มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก


ยังอยู่กับคำถามของคุณลลิตา จากปทุมวัน กรุงเทพฯ เรื่องเนื้องอกมดลูกนะคะ คุณลลิตาย้ำว่า ปัจจุบันคนเป็นเนื้องอกมดลูกมากเหลือเกิน ขอให้ตอบโดยละเอียดนะคะ


ถาม : ช่วยอธิบายการดูแลตัวเองก่อนและหลังผ่าตัดเนื้องอกมดลูกด้วยค่ะ

ตอบ : เมื่อได้รับการตรวจอย่างละเอียดจากแพทย์ และตัดสินใจที่จะผ่าตัด เนื้องอกมดลูก จากข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ต่างๆ เช่น เนื้องอกโตเกินกว่าขนาดครรภ์สามเดือน มีอาการตกเลือด ปวดท้องน้อยมาก ผลการขูดมดลูกสงสัยว่าจะเป็นเนื้อร้าย เนื้องอกกดการทำงาน ของทางเดินปัสสาวะ ฯลฯ ก็ควรจะมีการเตรียมตนเองก่อนผ่าตัดค่ะ

หมอเองเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของนักร้องหลายๆ ท่าน ที่มีการเตรียมตัวก่อนออกอัลปั้มเทป บางท่านบอกว่าต้องพักผ่อนให้เต็มที่ หยุดดื่มเหล้า หยุดสูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น ว่ายน้ำ จ๊อกกิ้ง เป็นเวลาหลายเดือนก่อนออกเทป เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง พลังเสียงจะได้ดีขึ้น

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดเนื้องอกมดลูกก็เช่นกันค่ะ ถ้าพอมีเวลาไม่ได้ผ่าตัดฉุกเฉิน ควรมีการเตรียมตัว

ประการที่หนึ่ง เตรียมสุขภาพกาย

ต้องเตรียมสุขภาพสำหรับคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต โรคตับ โรคหัวใจ ฯบฯ ควรต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนผ่าตัด และอยู่ในการดูแลควบคุม แนะนำของแพทย์อย่างเข้มงวด

สำหรับคนที่ไม่มีโรคประจำตัว ควรเตรียมร่างกายทั่วไปให้แข็งแรง ไม่ให้มีภาวะเลือดจาง ปอด หัวใจ แข็งแรง พอที่จะรับการผ่าตัด

ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ กรณีที่เลือดจาง ควรรับประทานยาบำรุงเลือด เพราะการผ่าตัดนั้นต้องมีการสูญเสียเลือด ถ้ามีภาวะซีดจะเกิดอันตรายในการผ่าตัดได้

งดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัดอย่างน้อยสามเดือน การผ่าตัดเนื้องอกมดลูกนั้น อาศัยการดมยาสลบ ถ้าปอดไม่แข็งแรง เป็นโรคหลอดลมอักเสบ มีเสมหะมาก นอกจากจะมีปัญหาการดมยาสลบ การใส่ท่อหายใจระหว่างสลบแล้ว ยังมีปัญหาหลังผ่าตัดอีกด้วย เช่น ไอมาก อาจทำให้แผลแยกได้

งดดื่มเหล้า เพราะเหล้านั้นอาจทำให้ขาดสารอาหารบางอย่าง และหัวใจไม่แข็งแรงได้
ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

ควรออกกำลังกาย ให้ปอด หัวใจ และกล้ามเนื้อแข็งแรง การฟื้นตัวของร่างกายหลังผ่าตัดนั้น ต้องอาศัยพลังงานและความแข็งแรง ร่างกายจึงทนสภาพเครียด สภาพบาดเจ็บจากการผ่าตัด และสภาวะอดอาหารหลังผ่าตัดได้

คนไข้บางท่านจะมีการบริจาคเลือดของตนเองเตรียมไว้ เพื่อใช้ในขณะผ่าตัด เพราะการรับเลือดของใคร ก็คงไม่ปลอดภัยเท่ากับการรับเลือดของตนเอง แม้ว่าปัจจุบัน จะมีการตรวจหาเชื้อต่างๆ ในเลือดบริจาค อย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม

