บริการสังคม
ทางเลือกเพื่อหญิงตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์
|
ร.ศ.พ.ญ.ศิริกุล อิศรานุรักษ์,
คุณเมทินี พงษ์เวช, คุณจงรักษ์ มุกสิกมาน
ดำเนินการอภิปรายโดย ร.ศ.ดร.ภัสสร ลิมานนท์
ร.ศ.ดร.ภัสสร - เมื่อเช้านี้เราได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง
เรื่องกฎหมายทำแท้ง และช่วงต่อไปจะมีการขานรับกันอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมาย
กับบริการทางสังคมที่จะเกิดขึ้น ผู้หญิงเมื่อตั้งครรภ์แล้วต้องทำแท้งจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
จะพบว่าผู้หญิงเป็นผู้ถูกลงโทษ จะเป็นการลงโทษด้วยข้อกำหนดทางกฎหมาย ซึ่งไปเกี่ยวข้อง
กับกฎหมายอาญา หรือถูกลงโทษด้วยบรรทัดฐาน หรือคุณค่าทางจริยธรรม ศีลธรรม
และอาจจะถูกลงโทษด้วยการรับรู้ของสังคมในแง่ที่ว่า เป็นเรื่องซึ่งไม่ดี เป็นการทำบาป
เป็นเรื่องของการสำส่อน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์ ทั้งๆ ที่
ผู้หญิงตกอยู่ในวังวนนี้ มีปัจจัยนำหลายอย่างมาเกี่ยวข้องเนื่องจากความไม่รู้ การขาดความรู้
การถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือความล้มเหลวจากการวางแผนครอบครัว หรือการติดเชื้อ HIV, AIDS
หรือความไม่พร้อมทางสังคม เศรษฐกิจ แต่ดูเหมือนว่าผู้หญิงที่ตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้
เกือบจะไม่มีทางออกเลยถ้าพิจารณาในประเด็นทางด้านกฎหมาย ยิ่งทางออกในแง่จริยธรรม
เกือบจะไม่มีเลย เพราะสังคมมองว่าไม่ถูกต้องที่ผู้หญิงจะทำแบบนั้นจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่
ทำให้ผู้หญิงต้องกระทำอย่างหลบซ่อนปิดบัง ซึ่งทำให้เป็นอันตรายด้านสุขภาพ บางครั้งถึงแก่ชีวิต
อย่างไรก็ตามคนส่วนหนึ่งในสังคมก็ยังไม่ทอดทิ้งปัญหานี้จริงๆ และยังเห็นความจำเป็นว่า
สังคมจะต้องให้การดูแล ช่วยเหลือแก่ผู้หญิงกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการป้องกันการ การรักษา
การดูแล การให้ความรู้ ฯลฯ ในส่วนของบริการสังคมที่เกิดขึ้นเพื่อจะเป็นทางเลือกของผู้หญิง
ที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ คงจะได้พูดว่าเท่าที่ผ่านมา สังคมไทยไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐหรือเอกชน
หรือในแนวความคิดด้านวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ เราจะได้รับฟัง
จากวิทยากรว่าที่ผ่านมามีงานเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน แล้วบริการที่มีอยู่หรือการรองรับ
ทางสังคมมีมากน้อยเพียงใด เพียงพอหรือเปล่า หรือบริการที่เกิดขึ้นให้ความเป็นธรรม
กับผู้หญิงทุกคนเท่าเทียมกันหรือเปล่า ขอเรียนเชิญท่านวิทยากรค่ะ
คุณจงรักษ์ -
- กองคุ้มครองสวัสดิการเด็ก กรมประชาสงเคราะห์ รับผิดชอบดูแลกลุ่มเป้าหมาย
ที่เป็นกลุ่มเด็กที่ได้รับการละเมิดสิทธิมากที่สุด ดูแลเด็กถูกกระทำทารุณ เด็กด้อยโอกาสต่างๆ
เช่น เด็กเร่ร่อน เด็กขายพวงมาลัย แรงงานเด็ก เด็กต่างด้าว เด็กที่ถูกแสวงหาผลประโยชน์
- ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองฯ เริ่มการทำงานในเรื่องเครือข่าย เรื่องเด็กและสตรี
โดยแม่ชีคุณหญิงขนิษฐาเคยให้แนวคิดกับกรมประชาสงเคราะห์ว่า กรมประชาสงเคราะห์
น่าจะตั้งบ้านพักฉุกเฉินได้ เพราะลักษณะของสถานสงเคราะห์มันจำกัดไปไหนไม่ได้
การบริการต้องมีให้ ทำให้มิติด้านการทำงานของกองฯ เปลี่ยนไปทำงานกับภาคเอกชนมากขึ้น
ปัญหารุนแรงขึ้นทุกปีไม่ว่าเรื่อง เด็ก สตรี กรมประชาสงเคราะห์น่าจะมีบ้าน ซึ่งเป็นบริการ
ไม่ใช่ลักษณะของสถานสงเคราะห์ เป็นบ้านเปิดกึ่ง NGO และให้บริการอย่างรวดเร็ว
ทำงานได้ 24 ชั่วโมง
- กลุ่มเป้าหมายที่ดูแลมี 3 กลุ่มคือ
- กลุ่มที่ 1 กลุ่มเด็กอ่อน เด็กถูกกระทำทารุณ เด็กถูกละเมิดต่างๆ
ให้ได้รับการบริการอย่างรวดเร็ว ได้รับการบริการตลอดเวลา เรียกว่า บ้านพักเด็ก
และครอบครัวหรือบ้านเขียว เพราะเป็นบ้านไม้มีสีเขียว ซึ่งเป็นโครงการ
ที่ขอประมาณจากสำนักงบฯ ปีต่อปีเท่านั้นเอง ให้ที่พักให้เด็กเข้าๆ ออกๆ ได้มีอาหารให้
ต่อมามีเด็กถูกละเมิดทางเพศเข้ามาเป็นรายแรกอายุ 13 ปี และตั้งครรภ์ด้วย
เลยคิดว่าบ้านนี้น่าจะรับเด็กกลุ่มประเภทนี้ด้วยรวมทั้งกลุ่มสตรีที่มีปัญหาเช่นเดียวกันนี้
และให้บริการทุกอย่าง รวมทั้งการดำเนินคดี การดำเนินงานกับครอบครัว แต่ปัญหาคือ
กลุ่มที่ถูกละเมิดทางเพศและตั้งครรภ์มักจะเข้ามาเมื่ออายุครรภ์มากแล้ว จูงลูกมาหลายคน
พร้อมเด็กในครรภ์ แต่โดยรวมแล้วจะใช้ขบวนการทางสังคมสงเคราะห์และจิตวิทยา
ในการดูแลเด็กกลุ่มนี้เป็นพิเศษ
- กลุ่มที่ 2 กลุ่มวัยรุ่นและสตรีวัยทำงาน ช่วงหลังจะมีผู้มาติดต่อมีหลายๆ
กลุ่มอายุเข้ามาด้วย มีหลายสาเหตุเข้ามามิใช่ละเมิดทางเพศอย่างเดียว เด็กที่เป็นวัยรุ่น
สตรีวัยทำงาน ไม่ทราบว่าจะไปอยู่ที่ไหน การตั้งครรภ์อายุน้อยๆ ไม่มี มีแต่ครรภ์อายุมาก
การบริการที่เขาคาดหวังไว้คือ หลังคลอดแล้วสามารถทิ้งลูกไว้ที่บ้านพักได้
