สรุปผลการสำรวจ
สถานการณ์แท้งในประเทศไทย ปี 2542
โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก
|
แพทย์หญิงสุวรรณา วรคามิ, นงลักษณ์ บุญไทย
กองวางแผนครอบครัวและประชากร
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
1.
ผลการศึกษาจาการรายงานประจำเดือนตลอดปี 2542
ผลการศึกษาที่ได้จากการเก็บข้อมูลภาคตัดขวาง โดยการรายงานจำนวนหญิง
ที่เข้ามารักษาภาวะแทรกซ้อนจากการแท้งเองและทำแท้งในโรงพยาบาลของรัฐ 787 แห่ง
ตลอดปี 2542 ได้จำนวนตัวอย่างทั้งหมด 45,990 ราย ในจำนวนนี้
- ร้อยละ 28.5 เป็นการทำแท้ง อัตราการทำแท้งเท่ากับ 19.54 ต่อเด็กเกิดมีชีพ 1,000 ราย
- ในกลุ่มที่ทำแท้งร้อยละ 46.8 มีอายุ 24 ปีและต่ำกว่า และร้อยละ 30.0 เป็นวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี
- อายุครรภ์เฉลี่ยขณะทำแท้งเท่ากับ 13.01 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่เสี่ยงต่ออันตราย
- กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 60.2 ทำแท้งเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจและสังคม
และร้อยละ 39.8 ทำแท้งเนื่องจากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติของทารกในครรภ์ ทารกในครรภ์เสียชีวิต
มารดามีปัญหาทางสุขภาพ มารดาติดเชื้อ HIV ถูกข่มขืน และติดเชื้อหัดเยอรมัน
(ร้อยละ 15.4 13.5 7.8 2.2 0.6 และ 0.3 ตามลำดับ)
สำหรับภาวะแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุให้กลุ่มตัวอย่างต้องเข้ามารับการรักษาพยาบาล
ในโรงพยาบาลที่เก็บข้อมูลพบว่า ร้อยละ 28.8 ของผู้ที่ทำแท้งมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อ และมดลูกทะลุ (ร้อยละ 21.6 และ 0.4) และพบว่า
การทำแท้งมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าการแท้งเองถึง 11 เท่า โดยพบผู้เสียชีวิต
จากการทำแท้ง 14 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.11 ของกลุ่มตัวอย่างที่ทำแท้ง
2.
ผลการศึกษาจากการสัมภาษณ์ผู้ป่วยแท้ง
การเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเดียวกันในโรงพยาบาล 134 แห่ง
จาก 787 แห่งที่มีจำนวนการทำแท้งสูงสุด โดยใช้เวลาเก็บข้อมูล 6 เดือน
ผลการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่มาโรงพยาบาลด้วยภาวะแทรกซ้อนจากการแท้งเอง
และทำแท้ง จำนวน 4,588 คน พบว่า
- ร้อยละ 40.4 แท้งเนื่องจากการทำแท้ง
- ในจำนวนนี้ ร้อยละ 65.7 เป็นการทำแท้งมาจากสถานที่ต่างๆ ก่อนมาโรงพยาบาล
ที่เก็บข้อมูล ซึ่งผู้ให้บริการส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์
- ร้อยละ 22.4 เป็นการทำแท้งในโรงพยาบาลที่เก็บข้อมูลโดยสูติแพทย์
และแพทย์ทั่วไป
- ที่เหลืออีกร้อยละ 11.9 พยายามทำแท้งให้ตัวเองด้วยวิธีต่างๆ
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของผู้ที่ทำแท้งและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้ง
พบว่าในกลุ่มที่ทำแท้งนอกโรงพยาบาล
- ร้อยละ 61.3 เป็นผู้ที่มีอายุ 24 ปีและต่ำกว่า
- และร้อยละ 29.9 เป็นวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี
- ร้อยละ 24.7 ของผู้ที่ทำแท้งมีสถานภาพเป็นนักเรียนนักศึกษา
- ร้อยละ 41.8 ทำแท้งขณะอายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์
กลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 91.2) ตัดสินใจในการทำแท้งครั้งนี้ด้วยตนเอง