ประการที่สอง สุขภาพจิต

ต้องเตรียมสุขภาพจิตของคนทั้งครอบครัว ครอบครัวคนไทยนั้น ยังเป็นครอบครัว ที่อยู่เป็นกลุ่มรวมกัน มีความสัมพันธ์ ผูกพันกัน บางทีป่วยหนึ่งคน กลายเป็นป่วยทั้งครอบครัว นอกจากคนที่จะผ่าตัดเอง ต้องเตรียมใจไม่ให้วิตกจนเกินไป อาศัยธรรมะเพื่อสงบจิตใจ พยายามให้เห็นว่า การเจ็บป่วยเป็นของธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ตีโพยตีพาย ว่าทำไมฉันจึงโชคร้ายกว่าคนอื่น ขยายเรื่องราวไปใหญ่โตว่าโรคเนื้องอกที่เป็นนี้รุนแรง ทำตัวอ่อนแอ ช่วยตนเองไม่ได้หรือซึมเศร้า วิตกเกินกว่าเหตุ ฯลฯ

คนไข้ต้องปรับจิตใจ ให้ปลงบ้างและเชื่อว่าโชคชะตาของมนุษย์นั้นหลายครั้งมา โดยไม่ได้บอกกล่าว การมีสุขมีทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แต่ก็ไม่ได้ประมาท หรือมองความเป็นจริง เป็นเรื่องเล็กไปหมด

หมอพบคนไข้สตรีหลายคน ซึ่งเห็นโรคภัยเป็นเรื่องเล็กน้อย อย่างไม่น่าเชื่อ คนไข้รายหนึ่ง สมมติชื่อคุณ ศ. เป็นสตรีอายุเพียง 22 ปี มีบุตรแล้วหนึ่งคนอายุสองขวบ เธอมาหาหมอด้วยอาการปวดท้องน้อยและตกขาว ผลการตรวจภายใน และตรวจหา มะเร็งปากมดลูก พบว่าเธอเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะที่หนึ่งเอ (CA Cervix stage 1 a) ซึ่งยืนยันได้โดยการขริบเนื้อปากมดลูกส่งตรวจ

หมอได้ส่งคุณ ศ.ไปรับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เมื่อแพทย์ที่นั่น อธิบายว่า ต้องผ่าตัดเอามดลูกและปากมดลูกออก ตลอดจนเลาะต่อมน้ำเหลืองที่อุ้งเชิงกราน คุณ ศ. ปฏิเสธการรักษาทันที และกลับมาบ้านด้วยเธอเชื่อว่า โรคมะเร็งที่เธอเป็นไม่ร้ายแรง และสามารถรักษาโดยการกินยาหม้อได้

คุณ ศ. ได้กลับมาให้หมอตรวจปากมดลูกทุกปี เพื่อตรวจว่ายาหม้อที่เธอกินนั้น สามารถรักษามะเร็งให้หายได้ เธอยิ้มอย่างสบายใจว่า หลังจากกินยาหม้อ เธอสบายดี ไม่มีตกขาว ไม่ปวดท้อง

ท่านผู้อ่านที่รัก การแพทย์นั้นยืนยันตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า มะเร็งปากมดลูก ในระยะต้นๆ นั้นสามารถรักษาให้หายขาดโดยการผ่าตัด แต่ยาหม้อนั้น ไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่อย่างใด

ผลก็คือ เมื่อมาตรวจครั้งใด ก็เห็นมะเร็งกำลังลุกลามไปเรื่อยๆ จนตัวหมอเองอดทนไม่ได้ แม้หมอไม่คัดค้านการกินยาหม้อ แต่หมอก็ได้อ้อนวอนให้คุณ ศ. ไปรักษาตัวโดยการผ่าตัด รักษาทั้งสองทางก็ได้ แต่คุณ ศ. ก็ได้ปฏิเสธ และปิดประตูชีวิตอันยืนยาวของตนเองลง

ปัจจุบัน เป็นเวลานานสองปี จากการวินิจฉัยครั้งแรก คุณ ศ.เริ่มมีอาการตกเลือด จากมะเร็งปากมดลูกในระยะลุกลาม เมื่อตรวจภายในพบว่ามะเร็งลุกลามไปที่กระเพาะปัสสาวะ และทวารหนักแล้ว!

…นอกจากนั้น ญาติเองก็ต้องเข้มแข็ง ให้กำลังใจคนไข้ ในการเตรียมผ่าตัด ไม่ใช่ญาติกลัวยิ่งกว่าคนไข้ และมองโลกแต่ในแง่ร้าย

มีญาติหลายคนมีหมอพบ ชอบบอกคนไข้แต่ในแง่ร้าย เช่น
" ต้องเป็นมะเร็งแน่เลย หมอเขาคงหลอก ไม่บอกความจริง "
" ดูสิ คนบ้านโน้น ผ่าตัดมดลูกได้ไม่นาน สามีทิ้งไปมีผู้หญิงคนใหม่เลย "
" ตัดมดลูกแล้วตัวจะแห้ง หน้าตาขึ้นฝ้า อารมณ์หงุดหงิด "
" หลังผ่าตัดจะต้องยากจนตายแน่เลย เพราะจะทำงานหนักไม่ได้อีกตลอดชีวิต" ฯลฯ
การบอกเล่าแต่สิ่งไม่ดีนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย นอกจากมีแต่ความหดหู่ ซึมเศร้าในจิตใจ