- กลุ่มที่ 3 กลุ่มประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ มีลูกมาแล้ว
และเกิดการตั้งครรภ์อีก บางคนมีลูกแล้ว จูงลูกหลายคนมาพร้อมลูกในท้องด้วย
หรือมีลูกติดสามีใหม่ ไม่รับผิดชอบ ทุบตีกันสามีหนีไป กลุ่มนี้จะมีครอบครัวมาด้วย
โครงการบ้านพักเด็กและครอบครัว มีอยู่ใน 9 จังหวัด มีที่กรุงเทพเท่านั้น
ที่สำนักงบประมาณให้อัตรากำลัง มีข้าราชการดูแล สำหรับจังหวัดอื่น คือ เชียงใหม่
นครสวรรค์ อุดรธานี ปราจีนบุรี ชลบุรี ภูเก็ต สงขลา และนราธิวาส
การดำเนินงานเหมือนกันหมด
สำหรับกลุ่มตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์สามารถอยู่ได้จนกระทั่งหลังคลอด
บริการที่ได้รับคือที่อยู่ อาหาร 3 มื้อ เสื้อผ้า มีบริการทางการแพทย์เกี่ยวกับการฝากครรภ์
นอกจากนี้มีกิจกรรมกลุ่มเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา เนื่องจากแต่ละคนมีปัญหาเฉพาะ
ของตัวเองนอกเหนือจากปัญหาการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังมีโครงการป้องกัน
การทอดทิ้งบุตรด้วย เพราะว่าการสร้างความสัมพันธ์กับบุตรนั้นสำคัญกับครอบครัว
ก็สำคัญด้วย เรามีการประสานงานกับครอบครัวในรายที่ต้องการกลับไปหาครอบครัว
มีบางรายที่จำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์ เราก็จะประสานงานกับแพทย์ เช่น
รายที่ตั้งครรภ์จากการถูกข่มขืนโดยบิดาหรือคนในครอบครัว คนใกล้ชิด
หรือบางรายที่มีอาการซึมเศร้าพยายามจะฆ่าตัวตาย บางคนถ้าต้องการกลับสู่ครอบครัว
พร้อมลูกได้ก็ให้ไป หากไม่พร้อมก็จะดูแลให้ระยะหนึ่ง แล้วให้กลับมารับ
ในการที่จะกลับบ้านจะมีการประสานงาน กับประชาสงเคราะห์จังหวัดที่หญิง
หรือเด็กนั้นมีภูมิลำเนาอยู่เพื่อช่วยดูแลต่อไป
ร.ศ.ดร.ภัสสร -
คุณจงรักษ์ ได้เล่าถึงบทบาทของรัฐที่พยายามสร้าง
มาตรการรองรับทางสังคมสำหรับผู้ที่ไม่มีทางออก หรือผู้ที่มีปัญหา จะเห็นว่ารัฐได้พยายามทำ
แต่ว่ามีข้อจำกัดทางงบประมาณและเจ้าหน้าที่ที่จะมาดูแลปัญหาที่ขยายตัวมากขึ้น
ก็คงยากลำบาก ดังนั้น หากได้ทำงานประสานกับ NGO จะเป็นสิ่งที่ดีมาก
เพราะไม่ได้ทำงานตามลำพัง ช่วงนี้ขอเชิญคุณเมทินี จากสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี
เล่าบริการที่มีให้แก่ผู้เดือดร้อน
คุณเมทินี -
บ้านพักฉุกเฉินเป็นจุดเริ่มต้นของสมาคมฯ
แล้ววิวัฒนาการมาเป็นสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ลักษณะผู้หญิงที่เข้ามา
จะเป็นคนที่ด้อยโอกาสทางสังคม การศึกษาอยู่ในระดับต่ำ ช่วงอายุส่วนใหญ่ 30 ปี
มีภูมิลำเนาทั้งจากต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ปัจจุบันในแต่ละวันจะดูแลอยู่
ประมาณวันละ 120 คน โดยเฉลี่ยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ 1 กลุ่มเอดส์ มีอยู่ประมาณ 20 คน รับได้ไม่เกิน 30 คน
กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้หญิงตั้งท้อง และลูกอ่อน มี 50 กว่าคน
กลุ่มที่ 3 เด็กถูกทอดทิ้ง แม่ไม่สามารถเลี้ยงดูได้ รวมทั้งเด็กต่างชาติที่ UNFCR
มาฝากเลี้ยงไว้ 3-4 คน รวมมีประมาณ 20 คน
กลุ่มที่ 4 ผู้หญิงที่ประสบปัญหาความรุนแรง ตกงาน เป็นต้น
การบริการของสังคมฯ ให้บริการเบ็ดเสร็จ ให้ที่พัก ให้อาหาร ให้คำปรึกษา
ในขณะเดียวกันสำหรับผู้ที่อยู่ระยะยาว จะมีการฝึกซ้อมอาชีพให้ สำหรับผู้ที่มาขอความช่วยเหลือ
จะไม่มีคำถามเลยในจุดแรกที่เขาเข้ามา นอกเสียจากว่าถ้าไม่สามารถพึ่งตัวเองได้เลย
ไม่ได้รับคนพิการหากวิกลจริตจะส่ง ร.พ. ศรีธัญญา
- เจ้าหน้าที่ 30 คน ทำงานด้านหารายได้ คือเรามีที่พักเปิดให้เช่าโดยทั่วไปจุคน 200 กว่าคน
มีหน่วยงานราชการหลายแห่ง ไปจัดสัมมนา อบรมพักค้างคืนด้วย
- เจ้าหน้าที่จำนวน 50 กว่าคนดูแลบ้านพักฉุกเฉิน
- เจ้าหน้าที่จำนวน 8-9 คน ดูแลผู้เดือดร้อนจะเป็นนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์
แม่บ้าน คนเลี้ยงเด็ก งบประมาณที่ใช้บริหารงานได้มาจากการบริจาคโดยสิ้นเชิง
เป็นการบริจาคภายในประเทศ เพราะเงินบริจาคต่างประเทศไม่อนุญาตให้นำมาใช้
ในการบริหารงาน แต่ให้ใช้ในกิจกรรมต่างๆ งบประมาณส่วนอื่นได้จากกองโรคเอดส์
กองประกอบโรคศิลปะ กรมประชาสงเคราะห์ ตรงนี้คิดเป็น 5% ของงบประมาณที่เราใช้ทั้งหมด
- การสนับสนุนอย่างอื่น เป็นลักษณะการช่วยเหลือจากหลายๆ หน่วยงาน บริษัท ห้างร้าน
หน่วยงานราชการที่ช่วยดูแลผู้หญิงท้องจะเป็น ร.พ.บำราศนราดูร ร.พ.นพรัตนราชธานี
จะช่วยดูแลผู้หญิงท้องให้
- ผู้ที่เข้ามาที่บ้านฉุกเฉินในกรณีท้องไม่พร้อม ภาพที่หมอพบจะเป็นภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
จากการทำแท้ง แต่ภาพที่เราพบจะเป็นความทุกข์ทรมานใจของผู้หญิงที่ประสบปัญหา
ที่ได้พยายามทำแท้งให้ตัวเองด้วยวิธีต่างๆ แล้วไม่สำเร็จ รวมทั้งความพยายามฆ่าตัวตาย
เพราะหาทางออกไม่ได้ ผู้หญิงพวกนั้นเป็นคนด้อยโอกาสทางสังคม สภาพการที่เกิดขึ้นกับเขา
ด้วยความไม่รู้ ไม่มีข้อมูล เป็นภาวะที่บีบคั้นมาก เป็นคนที่ต้องต่อสู้แต่โดยลำพัง