ส่วนเหตุผลที่ผู้หญิงเหล่านี้ตัดสินใจทำแท้งประกอบด้วยหลายปัจจัย
และแตกต่างกันไป กล่าวคือ
- มีปัญหาเศรษฐกิจ 56.8
- ปัญหาทางสังคม 36.2
- วางแผนครอบครัวหรือเว้นระยะการมีบุตรไม่เหมาะสม 34.4
- ยังเรียนไม่จบ 26.8
- มีปัญหาครอบครัว 20.8
- และตั้งครรภ์เนื่องจากคุมกำเนิดล้มเหลว 15.6
วิธีการทำแท้งที่นิยมใช้ในการทำแท้งนอกโรงพยาบาลที่เก็บข้อมูล ส่วนใหญ่เป็นวิธี
ที่เสี่ยงต่ออันตรายและการติดเชื้อ ได้แก่
- การสอดใส่สิ่งของสารเหลวต่างๆ หรืออุปกรณ์ของแข็งเข้าทางช่องคลอด 46.9
- เหน็บยาทางช่องคลอด 13.6
- รับประทานยาเม็ด 11.6
- และบีบนวดบริเวณหน้าท้อง 11.0
โดยเสียค่าทำแท้งเฉลี่ย 2,684 บางต่อการทำแท้งหนึ่งครั้ง
ในกลุ่มที่ทำแท้งนอกโรงพยาบาลพบว่ามีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงร้อยละ 39.8
ซึ่งสูงกว่า 2 เท่าของการทำแท้งในโรงพยาบาล และภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่พบมากคือ
- ติดเชื้อในกระแสเลือด 12.4
- อุ้งเชิงกรานอักเสบ 12.0
- ตกเลือดมากจนต้องให้เลือด 11.8
- และมดลูกทะลุ 7.4
ซึ่งประมาณได้ว่า ในรายที่ทำแท้งและมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจะก่อให้เกิด
ความสูญเสียทางเศรษฐกิจเท่ากับ 21,024 บาทต่อรายต่อการทำแท้งหนึ่งครั้ง และพบว่า
มีผู้เสียชีวิตจากการทำแท้งนอกโรงพยาบาลฯ ทั้งหมด 5 คน คิดเป็นร้อยละ 0.3
ส่วนกลุ่มที่ทำแท้งในโรงพยาบาลที่เก็บข้อมูล ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 71.5)
มีเหตุผลในการทำแท้งเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพของทารกในครรภ์ เช่น
- ทารกในครรภ์เสียชีวิต 34.4
- ตั้งครรภ์ไข่ลม 23.8
- และทารกในครรภ์มีความผิดปกติ 9.9
แม่มีปัญหาสุขภาพ ร้อยละ 20.7 ได้แก่ เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ
- ติดเชื้อ HIV 6.7
- โรคต่อมไร้ท่อ 4.1
- โรคหัวใจ 2.9
- โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย 1.9
- ภาวะปัญญาอ่อน 1.7
- ติดเชื้อหัดเยอรมัน 1.2
- โรคเบาหวาน 1.2
- มะเร็ง 1.0
- และถูกข่มขืน ร้อยละ 3.1
นอกจากนี้ยังมีการทำแท้งในโรงพยาบาลของรัฐด้วยเหตุผลอื่นๆ ได้แก่
- วางแผนครอบครับหรือเว้นระยะการมีบุตรไม่เหมาะสม 13.2
- ตั้งครรภ์จากการคุมกำเนิดล้มเหลว 7.2
- มีปัญหาทางเศรษฐกิจ 7.0
- ปัญหาทางครอบครัว 2.1
- และยังเรียนไม่จบ 1.0
วิธีที่ใช้ทำแท้งในโรงพยาบาลที่เก็บข้อมูล
- ส่วนใหญ่ใช้เครื่องมือขูดมดลูก 55.3
- เหน็บยาทางช่องคลอด 34.6
- ฉีดยาหรือน้ำเกลือทางเส้นเลือด 19.7
ทั้งนี้พบว่า ผู้ที่ทำแท้งในโรงพยาบาลที่เก็บข้อมูลมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า
ผู้ที่ทำแท้งจากสถานที่อื่นๆ นอกโรงพยาบาลที่เก็บข้อมูลมาก และไม่พบว่ามีผู้เสียชีวิต
สำหรับวิธีการที่กลุ่มตัวอย่างพยายามทำแท้งด้วยตัวเอง คือ
- การรับประทานยาเม็ด 35.5
- เหน็บยาทางช่องคลอด 34.5
- บีบนวดหน้าท้อง 4.5
- และจงใจให้เกิดอุบัติเหตุ 4.1
แหล่งที่มาของข้อมูล : โครงการสำรวจสถานการณ์การแท้งในประเทศไทยปี 2542
กองวางแผนครอบครัวและประชากร กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
(update 29 สิงหาคม 2001)
[ ที่มา...เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง "ปัญหายุติการตั้งครรภ์"
6 สิงหาคม 2544 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร]
|