
นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว ยังมีการรักษาโรคหัวใจขาดเลือดอีก 2 วิธี
คือการทำบอลลูน และการผ่าตัด Bypass แล้วแต่ความรุนแรงของอาการ แต่ส่วนใหญ่
แพทย์จะให้การรักษาทางยาก่อนเป็นอันดับแรก และการทำบอลลูน ส่วนในกรณีที่ไม่สามารถ
รักษาด้วย 2 วิธีแรก ก็จะใช้การผ่าตัดเป็นวิธีสุดท้าย
นายแพทย์กิติพันธ์ วิสุทธารมณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ
กล่าวถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการรักษาโรคหัวใจว่า
" นอกจากการพัฒนาทางด้านยาโรคหัวใจและความพยายามที่จะลดภาวะการตีบซ้ำ
ของเส้นเลือดหัวใจภายหลังการทำบอลลูน หรือที่แพทย์เรียกว่า ภาวะ Restenosis แล้ว
ความก้าวหน้าด้านการผ่าตัดก็มีอยู่หลายอย่าง เช่น ในเรื่องขนาดของแผลผ่าตัดที่ลดลง
ในอดีตแผลผ่าตัดจะมีขนาดประมาณ 10 นิ้ว แต่ในระยะหลังๆ มาก็เริ่มเล็กลงเหลือประมาณ 4 นิ้ว
ซึ่งก็จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดน้อยลง ส่วนอีกเรื่องก็คือ พัฒนาการทางด้านการผ่าตัด
โดยไม่ใช้เครื่องปอด-หัวใจเทียม (Heart Lung Machine) ซึ่งเป็นเครื่องที่ทำหน้าที่แทนปอด
และหัวใจ ขณะทำการผ่าตัด
ข้อดี ของการไม่ใช้เครื่องปอด-หัวใจเทียม ก็คือ ผู้ป่วยไม่ต้องรับผลแทรกซ้อน
จากการใช้เครื่องนี้ ได้แก่ ความเสี่ยงต่อการทำให้ไตเสื่อม สมองเสื่อม ปอดเสื่อม
เมื่อเราทำผ่าตัดโดยไม่ใช้เครื่อง ผลแทรกซ้อนต่างๆ ก็จะหายไป
ปกติแล้วหัวใจคนเราเต้นอยู่เสมอ เมื่อเราทำการผ่าตัดหัวใจ
เราก็ต้องทำให้หัวใจหยุด เวลาเราทำบายพาส เข็มเล็กมาก เส้นไหมก็เล็กมากด้วย
เพราะฉะนั้นเวลาทำผ่าตัด หัวใจก็ต้องอยู่นิ่ง วิธีการสมัยก่อนเราต้องเอาคนไข้
เข้าเครื่องปอด-หัวใจเทียม ซึ่งเป็นเครื่องใหญ่ๆ วางอยู่บนพื้น เครื่องนี้ก็จะทำหน้าที่
แทนปอดและหัวใจ หัวใจก็จะหยุดนิ่ง เมื่อหัวใจนิ่งหมอก็เปลี่ยนลิ้นหรือทำการผ่าตัดบายพาสได้
แต่ปัจจุบันแพทย์ได้พัฒนาการผ่าตัดโดยไม่ใช้เครื่องปอด-หัวใจเทียม ซึ่งก็จะทำให้
เย็บแผลลำบาก จึงได้มีการคิดค้นเครื่องมือ ที่มีลักษณะคล้ายส้อมแต่มีปลายแหลม
แค่ 2 ซีกด้านนอก เพื่อใช้กดที่หัวใจ หัวใจที่อยู่ข้างล่างก็จะสามารถทำงานได้ตามปกติ
เลือดก็ไปเลี้ยงสมอง เลี้ยงร่างกายได้ ขณะเดียวกันตรงบริเวณที่เราทำการผ่าตัดอยู่
ก็จะนิ่งพอที่จะเย็บได้ "
การผ่าตัดโดยใช้เครื่องปอด-หัวใจเทียม เรียกว่าการผ่าตัดแบบ On Pump
ส่วนวิธีผ่าตัดที่ไม่ได้ใช้เครื่องปอด-หัวใจเทียมก็จะเรียกว่า การผ่าตัดแบบ Off Pump
การทำการผ่าตัดหัวใจในเมืองไทยร้อยละ 70 เป็นการผ่าตัดแบบ On Pump
|
การทำบอลลูน (Angioplasty)
|
|---|
การทำบอลลูน หรือที่เรียกว่า Angioplasty เป็นการขยายเส้นเลือดหัวใจ