เพียงคนเดียวเท่านั้น บางคนถูกพ่อข่มขืน ปิดบังแม่มาตลอด ไม่กล้าบอกแม่
ผู้หญิงเหล่านี้โดยภาพรวมจะมีอายุต่ำกว่า 24 ปี เดิมกลุ่มนี้ไม่มีการศึกษา ต่อมาโดยเฉพาะปี
2542 พบว่า 50% ขึ้นไปจบ ม.1 ถึงปริญญาตรี หลบมาอาศัยอยู่เพื่อรอคลอด
ส่วนใหญ่ทราบเรื่องบ้านพักฉุกเฉินจากสื่อต่างๆ ด้วยตนเอง หรือถามเพื่อน
อาจถูกส่งต่อโดยโรงพยาบาลของรัฐ หน่วยงานขงอรัฐ หน่วยงานเอกชน หรือพลเมืองดี
และพบว่าคนที่มา 90% พยายามทำแท้งในรูปแบบต่างๆ มาแล้วทั้งสิ้นแต่ไม่สำเร็จ
ที่เหลือ 10% ไม่รู้จะทำอย่างไรดี หาทางออกไม่ได้ ไม่กล้าบอกใคร ส่วนใหญ่เกิดขึ้น
เพราะผู้ชายไม่รับผิดชอบ ในหลายๆ รายเป็นนักเรียนที่มีครูเอื้ออาทรจะช่วยลงทะเบียนให้
ให้พักการเรียนแล้วหลบมาชั่วคราว และส่งข้อสอบพร้อมคนคุมสอบมาให้ เพื่อไม่ให้
เสียโอกาสทางการเรียน ถ้าแนวปฏิบัติเช่นนี้เป็นไปได้ทุกโรงเรียนก็จะดีมาก
สำหรับผู้ปกครองนั้นเกือบจะเป็นแหล่งสุดท้ายที่เด็กจะคุยด้วย ส่วนใหญ่ไม่กล้าและกลัว
แต่เราได้พยายามให้ผู้ปกครองมาร่วมคิด ร่วมมองด้วย ในหลายๆ กรณีผู้ปกครองก็ไม่ว่าอะไร
การบริการที่ช่วยผู้หญิงเหล่านี้คือ พาไปฝากครรภ์ จนกระทั่งคลอด มีการให้คำปรึกษา
ฝึกอาชีพต่างๆ ให้มีให้เลือกตั้งแต่ 1 ถึง 100 ชั่วโมง รวมทั้งคอมพิวเตอร์ แต่ก็พบปัญหาบ้างคือ
จากการตั้งครรภ์ หรือนิสัยส่วนตัวอาจไม่สนใจ ในกรณีอยากเรียนหนังสือก็ให้เรียน
เพราะที่สมาคมฯ เป็นศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ปัญหาที่สมาคมฯ ตั้งคำถามตัวเองคือ
การช่วยเหลือที่สมาคมฯ มีให้กับหญิงตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ พอหรือไม่ เพราะเหมือนกับ
เป็นการผ่อนวิกฤตชั่วคราว ให้เขาได้พักพิง มาคลอด หลังจากนั้นเมื่อลูกโตใครจะดูแลเขา
ทั้งแม่และลูก ดังนั้น ความพยายามของสมาคมฯ ที่จะให้การช่วยเหลืออีกก็คือ
จะขยายการเลี้ยงดูลูกให้จนถึง 2 ขวบ เพื่อให้เขาจัดการชีวิตของตัวเองได้
ฝึกอาชีพแล้วหางานทำได้ หรือกลับไปอยู่กับพ่อแม่ ส่วนคนที่ยังอยู่ในวัยเรียน
หลังคลอดแล้วอยากเรียนก็ให้เรียน การทำงานตรงนี้มีประเด็นน่ามองอยู่คือ
- 1. เรื่องการทำแท้งจะลดลงได้แน่ถ้าเรามีทางเลือกอย่างอื่นให้กับผู้หญิง
หรือมีหลักประกันให้เขาได้รับทราบว่าเด็กที่เขาไม่ต้องการหรือเด็กที่เกิดขึ้น
โดยที่ไม่ได้ตั้งใจจะได้รับการเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นอย่างเป็นสุขได้
- 2. การตั้งครรภ์รวมถึงการเลี้ยงดูลูกเป็นภาระทางธรรมชาติที่ตกอยู่
กับผู้หญิงฝ่ายเดียวจริงอยู่ที่การตั้งครรภ์เป็นภาระของผู้หญิงแต่การเลี้ยงดูลูก
น่าจะมีผู้ร่วมรับผิดชอบก็คือ ผู้ที่ทำให้ชีวิตใหม่เกิดขึ้นมา ซึ่งก็คือผู้ชาย
ที่ควรจะต้องมีส่วนร่วมด้วย เราไม่ได้แตะเลย ทำอย่างไรจะทำให้แตะได้
- 3. หากมองถึงสิทธิของผู้หญิงจะท้องหรือไม่ท้อง รวมทั้งสิทธิของเด็กที่จะมีชีวิต
ในขณะเดียวกันสิทธิของผู้หญิงน่าจะต้องมองต่อไปว่าควรจะต้องมีผู้รับผิดชอบ คือ
พ่อ ในการเลี้ยงดูให้เติบโตเป็นเด็กที่สมบูรณ์ ดังนั้น คำถามคือ หน้าที่ของรัฐ
ที่มีต่อเด็กเป็นอย่างไร หน้าที่ของรัฐที่มีต่อผู้เป็นแม่ ผู้ที่ประสบปัญหาเป็นอย่างไร
ถ้ารัฐมองว่าเด็กเป็นทรัพยากรของประเทศ รัฐจะต้องลงทุน ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
องค์กรเอกชนทำได้แต่มีข้อจำกัดมากในแง่ของทรัพยากร
- 4. ผู้หญิงที่เข้ามาขอความช่วยเหลือที่สมาคมฯ รู้เรื่องวางแผนครอบครัว
แต่ไม่รู้ครบถ้วน ดังนั้น เพศศึกษาจึงสำคัญทุกกลุ่มประชากร ไม่เฉพาะในห้องเรียน
แต่ขยายไปทุกกลุ่มประชากร และควรให้เหมาะสมกับสถานภาพหรือในกลุ่มอายุ
ที่แตกต่างกันไม่ใช่จำกัดเฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น
ร.ศ.ดร.ภัสสร -
สมาคมฯ ก็เป็นบริการทางสังคมหน่วยหนึ่ง
ที่พยายามให้บริการผู้หญิงที่ด้อยโอกาส ซึ่งไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการ แม้กระทั่งข้อมูลที่ให้บริการ
จึงพยายามช่วยเหลือตัวเองทุกวิถีทาง คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้แท้ง และบ้านพักฉุกเฉิน
เป็นแหล่งสุดท้ายที่เขาไปขอความช่วยเหลือ การที่ทางสมาคมฯ ต้องการช่วยเหลือคนเหล่านี้
ไปให้ตลอดรอดฝั่ง แต่บริการนี้ไม่ใช่ของ NGO หรือกรมประชาสงเคราะห์แต่เพียงผู้เดียว
บริการสังคมเหล่านี้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของหลายๆ หน่วยงานที่ต้องร่วมกันทำ
ร.ศ.พ.ญ.ศิริกุล -
- การให้ความช่วยเหลือ หรือการทำงานเรื่องนี้ ควรมีลักษณะร่วมกันทำงาน
แต่ละคนก็มีบทบาทร่วมกันในจุดนี้ ควรยอมรับแนวคิดและมุมมองของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
และจะทำอย่างไรให้แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ขับเคลื่อนไปได้อย่างกลมกลืน
เป็นประโยชน์ต่อผู้หญิง ครอบครัว และเด็กที่จะเกิดมา
- มองสิทธิต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกแง่มุม ในขณะเดียวกันเราไม่ได้มองสิทธิอย่างเดียว