จริงอยู่คนเราไม่ควรมองโลกในแง่ดีจนเกินไป ควรมีการเตรียมรับกับโชคร้าย ที่จะมาถึงบ้าง แต่ก็ไม่ควรกังวลจนเกินเหตุกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

ดังนั้นทั้งคนไข้และญาติก็ต้องเตรียมสุขภาพจิตตนเองไว้ให้ดี ก่อนผ่าตัด


ถาม : หลังผ่าตัดควรไปพบหมอในระยะเวลา อย่างไร

ตอบ : หลังผ่าตัดนั้น นอกจากจะมีแผลที่หน้าท้อง ซึ่งใช้เวลาเจ็ดวันก็หายแล้ว ยังมีแผลที่ยอดช่องคลอดอีกด้วย แผลยอดช่องคลอดนี้ เป็นแผลเย็บจากการตัดมดลูก และปากมดลูกไป และใช้เวลาสมานแผลหนึ่งเดือนครึ่งถึงสองเดือน

ดังนั้นโดยทั่วไปแพทย์จะนัดคนไข้หลังผ่าตัดมาตรวจ เจ็ดวัน หนึ่งเดือนครึ่ง หรือสองเดือน และหนึ่งปี แต่แพทย์บางคนก็อาจจะนัดถี่กว่านี้ และถึงแม้แพทย์ไม่นัด แต่ถ้าคนไข้มีอาการผิดปกติ ก็ควรไปพบแพทย์ก่อนเวลานัด


ถาม : การตัดรังไข่และไม่ตัดรังไข่ ควรกินยาเสริมอะไรบ้าง

ตอบ : การตัดรังไข่ทั้งสองข้าง ในสตรีที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี อาจจะต้องพิจารณา ให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริม ในกรณีที่มีอาการของการหมดฮอร์โมน เช่น ร้อนวูบวาบ เหงื่อไหล หงุดหงิด นอนไม่หลับ ปัสสาวะแสบขัด ช่องคลอดแห้ง ฯลฯ และการให้ฮอร์โมนนี้ จะช่วยป้องกันการเกิดกระดูกผุได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ฮอร์โมนนี้ก็มีข้อห้าม และมีอันตราย เพราะการใช้ฮอร์โมน เอสโตรเจนไปนานๆ ก็จะเสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุมดลูก และมะเร็งเต้านม ดังนั้นจึงควรมีการ ชั่งน้ำหนักถึงผลดีผลเสีย และเลือกใช้ฮอร์โมนในคนไข้บางราย

ปัจจุบันมีผู้นิยมรับประทานฮอร์โมนจากอาหารตามธรรมชาติมากขึ้น นอกจากมีฮอร์โมน ยังมีสารต้านมะเร็งอีกด้วย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ และพืชผักบางอย่าง ทดแทนการรับประทานยาฮอร์โมน

หลังการผ่าตัดรังไข่สองข้าง การให้แคลเซียมเสริมเพื่อป้องกันการเกิดกระดูกผุเป็นสิ่งจำเป็น เพราะอาหารที่อุดมแคลเซียมในแต่ละมื้อนั้นมักไม่เพียงพอ มีการคำนวณอาหารแต่ละมื้อของคนไทย พบว่า มีแคลเซียมวันละไม่เกิน 300 มิลลิกรัม ในขณะที่ความต้องการแคลเซียมในคนไข้ตัดรังไข่ ทั้งสองข้าง มากถึง 1,000-1,500 มิลลิกรัมต่อวัน

ส่วนการที่ผ่าตัดมดลูกและเก็บรังไข่ไม่ว่าข้างเดียวหรือสองข้างนั้น แม้จะไม่มีประจำเดือนอีกแล้ว เพราะไม่มีมดลูก ก็ยังมีฮอร์โมนที่ผลิตจากรังไข่ที่เหลือ การให้ฮอร์โมนเสริมจึงไม่จำเป็นค่ำ จะให้ฮอร์โมนเสริม ก็ในกรณีที่มีอายุมากและอยู่ในวัยที่รังไข่หยุดทำงาน (อายุประมาณ 45-51 ปี) ส่วนการให้แคลเซียมเสริมนั้น ไม่มีข้อห้ามค่ะ


(update 17 ตุลาคม 2001)
[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600