บริเวณที่มีการตีบตันให้ถ่างออก เพื่อให้เลือดไหลผ่านได้สะดวกขึ้น วิธีการทำบอลลูน
ก็คือการเจาะช่องที่ขาหนีบ เพื่อสอดสายยางเข้าไปจนถึงบริเวณที่เส้นเลือดมีการตีบ
เพื่อถ่างให้เส้นเลือดส่วนนั้นขยายโป่งออกด้วยวิธีการปั้ม สมัยก่อนการทำบอลลูน
จะเจาะที่บริเวณแขน ซึ่งใกล้หัวใจกว่าที่ขาหนีบ แต่เนื่องจากเส้นเลือดที่ขาหนีบ
ส่วนใหญ่กว่าที่แขน และสามารถเจาะได้ง่ายกว่า ในปัจจุบันการทำบอลลูน
จึงเปลี่ยนมาเจาะที่บริเวณขาหนีบแทน
แต่การทำบอลลูนนั้น ต้องพิจารณาขนาดของเส้นเลือดที่ตีบตันด้วย
เส้นเลือดหัวใจที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 มิลลิเมตร สามารถทำบอลลูนได้ทุกเส้น
แต่หากเล็กกว่า 1 มิลลิเมตร แพทย์ก็จะไม่ใช้วิธีนี้ เนื่องจากเส้นเลือดมีขนาดเล็กเกินไป
แม้ทำบอลลูนแล้วเลือดก็จะไหลได้ไม่ดี ไม่นานก็ขอดเป็นลิ่มเลือดขึ้นมาอีก
ในผู้ป่วยที่รักษาด้วยการทำบอลลูน ร้อยละ 30 มีโอกาสที่เส้นเลือดจะตีบอีกภายใน 1 ปี
ซึ่งผู้ป่วยในส่วนร้อยละ 30 ที่ว่านี้ แพทย์จะใช้วิธี การทำสเต้นท์ (Stent) สเต้นท์คือ
ตาข่ายลวดเล็กๆ ที่สามารถขยายใหญ่ขึ้นได้ วิธีการทำสเต้นท์ จึงหมายถึง การเอาตาข่ายเล็กๆ
ครอบบอลลูน แล้วสอดเข้าไปในเส้นเลือดจากบริเวณขาหนีบ เช่นเดียวกับการทำบอลลูน
เมื่อถึงบริเวณเส้นเลือดที่ตีบ ก็ปั้มให้บอลลูนขยายตัว บอลลูนก็จะดันให้สเต้นท์ขยายตัว
ขึงอยู่ที่เส้นเลือด เพื่อไม่ให้เส้นเลือดแฟบตีบอีก
ผู้ป่วยที่ทำบอลลูนหรือ Angioplasty ได้ผลดี ก็ไม่จำเป็นต้องทำสเต้นท์ (Stent)
แต่หากทำบอลลูนแล้ว เส้นเลือดยังกลับแฟบตีบอีก ก็ต้องใส่สเต้นท์ เพราะฉะนั้น
ก่อนที่จะมีการทำสเต้นท์ในผู้ป่วยรายใด ผู้ป่วยรายนั้นจะต้องผ่านการทำบอลลูน
มาก่อนเสมอ
แต่ผู้ป่วยที่ทำบอลลูนแล้ว เส้นเลือดกลับมาตีบอีก แพทย์อาจวินิจฉัยให้ทำการผ่าตัด
หรือทำสเต้นท์ก็ได้ ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอาการของการตีบและการวินิจฉัยของแพทย์ เช่น
เมื่อแพทย์เห็นว่าผู้ป่วยมีอายุมาก ก็อาจจะทำเสต้นท์ซักทีก่อน ถ้าไม่ได้ผลก็ทำการผ่าตัด
หรืออาจให้ทำการผ่าตัดเลยก็ได้
เมื่อพูดถึงการผ่าตัดหัวใจ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนอวัยวะหัวใจ
เช่น ลิ้นหัวใจ จึงขอกล่าวถึงประเภทของการผ่าตัดหัวใจไว้สักเล็กน้อย เพื่อความเข้าใจ
การผ่าตัดหัวใจ มี 3 อย่าง คือ การผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจมาแต่กำเนิด
อย่างที่สอง คือ การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ และสุดท้ายคือ การผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจตีบ
หรือที่เราเรียกว่า การทำบายพาส (Bypass)
การผ่าตัด หรือการ Bypass Surgery ภาษาไทยเรียกว่า
การเปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจหรือการทำทางเบี่ยงของเส้นเลือดหัวใจ