ทุกฝ่ายคงจะต้องมีหน้าที่ตั้งแต่สตรี คนรับผิดชอบ ครอบครัว หน่วยงานของรัฐ NGO
ที่เข้ามามีส่วนร่วม จากกรอบความคิดนี้ จะขอเสนอแนวคิดของยุทธวิธีในการทำงานเรื่องนี้
โดยมองทั้งระบบ ดังนี้
- 1. ควรมองที่ตัวผู้หญิงก่อนเพราะได้รับผลกระทบโดยตรง การที่จะกำหนดยุทธวิธี
มาตรการที่ออกมาคงต้องมองทั้ง 3 ระดับ เพื่อให้การทำงานครบวงจรและเป็นทั้งระบบ
เช่น การป้องกันปฐมภูมิ (Primary Prevention) เป็นสิ่งที่จะต้องทำแต่ใช้เวลา
โดยจัดให้มีการบริการต่อไปนี้
- - การให้คำปรึกษาก่อนแต่งงาน (Premarital Coounseling)
- - ให้ความรู้เรื่องเพศ (Sex education)
- - บริการที่จะให้กับเด็กจะต้องเป็นแบบไม่เป็นทางการ บริการที่เป็นมิตรเข้าถึงได้
เป็นที่ยอมรับและมีกำลังซื้อได้ (Informal service, friendly service, accessible service,
acceptable service and affordable service) คนที่ทำงานตรงจุดนี้ต้องมีใจรัก
ต้องมีความเข้าใจในเรื่องของผู้หญิงได้ดี และที่สำคัญต้องมีทักษะ มีความเห็นอกเห็นใจ
มีความเข้าใจในความคิดของผู้หญิง
- - การให้ความรู้เรื่องทักษะชีวิต (Life skill training) ต่างๆ เป็นการสร้างอาวุธ
ให้กับผู้หญิงและผู้ชายสามารถป้องกันตัวเองได้ระดับหนึ่ง
- - การคุมกำเนิด จะทำอย่างไรให้บริการคุมกำเนิดสามารถเข้าสู่กลุ่มผู้หญิง
ที่มีความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว ได้รับข้อมูลที่สมบูรณ์และปฏิบัติได้ถูกต้องด้วย
โดยเฉพาะผู้ที่ถูกข่มขืน
- 2. มองที่ผู้ชายควรมีเพศสัมพันธ์ที่รับผิดชอบซึ่งเป็นการป้องกันปฐมภูมิ
ทำอย่างไรจะใส่แนวคิด หรือการรับรู้ ให้อีกฝ่ายหนึ่ง คือผู้ชายซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบ
เรื่องการตั้งครรภ์ แต่ต้องรับผิดชอบให้มากเหมือนฝ่ายหญิง ควรให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา
ทักษะชีวิต และถุงยางอนามัย แก่ผู้ชาย จากการศึกษาวิจัยพบว่า ถ้าวัยรุ่นตั้งครรภ์
ได้รับแรงสนับสนุนจากสามีซึ่งมีความสำคัญมากกว่าพ่อแม่ จะมีผลต่อการดูแลลูก
ความผูกพันธ์กับลูกด้วย
- 3. มองที่ครอบครัว การเป็นครอบครัว เป็นพ่อ-แม่เรียนกี่ปี บางคนไม่ได้เรียนเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเข้าใจในการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาให้กับลูก
รวมทั้งการเป็นพ่อแม่ คือความเข้าใจในการเลี้ยงลูกอย่างมีเหตุผล สิ่งนี้จะเป็นพื้นฐาน
ที่จะบอกว่าทำไมวัยรุ่นออกไปหาเพื่อนและหากลูกมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว แหล่งที่จะเข้าไปหา
คือครอบครัว มิใช่ผลักไปให้กรมประชาสงเคราะห์ บ้านพักฉุกเฉิน จะทำอย่างไร
ให้พ่อแม่ยอมรับปัญหา และสร้างให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณค่าได้ มีการศึกษาว่า
วัยรุ่นที่มีความผูกพันกับครอบครัว ชุมชน จะมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสิ่งต่างๆ
ที่เป็นภัยน้อยกว่าคนที่ไม่มีการติดต่อกับครอบครัว
- 4. ตัวชุมชน ควรมองตั้งแต่ชุมชน ครอบครัว สื่อ มาถึงนักการเมือง
ทำอย่างไรให้เข้าใจ และตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จากปัญหานี้
สำหรับการป้องกันทุติยภูมิ (Secondary Prevention) และการป้องกันตติยภูมิ
(Tertiary Prevention) ไม่ขอกล่าวถึง เพราะได้พูดไปแล้ว เช่น คลินิกให้ความรู้และบริการ
เมื่อประจำเดือนขาดเป็นการป้องกันทุติยภูมิ
ข้อมูลที่จะกล่าวต่อไปเป็นข้อมูลที่สามารถสนับสนุนทางด้านกฎหมายได้คือ
- ประเทศที่การทำแท้งเป็นสิ่งถูกกฎหมาย (legal abortion) มีอัตราการทำแท้งตั้งแต่
6 ถึง 16 ต่อ 1,000 ของผู้หญิงอายุตั้งแต่ 15-44 ปี
- ประเทศที่การทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย (lllegal abortion) มีอัตราการทำแท้ง
ตั้งแต่ 25-56 ต่อ 1,000 ของผู้หญิงอายุตั้งแต่ 15-44 ปี ข้อมูลนี้เป็นการช่วยสนับสนุนว่า
การที่กฎหมายเปิดให้ทำแท้งได้ไม่มีผลทำให้เพิ่มการทำแท้งเลย
ร.ศ.ดร.ภัสสร -
อาจารย์ พ.ญ.ศิริกุล ได้พูดให้เห็นในภาพกว้างว่า
เมื่อเราจะแก้ไขปัญหาในเรื่องของการทำแท้ง หรือดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นกับการทำแท้ง
หรือการตั้งครรภ์ไม่พึงปรารถนา ไม่ใช่เรื่องของการบริการทางสังคมที่ให้
โดยกรมประชาสงเคราะห์หรือ NGO อย่างเดียว แต่จะต้องมีมาตรการทางสังคมอื่นๆ
เป็นระดับตั้งแต่ตัวผู้หญิงขึ้นไปถึงสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องของผู้ชายที่มาเกี่ยวข้อง
บริการอื่นๆ ที่มาช่วยดูแลรวมถึงครอบครัวและชุมชน มาตรการทางสังคมนี้สามารถทำได้
ทั้งในระยะสั้น และบางเรื่องต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะเกิดผลและต้องใช้ระยะเวลา
นานพอสมควร เพื่อให้เกิดภาพการครบวงจรในการดูแลด้านสังคม เพื่อแก้ปัญหา
การตั้งครรภ์ไม่พึงปรารถนา และการทำแท้ง คิดว่าคงอภิปรายกันพอสมควรแล้ว
และถึงเวลาที่จะให้ผู้เข้าประชุมฝ่ายอื่นๆ ได้แสดงความคิดเห็นหรือมีคำถามได้
น.พ.สมชาย -
