึกษาไปหาซื้อมาใช้กันมาก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจะมีการนำยา
ไปใช้ผิดประเภท จึงขอให้ อย.เข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่ามีการใช้ผิดวัตถุประสงค์จริง จึงได้นำเรื่องนี้
เข้าอนุกรรมการศึกษาวิจัยความปลอดภัยการใช้ยา เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2543 ประกอบกับมีข้อมูล
จากประเทศบราซิลที่ 80% ของผู้ใช้ยานี้เพื่อการทำแท้งต้องกลับไปพบแพทย์ เนื่องจากอาการตกเลือด
ทั้งนี้เพราะยาตัวนี้มีวิธีการใช้คือสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดประมาณ 2-5 เม็ด ความรุนแรงของยา
คือทำให้มดลูกแตกได้ " ภ.ญ.ระวีวรรณกล่าว
ภ.ญ.ระวีวรรณกล่าวว่า ได้มีการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับยาตัวนี้มาอย่างต่อเนื่องในหลายๆ ที่
ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขให้ยาตัวนี้
เป็นยาควบคุมพิเศษ ซึ่งจะจำหน่ายได้เฉพาะตามใบสั่งแพทย์และสามารถจำหน่ายได้เฉพาะ
ในโรงพยาบาลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม อย.ได้ออกสำรวจโดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่
ในลักษณะล่อซื้อตามร้านขายยาก็พบว่ายังมีจำหน่ายอยู่ และเมื่อพบก็ได้ดำเนินคดีกับร้านขายยา
และผู้นำสั่งยาเข้ามา
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.พ.วุฒิไกร มุ่งหมาย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่
กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่ามีการใช้ยาแก้โรคกระเพาะเพื่อหวังจะให้แท้งลูกในกลุ่มเด็กวัยรุ่นจริงหรือไม่
น่าจะเป็นการเข้าใจผิดของเด็กวัยรุ่นที่มีปัญหาเรื่องท้องโดยไม่ได้ตั้งใจ คงจะต้องแก้ไขปัญหา
ด้วยการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ชัดเจนให้มากขึ้น และท่าที่สอบถามร้านขายยาไม่พบว่า
มีการจำหน่ายยาดังกล่าวมากขึ้นกว่าปกติ
นางเรณู ทวิศรี หัวหน้าสารวัตรนักเรียน ศูนย์พัฒนาความประพฤตินักเรียนนักศึกษา
จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ยังไม่เคยเจอหรือมีข้อมูลว่าเด็กนักเรียน นักศึกษา ใช้ยารักษาโรคกระเพาะ
ทำแท้งลูกมาก่อนเลย แต่เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นเด็กใจกล้าเสี่ยงทดลอง ซึ่งก็ไม่ทราบว่าได้ผลหรือไม่
จากข่าวที่เอ็นจีโอระบุ ก็ไม่ได้บอกว่ามีผลประการใด ส่วนข้อมูลเด็กใจแตกแลกคู่นอนกันนั้น
ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 17-18 ปี และกลุ่มนักศึกษาอายุ 20 ปี ในมหาวิทยาลัย
ส่วนอายุ 13-14 ปีมีน้อยมาก ตนในฐานะที่มีหน้าที่ดูแลเด็กๆ มักจะเปิดเผยเรื่องแบบนี้มาตลอด
เพื่อหาทางแก้ไข เมื่อเห็นข่าวค่อนข้างตกใจ เพราะสร้างความเสียหายให้กับเมืองเชียงใหม่
จึงอยากสืบหาข้อมูลที่ละเอียดกว่านี้ก่อน
พ.ต.อ.สุเทพ เดชรักษา รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า น่าจะเป็นการสร้างข่าว
ขององค์กรเอกชนมากกว่า การสำรวจข้อมูลคงไม่มีเด็กคนไหนกล้าบอกว่าตนท้อง
และเคยทำแท้งมาก่อน เพราะในปัจจุบันมีคลินิกที่รับปรึกษา และแก้ปัญหาการท้อง