เป็นการผ่าตัดต่อเชื่อมเส้นโลหิตแดงเข้าสู่หัวใจ โดยการนำเส้นเลือด
จากส่วนอื่นของร่างกายมาใช้ต่อเชื่อมเพื่อให้เลอืดผ่านทางเชื่อมใหม่นี้แทนเส้นเลือดเดิม
ที่มีปัญหาตีบตัน โดยคร่อมส่วนของเลือดเดิมที่อุดตัน
ส่วนใหญ่เส้นเลือดที่มักนำมาใช้เป็นเส้นเลือดทางเบี่ยงนี้คือ เส้นเลือดดำจากขา
(Saphenous vein) เส้นเลือดแดงจากแขนท่อนล่าง (ระหว่างข้อศอกกับข้อมือ)
หรือเส้นเลือดจากบริเวณเต้านม
เมื่อนำเส้นเลือดดำจากขา หรือเส้นเลือดแดงจากแขนมาใช้ทำ Bypass ให้กับหัวใจ
กระทำโดยการต่อปลายด้านหนึ่งเข้ากับเส้นเลือดแดงใหญ่ จากห้องล่างซ้ายของหัวใจ
ซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ใหญ่ที่สุดที่ออกจากหัวใจ ส่วนปลายอีกด้านของเส้นเลือด Bypass
จะต่อเข้ากับส่วนที่ต่ำกว่าบริเวณที่เส้นเลือดอุดตัน หากใช้เส้นเลือดจากบริเวณทรวงอก
จะต่อปลายด้านหนึ่งเข้ากับเส้นเลือดแดงใหญ่จากห้องล่างซ้ายหัวใจเช่นกัน และอีกด้าน
ต่อเข้ากับส่วนที่พ้นจากส่วนที่อุดตันออกมา
พูดง่ายๆ เหมือนเป็นการทำทางเบี่ยงเพื่อเปลี่ยนเส้นทางการไหลของเลือด
คือเมื่อเลือดไม่สามารถไหลผ่านเส้นเลือดเดิมได้ แพทย์ก็ต้องทำทางไหลใหม่ให้เลือด
วิธีการก็คือ นำเส้นเลือดอีกเส้นมาเชื่อมต่อเป็นทางเดินของเลือดอีกเส้นหนึ่ง
เพื่อให้เลือดสามารถไหลผ่านเส้นเลือดนี้แทน โดยที่ไม่ต้องผ่านทางเส้นเลือดเดิม
ที่มีปัญหาการอุดตัน เช่นเดียวกับหลักการการสร้างถนนที่เราเรียกว่า ทางบายพาส
ซึ่งเป็นถนนที่อ้อมผ่านช่องทางที่การจราจรติดขัดมากๆ ทางเชื่อมนี้จะเป็นทางของเลือด
ที่จะผ่านเข้าสู่หัวใจโดยข้ามส่วนที่อุดตัน
การทำ Bypass สามารถทำได้มากกว่า 1 จุด หากมีจุดที่เส้นเลือดอุดตัดมากกว่า 1 จุด
บนเส้นเลือด 1 เส้น ก็สามารถทำ Bypass ได้ 2 จุด หรือหลายจุดตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ป่วยจะทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดหรือทำอะไรก็ตาม
ถือเป็นการรักษาเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะอีกครึ่งหนึ่งที่ถือเป็นส่วนสำคัญ
ไม่แพ้กันก็คือ การปฏิบัติตัวของคนไข้ที่จะเป็นตัวกำหนดว่าจะทำให้ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
ของการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดน้อยลงได้หรือไม่ เพราะการลดปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้น
ถือเป็นเรื่องที่ผู้ป่วยต้องทำอย่างเคร่งครัดและต้องทำไปตลอดชีวิต เพื่อว่าเส้นเลือด
ที่แพทย์ทำบายพาสไว้หรือทำบอลลูนถ่างไว้ จะได้อยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้
(update 23 ตุลาคม 2001)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2544 ]
|