ขอเรียนถามเรื่องข้อมูล พ.ญ.ศิริกุล ว่าเชื่อถือได้ขนาดไหน
เพราะอาจจะมีการรายงานที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะประเทศที่การทำแท้งถูกกฎหมาย
การได้รับข้อมูลน่าจะแตกต่างกัน เนื่องจากประเทศที่การทำแท้งผิดกฎหมาย
คงจะเป็นการคาดประมาณ
พ.ญ.ศิริกุล -
ข้อมูลที่ได้มามีแหล่งอ้างอิงที่แน่ชัด
ดร.กิติพงษ์ -
เป็นเรื่องปกติที่น่าจะเกิดกรณีทำนองนี้ โดยทั่วไปผู้หญิง
ที่เกิดปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ไม่มีความรู้ เป็นผู้ที่ไม่รู้จะช่วยตัวเองอย่างไร
ถ้ากฎหมายปิดช่องการที่จะเข้าไปให้การช่วยเหลือให้คำแนะนำไม่สามารถดึงให้คนกลุ่มนี้
มาสู่ระดับนี้ได้อยู่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ช่วงเช้าพยายามปูพื้นว่า
กฎหมายซึ่งไม่ดีทำให้ระบบนี้ถูกกระทบด้วย น่าจะต้องหาเหตุผลที่ชัดเจนที่ว่ามีส่วนอย่างไร
ที่ทำให้ปัญหานี้ยิ่งยากมากขึ้น เมื่อไม่ถูกต้องกระบวนการที่จะให้ความช่วยเหลือครบวงจร
ก็ช่วยเหลือไม่ได้ คนที่เข้ามาก็กลัวว่าภาพไม่ดี ในที่สุดก็จะทำแท้งไม่ได้เพราะมาสู่ระบบ
ที่เป็นทางการแล้ว ในการเคลื่อนครั้งต่อไปควรมีข้อมูลบวกในทำนองนี้ให้มาก
ว่าเรามีที่รองรับให้พร้อมที่จะทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ทำแท้ง
คุณกนกวรรณ -
จากการที่ The Population Council ทำงานวิจัยมา
โดยเมื่อถามว่า เมื่อผู้หญิงประสบภาวะตั้งท้องเมื่อไม่พร้อม อยากจะทำอะไรบ้าง
มีมากทีเดียวที่ไม่อยากทำแท้ง แต่ต้องถูกบังคับโดยสถานการณ์หลายอย่าง
จากจำนวนที่ทราบมาว่า ผู้หญิงที่ท้องเมื่อไม่พร้อมที่ต้องการความช่วยเหลือยังมี
ในขณะที่บ้านฉุกเฉินทั้งของรัฐบาลและเอกชนรับได้น้อย เมื่อเปรียบเทียบกับ
จำนวนหญิงที่ท้องไม่พร้อม อยากทราบว่าทางฝ่ายบ้านพักฉุกเฉินทั้งเอกชน
และรัฐบาลคิดอะไรหรือเปล่า ต้องการมาประสานงานกับหน่วยงานอื่นอย่างไรบ้าง
ในการที่จะขยายบริการแบบนี้ อย่างน้อยที่สุดถ้าเป็นไปได้ให้มีบ้านพักลักษณะนี้
จังหวัดละ 1 แห่ง ทั่วประเทศ เราจะรณรงค์ให้เกิดขึ้นได้หรือเปล่า อย่างไร
คุณจงรักษ์ -
นอกจากบ้านทั้ง 2 แห่งแล้ว เท่าที่ทราบและมีการประสานงาน
ส่งต่อกันอยู่ยังมีบ้านประเภทนี้ในกรุงเทพฯ อีกประมาณ 2-3 บ้าน คือ บ้านเสถียรธรรมสถาน
บ้านภคิณี กรมประชาสงเคราะห์กำลังรวบรวมข้อมูลเครือข่ายด้านผู้หญิงอยู่ เพื่อให้ทราบว่า
ในแต่ละพื้นที่บ้านพักประเภทนี้ที่ไหนบ้าง ทางกองฯ กำลังจะขยายบ้านในปีหน้าไปที่
จังหวัดเชียงราย อุบลราชธานี และกาญจนบุรี นอกจากนี้ยังมีโครงการรณรงค์เชิงป้องกัน
เพราะถ้าทำเพื่อรับปัญหาประเภทนี้เปิดบ้านพักเท่าไหร่ก็เต็ม ความจริงที่พบคือ
คนที่เกิดปัญหามักจะไม่อยากอยู่ในบ้านพักในพื้นที่นั้น
คุณกนกวรรณ -
สำหรับกฎระเบียบบางอย่างที่ไม่ยุติธรรมสำหรับผู้หญิง เช่น
กรณีที่ผู้หญิงอยู่กับกับสามีโดยไม่สมรสตามกฎหมาย โดยที่ผู้หญิงนั้นยังใช้คำว่า "นางสาว"
อยู่แต่ท้องขึ้นมา เมื่อลูกคลอดออกมาแล้วก็ไม่ได้รับสวัสดิการเหมือนแม่ที่มีคำนำหน้าว่า
"นาง" เป็นการบังคับทางอ้อมให้เขาไม่ต้องการลูก ทางกรมประชาสงเคราะห์เห็นว่า
เป็นปัญหาอยู่หรือไม่คิดอย่างไรกับเรื่องนี้
คุณจงรักษ์ -
ในส่วนของความช่วยเหลือ กรมประชาสงเคราะห์เองเห็นว่า
เด็กมีใบเกิดอยู่แล้ว มีชื่อ พ่อ แม่ หากไม่จดทะเบียนสมรสเด็กก็ยังเป็นสิทธิของแม่โดยตรง
ในการมาขอรับการสงเคราะห์ประเภทต่างๆ มีสิทธิจะได้รับการสงเคราะห์ซึ่งเป็นการสงเคราะห์เด็ก
ในครอบครัวในเรื่องของนมผง การสงเคราะห์เงิน แต่ถ้าเป็นสิทธิค่ารักษาพยาบาล
ค่าเล่าเรียนบุตรก็แล้วแต่กฎระเบียบหน่วยงานนั้นๆ
พ.ญ.นันทา -
บริการทางสังคมอีกช่องทางหนึ่งที่เราสามารถจะช่วย
กลุ่มที่เกิดปัญหานำไปสู่การแก้ปัญหาที่ปลอดภัย จากการได้ศึกษาวิจับมาพบว่า
ส่วนหนึ่งของหญิงที่ตั้งครรภ์แล้วมีปัญหา มักจะไปซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์
หรือซื้อยาที่ทำให้แท้ง ร้านขายยาเป็นอีกแหล่งหนึ่งเพราะมีการสำรวจพบว่า
วัยรุ่นไปร้านขายยาไปซื้ออะไรเกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์ ปรากฏว่า
ไปซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์ ยาเลื่อนประจำเดือน ยาปรับประจำเดือน และยาที่ทำให้แท้ง
ถ้าเราสามารถทำให้ร้านขายยาหรือเภสัชกร เข้ามามีส่วนร่วมให้บริการทางสังคม
เพื่อให้คำปรึกษาเบื้องต้น แทนการรีบเข้าไปซื้อ แล้วรับออกไป และมีเครือข่าย
ที่จะส่งต่อไปยังบริการที่เหมาะสมยิ่งขึ้น
ร.ศ.ดร.ภัสสร -
ประเด็นที่คุณหมอนันทาเสนอมาน่าสนใจ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ คือทุกร้านไม่มีเภสัชกร ดังนั้นอาจจะให้คำแนะนำที่ไม่พึงปรารถนา
ที่จะให้เข้าไปเกี่ยวข้องเท่าไหร่
พ.ญ.นันทา -
ก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ ได้มีการพูดคุยกันว่าขั้นแรก
ควรเข้าไปในร้านที่มีเภสัชกรก่อน แต่พบว่าเภสัชกรไม่ได้อยู่ตลอดเวลา
จึงได้มีการจัดมุมในร้านเพื่อให้คำปรึกษา แต่ก็ควรมีเทคนิคที่จะคุยกับผู้รับบริการ