โดยไม่ได้ตั้งใจของเด็กและผู้หญิงแบบถูกกฎหมายอยู่แล้ว
วันเดียวกัน ที่เมืองทองธานี กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) จัดงานสัมมนาระดับชาติเรื่องเอดส์
ครั้งที่ 8 เป็นวันสุดท้าย ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงบ่ายระหว่างที่มีการจัดเสวนาเรื่องเวทีสาธารณะ
30 บาทรักษาโรคเอดส์อย่างไร ปรากฏว่า ชมรมบ้านบางปะกงซึ่งได้เดินทางเข้าร่วมสัมมนา
ในครั้งนี้ด้วย ได้นำเอกสารและเทปมาแจกที่ประชุม ข้อความส่วนใหญ่โจมตีการทำงานของ
น.พ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
นายสมศักดิ์ เกตุหงษ์น้อย ประธานชมรมบ้านบางปะกง กล่าวว่า การเดินทางมาในวันนี้
ก็เพื่อนำข้อเท็จจริง เรื่อง วี-1 มาประกาศให้สาธารณชนและผู้ติดเชื้อทุกคนได้ทราบ
เพราะมีนักวิชาการที่มีผลประโยชน์ด้านเอดส์หลายคน และนำเรื่อง วี-1 มาพูดถึงอย่างเป็นที่ขบขัน
และมีการแจกเอกสารจากกลุ่มเอ็นจีโอที่ของบฯจากกระทรวงสาธารณสุขมาโจมตี วี-1
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนการสัมมนาบนเวที ชมรมบางปะกง ได้ตั้งคำถามกับ
น.พ.สมทรง รักษ์เผ่า อธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อเกี่ยวกับกรณี วี-1
เพื่อขอคำตอบเรื่องผลการพิสูจน์ วี-1
นายจอน อึ๊งภากรณ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศบราซิลสามารถให้ยาต้านไวรัส
ครอบคลุมผู้ติดเชื้อถึง 105,000 คน คิดเป็น 2.9% ของ สธ.ในระยะยาวรัฐบาลพร้อมไหมที่จะจ่ายเงิน
เพิ่มปีละ 2-3 พันล้านบาท หากบอกว่าไม่มีเงินมาจ่าย ทำไมไม่เดินหน้าเก็บภาษีมรดก
ไม่ทราบว่าห่วงใครกลุ่มไหนอยู่หรืออย่างไร อย่างไรก็ตามไม่เคยเรียกร้องว่าจะต้องให้ยาต้านไวรัส
กับผู้ป่วยเอดส์ในครั้งเดียว 100% ซึ่งเป็นไปไม่ได้
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมช.สาธารณสุข แถลงปิดการสัมมนาว่า จะรวบรวมข้อเสนอแนะ
จากฝ่ายต่างๆ ที่ได้จากการสัมมนาครั้งนี้เพื่อเตรียมการสู่แผนป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ
พ.ศ.2545-2549 นั้น ซึ่งพอสรุปได้ว่า จะต้องเตรียมรับมือกับคลื่นลูกที่ 2 ของการแพร่กระจาย
เรื่องโรคเอดส์ที่จะเน้นไปสู่กลุ่มเยาวชนมากขึ้น จากนี้จะต้องมีการพัฒนาใน 4 ด้าน อาทิ
จำกัดอายุเด็กในการดื่มสุรา การให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยเอดส์
" แนวความคิดหนึ่งที่จะช่วยให้องค์ความรู้เรื่องเอดส์เข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด
และตนก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีคือ การให้มีรายการวิทยุเพื่อผู้ป่วยเอดส์ เป็นการเปิดเป็นเวที
ให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ถ่ายทอดความรู้ให้กับคนเป็นเอดส์และคนทั่วไป
เพื่อรู้จักรักษาและป้องกันตัวเองมากขึ้น ซึ่งจะหารือกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลกรมประชาสัมพันธ์เพื่อหาเวลาที่เหมาะสม
ในการออกอากาศต่อไป " น.พ.สุรพงษ์กล่าว
(update 20 กรกฎาคม 2001)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 ]
|