ศ.น.พ.สุพร -
ได้ฟังว่ามีบริการบ้านพักช่วยเหลือผู้หญิงที่ตั้งครรภ์
ไม่พึงประสงค์ ที่คุณจงรักษ์ว่าเปิดบ้านพักฉุกเฉินเท่าไหร่ก็เต็ม รู้สึกไม่สบายใจ
เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมแล้วต้องตั้งครรภ์ต่อ
อย่างไม่เต็มใจ แต่มันสะท้อนหรือเปล่าว่าผู้หญิงพวกนี้ครอบครัวทอดทิ้งเขาหมดเลยหรือ
ทำไมอยู่ในครอบครัวไม่ได้ มีหนทางใดที่จะเข้าไปหาครอบครัวเจา ให้เขาเห็นว่าความอบอุ่น
ที่จะให้กับเด็กที่กำลังมีปัญหาเหล่านี้จะช่วยได้มาก ถ้าเขาทิ้งลูกเขาเลย เขาจะเสียมาก
แต่ถ้าเขาดูแลลูกของเขาที่ท้องไม่มีพ่อแล้ว ผลเสียก็จะน้องลง เด็กที่เกิดมาก็จะดีกว่า
เพราะที่ผมได้ศึกษามา พบว่าโสเภณีที่อายุน้อยเริ่มต้นยึดอาชีพนี้จากปัญหา
การท้องก่อนแต่งงาน แล้วต้องออกจากโรงเรียนมาตั้งครรภ์ต่อ คลอดลูกแล้วไม่มีเงินเลี้ยงลูก
หาอาชีพอื่นไม่ได้ จึงต้องไปมีอาชีพขายบริการทางเพศ กรมประชาสงเคราะห์น่าจะสร้างเครือข่าย
ผู้หญิงเหล่านี้ให้มีอาชีพ มีรายได้เพื่อเลี้ยงลูก หรือช่วยเขาในระหว่างที่เขาไม่มีงานทำ
อยากเรียนถามว่า สมาคม หรือกรมประชาสงเคราะห์มีการศึกษาเรื่องนี้ไหม
และมีความพยายามที่จะทำหรือไม่
คุณจงรักษ์ -
ที่บอกว่าเปิดเท่าไหร่ก็เต็ม หมายถึงเต็มในช่วงระดับหนึ่ง
คนที่เข้ามาหาเราก็จะวนเวียนกันเข้ามา ในระหว่างตั้งครรภ์ งานและรายได้ก็จะหายหมด
ครอบครัวส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด ส่วนหนึ่งไม่อยากให้พ่อ-แม่ทราบว่ามาทำงานแล้วท้อง
หากกลับบ้านก็ขอฝากลูกไว้ก่อน บ้านพักของกรมประชาสงเคราะห์ก็เหมือนเป็นสถานที่ปลอดภัย
สำหรับสตรีกลุ่มนี้ จริงๆ แล้วทางกรมฯ ก็ประสานงานในเรื่องของฝึกอาชีพหรือหางานให้ทำ
ทางกรมฯ ไม่สามารถช่วยได้ตลอด ช่วยได้ในระยะแรกๆ เท่านั้น
ศ.น.พ.สุพร -
ขอเสนอว่า ถ้าหากดึงครอบครัวมาช่วยเรื่องนี้
จะอบอุ่นกว่าเยอะเลย ผมคิดว่าพ่อแม่จะไม่ทำลายลูก พ่อแม่จะช่วย เด็กเองก็อยาก
จะบอกพ่อแม่ แต่ไม่กล้าเพราะฉะนั้นการให้คำปรึกษา จึงควรให้ทั้งตัวเด็ก
ขณะเดียวกันก็ช่วยพูดกับพ่อแม่ให้ด้วย ซึ่งจะช่วยหาทางออกให้
คุณเมทินี -
ที่สมาคมฯ ก็พบกรณีนี้บ่อย ตอนแรกที่เด็กเข้ามาเด็กจะกลัว
ถ้าคุย ไปได้สักระยะหนึ่งแล้วเด็กจะยินยอมให้ทางสมาคมเป็นฝ่ายเริ่มต้นติดต่อกับครอบครัว
ซึ่งจะไม่ค่อยเป็นปัญหา แต่ปัญหาที่พบส่วนใหญ่จะเป็นกรณีถูกข่มขืนมาจากคนที่รู้จัก
หรือคนในหมู่บ้าน ซึ่งแม่และครอบครัวคิดว่าจะต้องพาหลบออกมา แต่ว่าส่วนใหญ่
ผู้ที่เดือดร้อนมามีอายุน้อย อยู่กินกันไม่ได้จดทะเบียน ผู้ชายจะไม่รับผิดชอบทุกกรณี
เพียงแต่บอกให้ไปทำแท้ง ถ้าไม่ทำตามก็หนีหายไป
ศ.น.พ.สุพร -
ผมเห็นความสำคัญของบ้านพักฉุกเฉิน เคยไปให้คำปรึกษา
กับผู้หญิงกลุ่มนี้ เรื่องของการรักษาความลับมันจำเป็นที่เด็กอาจจะต้องมาอยู่ที่บ้านพักฉุกเฉิน
ชั่วคราว ต้องการให้เราพยายามดึงพ่อแม่เข้ามาด้วย
ร.ศ.ดร.ภัสสร -
ที่อาจารย์ พ.ญ.ศิริกุล ได้พูดถึงบทบาทของครอบครัว
ในการที่ให้ความอบอุ่นกับผู้หญิงที่เกิดปัญหาขึ้น อาจารย์ น.พ.สุพร ก็ได้พูดถึงครอบครัวด้วยว่า
ทำไมผู้หญิงไม่ย้อนกลับไปหาครอบครัวเมื่อมีปัญหา ดิฉันคิดว่ามีเหตุการณ์หลายอย่าง
ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย มันเป็นตัวชี้วัดที่บอกว่าครอบครัวกับชุมชนของเรา
มันกำลังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างอ่อนแอ ไม่มีความรู้สึกเป็นชุมชนร่วมกันมาก
เท่าที่ควรจะเป็น ในการแก้ไขปัญหา บางครั้งที่เราเรียกร้องให้ชุมชนเข้ามาดูแลปัญหา
เราควรจะต้องคิดถึงความเข้มแข็งของชุมชนที่มีต่อการรับรู้ของปัญหาที่เกิดขึ้นพอสมควร
เราจะไปเสริมกำลังให้กับความเข้มแข็งของสังคมได้อย่างไรบ้าง
น.พ.สมชาย -
เท่าที่ฟังดูจะเป็นเรื่องการฟื้นฟู (Rehabilitation)
ทั้งทางสังคมและทางจิตใจ จะเรียนถามคุณจงรักษ์และคุณเมทินี ว่าจากประสบการณ์
ในกลุ่มที่มารับบริการทั้งที่สัมพันธ์กับการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ หรือว่าการตั้งครรภ์
ไม่มีคุณภาพเหล่านี้ มีมาตรการฟื้นฟูสภาพจิตใจให้ได้อย่างไร มีความเกี่ยวข้อง
ของปัญหาทางด้านจิตเวช หรือว่าทางสุขภาพจิตมามากน้อยแค่ไหน อยากทราบว่า
บทบาทของกรมสุขภาพจิตมีทิศทาง หรือมีสิ่งที่พึงคาดหวังจากหน่วยงานนี้อย่างไรบ้าง
คุณจงรักษ์ -
ในส่วนของกรมประชาสงเคราะห์ที่จะพึ่งพา
งานทางด้านสุขภาพจิต จิตเวช ซึ่งจะพบได้มากในกลุ่มเด็กที่ถูกละเมิดทางเพศ
โดยเฉพาะผู้ใกล้ชิดในครอบครัว เช่น พ่อของตัวเอง พ่อเลี้ยง พี่ชายหรือคนสนิท
เด็กจะเกิดความสับสนไม่อยากให้พ่อถูกดำเนินคดี หดหู่มาก บางครั้งถ้าจำเป็น
จะมีการให้คำปรึกษาโดยใช้บริการที่ศูนย์สุขวิทยาจิต ของกรมสุขภาพจิตและ
รพ.รามาธิบดี เด็กประเภทนี้ไม่สามารถกลับไปสู่ครอบครัวที่ล้มเหลวของเขาได้
บางรายถูกกระทำทารุณแล้วท้อง คลอดแล้วยังพยายามจะทำลายลูกด้วย
คุณเมทินี -
ผู้หญิงท้องที่เข้ามาขอความช่วยเหลือจากเรา
มีบริการที่สามารถแบ่งเป็นส่วนๆ ได้คือ
1. ในเรื่องของอาชีพ แล้วแต่ความสนใจของคนๆ นั้น
2. การให้ความรู้ในเรื่องการเลี้ยงดู จิตวิทยาเด็ก และการเป็นแม่ ฯลฯ
3. ทักษะในการวางแผนชีวิต การแก้ปัญหาชีวิต มักเป็นกิจกรรมกลุ่ม
เฉลี่ยทำเดือนละ 1 ครั้ง
4. การฟื้นฟูจิตใจ แต่ทางสมาคมมีนักจิตวิทยาเพียงคนเดียว
ซึ่งทางบ้านพักอยากทำเรื่องนี้มาก แต่เราขาดแคลนบุคลากรที่จะเนินการ
ดร.กิตติพงษ์ -
การที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เห็นว่าปัญหานี้
มันโยงกันไปหมด การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ มีลูกที่ไม่ต้องการออกมา
ไม่ได้รับการดูแลที่ดีแล้วนำไปสู่ครอบครัวที่ไม่อบอุ่น แล้วนำไปสู่ความรุนแรง
ใครที่ได้ติดตามงานเรื่องอาชญากรเด็กจะเห็นว่าอาชญากรเด็กที่ไปฆ่าคนอื่น
พวกนี้เป็นเหยื่อของปัญหาสังคมเรื่องนี้ทั้งนั้น และปัญหาเหล่านี้เกี่ยวข้องกันไปหมด
และยังโยงไปถึงปัญหายาเสพติดและอื่นๆ อยากให้พวกเราที่สนใจเรื่องนี้
นำทุกปัญหามาเชื่อมโยงกันแล้วช่วยกันแก้ไข
คุณกนกวรรณ -
ที่จริงแล้วเด็กทุกคนเป็นที่ต้องการ
(Every child is a wanted child) แต่ทฤษฎีที่สามารถทำแท้งได้ในทางการแพทย์
เช่น ยังท้องอ่อนๆ ทำแล้วไม่เป็นอันตรายต่อแม่ ซึ่งตามเงื่อนไขทางการแพทย์
สามารถทำแท้งได้หมดแต่ไม่ทำให้ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการที่จะให้ตัวอ่อนในท้อง
เติบโตมาเป็นบุคคลที่สมบูรณ์และมีชีวิตอยู่ได้ เพราะคิดว่าเป็นสิทธิของสิ่งมีชีวิตนั้น
ดิฉันไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีนี่เท่าไหร่ เพราะว่าการเกิดมาของคนๆ นั้น ไม่ได้หมายถึง
การหลุดพ้นจากช่องคลอดของผู้หญิงคนหนึ่งออกมาแล้ว จะสามารถเติบโตออกมา
เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ในสังคมได้ คนทุกคนที่เกิดมาตั้งแต่เด็กจนโต มันมีอะไรมากมาย
ที่จะทำให้เขาเติบโตมาเป็นคนดีได้ หากว่าเด็กคนหนึ่งเกิดมาแล้วไม่สามารถ
มีสิ่งที่เด็กคนอื่นมีได้จริงๆ แล้วไม่ควรให้เกิดมา
ประโยคที่คุณจงรักษ์บอกว่าบ้านพักฉุกเฉินเปิดเท่าไรก็เต็ม
ชี้ให้เห็นหลายเรื่องดังนี้
1. เรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์ นโยบายอนามัยการเจริญพันธุ์
วางแผนครอบครัวที่อดีตมุ่งเป้าหมายไปที่ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่แต่งงานแล้ว
ควรเปลี่ยนเป้าหมายมาที่ผู้หญิงที่แต่งงาน และไม่ได้แต่งงาน
เพื่อให้เป็นการป้องกันจริงๆ
2. ชี้ให้เห็นทัศนคติของสังคม ที่คุณหมอสุพรพยายามชี้ให้เห็นว่าพ่อแม่
หรือผู้ปกครองของเด็กที่มีปัญหาที่มาอยู่บ้านพักฉุกเฉินเหล่านี้ ทำไมไม่พยายาม
ดึงให้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำไมพ่อแม่ไม่รับเด็กไป พ่อแม่ทุกคนรักลูก
ไม่ทำลายลูกซึ่งอาจารย์พุดถูก แต่ไม่เป็นเช่นนี้ทุกราย แต่สิ่งที่เป็นหลักการ
และมาตรฐานของทุกคนคือ สิทธิของตัวคนที่อยู่ในปัญหานั้น คือ
ผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง (Client center) เขามีสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยทุกอย่าง
ศ.น.พสุพร -
ผู้ให้คำปรึกษาที่ดีแล้วก็ใช้ Client center
ทั้งนั้นแต่ไม่ได้หมายความว่า Client center นั้น คนไข้ว่าอย่างไร เราก็ว่าตามไปหมด
แต่การตัดสินใจของเขาเป็นการตัดสินใจที่เรียกว่า informed decision
คือเป็นการตัดสินใจหลังจากเขาได้รู้เขาได้มองปัจจัยต่างๆ ทั้งหมดแล้วอย่างเช่น
เขายังไม่ได้บอกพ่อแม่ ไม่ใช่เราจะไปบอกว่า ต้องบอกพ่อแม่ แต่ผู้ให้คำปรึกษา
จะให้แนวทางแล้วให้เขาคิดอีกครั้ง แล้วให้มองเห็นว่าอะไรเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ที่จริงหลักการให้คำปรึกษาไม่ใช่ของใหม่สำหรับคนไทย คนที่นับถือศาสนาพุทธ
จะรู้จักอริยสัจสี่ ซึ่งเป็นหลักของการให้คำปรึกษาของฝรั่ง ทุกข์คือมีปัญหา
สมุทัยคือหาเหตุแห่งทุกข์ วิโรธคือหาทางพ้นทุกข์อย่างไร มรรคคือการเดินทาง
ไปสู่จุดพ้นทุกข์อย่างไร สิ่งที่เป็นห่วงคือ เรามีการให้คำปรึกษาที่มีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง
เราต้องสร้างขึ้นอีกเยอะ
ร.ศ.ดร.อรทัย -
เรียนถามคุณจงรักษ์กับคุณแม่เมทินีว่า
บริการที่เราให้กับผู้หญิงโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงถูกข่มขืนโดยครู มีบริการทางด้านกฎหมาย
ให้หรือเปล่า บางทีเขาหาทางออกไม่ได้ ไม่ทราบว่าตัวเขาเองมีสิทธิอะไร
อย่างไรที่จะจัดการกับคนที่ทำผิด
คุณเมทินี -
บ้านพักฉุกเฉินไม่มีนักกฎหมายโดยตรง
แต่จะส่งต่อไปยังมูลนิธิเพื่อนหญิงที่จะช่วยเรื่องกฎหมาย
คุณจงรักษ์ -
สำหรับกรมประชาสงเคราะห์ถ้ามีกรณีแบบนี้
ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่หรือพนักงานที่เกี่ยวข้องก็จะมีการดำเนินคดีตรงนี้ด้วย
ถ้าพ่อแม่เด็กไม่ได้แจ้งความ เราก็จะดูแลแค่ตัวเด็กด้วย เพราะจริงๆ แล้ว
ในกระบวนการของเด็กถูกทารุณ เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องเข้าไปตั้งแต่แรก
และดูทั้งขบวนการอยู่แล้ว โดยเข้าไปตั้งแต่การสอบสวนข้อเท็จจริง การพาเด็กไปพบแพทย์
การแจ้งความดำเนินคดี และการแยกเด็กจากครอบครัวหรือสิ่งแวดล้อมนั้น
ศ.น.พ.ประมวล -
- รู้สึกเป็นห่วงสังคมไทย ที่ค่อนข้างขาดความรับผิดชอบ แม้จะเห็นด้วย
กับการที่ต้องมีสถานฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ หลังจากที่สุภาพสตรีคนนั้น
ผ่านวิกฤตการณ์มาแล้วด้วยการตั้งครรภ์ คลอดหรือไปทำแท้งมาแล้ว
แต่ไม่อยากให้คนไทยขาดความรับผิดชอบมากไปกว่านั้น ซึ่งจะเป็นการที่สูญเสีย
ทรัพยากรมากและเป็นการสร้างเจตนคติและนิสัยไม่ดีแก่คนไทย
จากที่มีข้อสมติฐานสนับสนุนทฤษฎีในเรื่องของสถาบันครอบครัวว่า
เป็นสถาบันหลักและสำคัญ
- มีข้อมูลที่จะเสนอคือ ประเทศที่การทำแท้งถูกกฎหมาย อัตราการทำแท้ง
จะลดลงเฉลี่ยประมาณ 10 ต่อ 1,000 ประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา
จะเหลืออยู่ 36-40 ต่อพัน เป็นข้อสนับสนุนที่ดี มาดู 2 กลุ่มนี้ ประเทศที่การทำแท้ง
ถูกกฎหมายเป็นประเทศที่พัฒนาทั้งหมด มีอยู่ในเอเชีย 2 ประเทศ คือ
ญี่ปุ่นกับสิงคโปร์ นอกนั้นอยู่ในยุโรปทั้งหมด ไม่แน่ใจว่าศาสนา มีส่วนเกี่ยวข้องไหม
ร.ศ.ดร.กฤตยา -
- ประเทศที่ทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมายในเอเชียมี อินเดียและเวียดนามด้วย
แต่อัตราการทำแท้งยังสูงอยู่เนื่องจากความรู้ ข้อมูลข่าวสารการบริการวางแผนครอบครัว
ที่ยังไม่ดี แต่ในประเทศที่มีฐานโครงสร้างของบริการเหล่านี้ดีแล้วมีกฎหมายที่ทำแท้งได้
จะช่วยให้อัตราการทำแท้งลดลงอย่างแน่นอน ประเทศไทยรวมอยู่ในเงื่อนไขนี้ด้วย
เพราะประเทศไทยมีระบบเหล่านี้ดีหลายอย่าง บางอย่างเป็นตัวอย่างที่ดีของโลกด้วย
- ประเด็นที่ว่าเปิดเท่าไหร่ก็เต็ม จริงๆ แล้วคิดว่าไม่จริง บ้านพักฉุกเฉินที่ต่างจังหวัด
บางแห่งไม่เต็มหรือไม่มีคนอยู่ การช่วยเหลือที่ต่างจังหวัดก็น้อยมาก อาจเพียง
เพราะจากผู้ประสบปัญหาไม่อยากให้คนที่รู้จักรับรู้ จึงไม่แปลกที่บ้านพัก
ในกรุงเทพมีผู้รับบริการมาก
ศ.น.พ.วิฑูรย์ -
การที่บอกว่าทารกในครรภ์มารดาสามารถมีสิทธิต่างๆ
ได้เมื่อคลอดแล้วมีชีวิตรอดอยู่ ตรงนี้คล้ายๆ เป็นทฤษฎีว่าทารกในครรภ์มารดา
รัฐจะคุ้มครอง มีสิทธิได้รับการคุ้มครอง ผมมองว่าคุ้มครองแค่ไหน สิทธิเหล่านี้
ในทางปฏิบัติไม่ได้รับการฟ้องร้องกันมาดูว่าสิทธิตรงนี้เรามีกฎหมายอาญาคุ้มครอง
ว่าทำแท้งไม่ได้ ในกฎหมายแพ่งเขียนว่า ทารกในครรภ์มารดาสามารถมีสิทธิต่างๆ ได้
ถ้าภายหลังเกิดมารอดอยู่ คำว่า "ทารกในครรภ์มารดา" เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่
ที่เป็นปัญหาทางปรัชญาว่าเริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิเลย หรือเริ่มตั้งแต่เมื่อเขาสามารถมีชีวิตได้
เมื่อเขาออกมาจากครรภ์มารดา ซึ่งเป็นเรื่องน่าคิดว่าเราคุ้มครองเด็ก โดยคุ้มครอง
ตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าเราจับตรงนี้ได้ก็สามารถจะเอาไปอ้างในเรื่องการผลักดัน
ในการแก้กฎหมายหรือเข้าไปอยู่ในแนวปฏิบัติได้ ในสหรัฐแต่ละรัฐมักจะถือ
ตั้งแต่ระยะครรภ์อ่อนๆ ซึ่งจะกำหนดอายุครรภ์แตกต่างกันไป ที่จะให้ถือว่า
การตัดสินใจเป็นสิทธิของแม่
ร.ศ.ดร.ภัสสร -
บ่ายนี้เราได้พูดถึงเรื่องประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวกับ
การทำแท้ง เราไม่ได้พูดถึงบริการทางสังคมอย่างเดียว แต่พูดถึงประเด็นของมาตรการ
ทางสังคมด้วยว่า นอกจากบริการที่เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว มาตรการทางสังคมอื่น
ที่ควรจะเกิดขึ้นหรือที่ยังขาดอยู่ควรจะมีอะไรบ้าง ในเรื่องทางการแพทย์
มีอะไรบางอย่างที่วัดได้ จับต้องได้ หรือตั้งกฎเกณฑ์ได้ เช่น กี่เดือนถึงจะเรียนกว่าชีวิต
เมื่อมาพูดถึงประเด็นด้านกฎหมายก็มีเรื่องมาตราที่ชัดเจนว่ามาตราไหนที่ควรจะแก้ไขอย่างไร
พอมาลงประเด็นทางสังคมค่อนข้างจะเป็นนามธรรม บางครั้งพูดแล้วลอยไปลอยมา
หาที่ลงไม่ได้เพราะมีความเชื่อมโยงกับทุกส่วนของสังคมไม่ว่าจะเป็นตัวคน ตัวผู้หญิง
หรือผู้ชายซึ่งเราเรียกร้องให้มีความรับผิดชอบ หรือคนรอบข้าง หรือครอบครัว ชุมชน
ขณะนี้บทบาทความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายเราเรียกร้องว่าจะต้องร่วมมือกัน
รับผิดชอบด้วยกัน แต่มันไม่เกิดเพราะมีอะไรหลายอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
ขณะนี้ที่ทำได้คือบริการทางสังคมที่มีอยู่แล้ว ต้องทำให้ระบบบริการเหล่านี้เข้มแข็งขึ้น
ครอบคลุมพอที่จะดูแลคนที่ประสบปัญหาอยู่ตรงนี้คือบริการทางสังคมซึ่งเป็นเรื่องทำได้ง่าย
แต่มาตราการทางสังคมที่เราจะลงถึงครอบครัวและชุมชนซึ่งเป็นสิ่งค่อนข้างยาก
และใช้เวลานาน เราจำเป็นต้องสื่อให้ครอบครัวและสังคมเข้าใจว่าปัญหานี้
มันใหญ่ขึ้นทุกวัน ขอขอบคุณท่านวิทยากร และผู้เข้าประชุมทุกท่านค่ะ
(update 31 สิงหาคม 2001)
[ ที่มา...เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง "ปัญหายุติการตั้งครรภ์"
6 สิงหาคม 2544 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร]
|